ชาวบ้านผวา! มือดีโรย “ตะปูเรือใบ” เกลื่อนถนน รถเหยียบยางรั่วเสียหายต่อเนื่อง วอนเร่งหาตัวผู้ก่อเหตุ
จากกรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งในพื้นที่ อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ โพสต์ข้อความเตือนภัยเกี่ยวกับการใช้รถใช้ถนน หลังพบว่ามีผู้ไม่ประสงค์ดีนำตะปูที่ดัดให้มีลักษณะคล้ายตะปูเรือใบ รวมถึงเศษเหล็กต่างๆ มาโรยตามพื้นถนนภายในหมู่บ้าน โดยเฉพาะบริเวณถนนหน้าบ้านผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 7 บ้านเหล่าใหญ่ ต.เหล่าใหญ่ อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์
โดยข้อความที่โพสต์ระบุว่า “เตือนภัยครับมีคนวางตะปูเรือใบ ถนนหน้าบ้านผู้ใหญ่หมู่ที่ 7 บ้านเหล่าใหญ่ อ.กุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ใครจะขับผ่านเส้นนี้กะระวังยางรถรั่วแน่เด้อครับ” หลังข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และมีการแชร์ต่อกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนในพื้นที่
ล่าสุด เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณจุดเกิดเหตุ ซึ่งอยู่ในบ้านเหล่าใหญ่ หมู่ 7 ต.เหล่าใหญ่ อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วย นายพงษ์ศักดิ์ แสบงบาล นายกเทศมนตรีตำบลเหล่าใหญ่ เพื่อสอบถามข้อมูลจากชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์ดังกล่าว หลังมีรถที่สัญจรผ่านบริเวณดังกล่าวเหยียบตะปูและเศษเหล็กจนยางรถรั่ว
จากการตรวจสอบบริเวณถนนภายในหมู่บ้าน พบว่ายังคงมีเศษตะปูที่ถูกดัดให้มีลักษณะคล้ายตะปูเรือใบ รวมถึงเศษลวดตะแกรงพัดลมที่ถูกดัดเป็นลักษณะคล้ายกัน วางอยู่บนพื้นถนนบางส่วน แม้ว่าก่อนหน้านี้ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลเหล่าใหญ่จะช่วยกันเก็บเศษตะปูและเศษเหล็กออกจากถนน รวมทั้งใช้เครื่องเป่าทำความสะอาดแล้วก็ตาม แต่ยังพบเศษวัสดุบางส่วนหลงเหลืออยู่
เบื้องต้น นายพงษ์ศักดิ์ แสบงบาล นายกเทศมนตรีตำบลเหล่าใหญ่ เปิดเผยว่า จะเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาในระยะยาว โดยเตรียมประสานขอจัดสรรงบประมาณเพื่อนำมาจัดซื้อและติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ในจุดเสี่ยงต่างๆ ในพื้นที่เทศบาลตำบลเหล่าใหญ่ เพื่อช่วยเฝ้าระวังและใช้เป็นหลักฐานในการติดตามตัวผู้ก่อเหตุ
ขณะที่ นายนูน ใจศิริ อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 156 หมู่ 7 ต.เหล่าใหญ่ อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ชาวบ้านในพื้นที่และเป็นหนึ่งในผู้ได้รับความเดือดร้อน เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 และเกิดขึ้นต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีผู้ไม่ประสงค์ดีนำตะปูที่ดัดคล้ายตะปูเรือใบ รวมถึงเศษลวดต่างๆ ที่ดัดให้มีลักษณะคล้ายตะปูเรือใบ มาโรยไว้เต็มพื้นถนน ทำให้ชาวบ้านที่ใช้รถสัญจรไปมาได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก
นายนูน กล่าวว่า ชาวบ้านที่ขับรถผ่านจุดดังกล่าวมักเหยียบตะปูไม่ต่ำกว่า 2 ดอกขึ้นไป บางรายได้รับความเสียหายถึงขั้นต้องเปลี่ยนยางรถทั้งยางนอกและยางใน หากต้องขับรถเข้าออกบ่อยครั้งจะมีค่าใช้จ่ายในการปะยางอย่างน้อยประมาณ 200-300 บาทต่อคน ขณะที่บางรายได้รับความเสียหายหนักจนต้องเปลี่ยนยางใหม่ ไม่เว้นแม้แต่รถเก๋งและรถกระบะ และบางรายต้องเปลี่ยนยางใหม่ทั้ง 4 เส้น ส่งผลให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก
สำหรับผู้ก่อเหตุ ชาวบ้านคาดว่าน่าจะเป็นคนในชุมชน เนื่องจากมีบุคคลต้องสงสัยจำนวน 2 คน ซึ่งชาวบ้านกำลังเฝ้าจับตาดูพฤติกรรมอยู่ แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถจับได้คาหนังคาเขา และยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะกล่าวหาว่าบุคคลทั้ง 2 คนเป็นผู้ก่อเหตุแต่อย่างใด
นายนูน กล่าวอีกว่า เหตุการณ์ที่มีคนนำตะปูเรือใบมาโรยบนพื้นถนนจะเกิดขึ้นเป็นระยะ โดยจะเว้นช่วงไปก่อนแล้วกลับมาเกิดขึ้นอีก สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก
“ทั้งเสียเวลา เสียเงินเพื่อปะยางรถหรือบางรายหนักจนต้องเปลี่ยนยางรถวันละ 3-4 รอบ ไม่ว่าจะเป็นรถจักรยานยนต์ รถเก๋ง รถกระบะที่สัญจรไปมาล้วนแต่ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก ถึงแม้ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลเหล่าใหญ่จะช่วยกันเก็บและนำเครื่องเป่ามาเป่าเศษเหล็กเศษลวดที่ถูกโรยตามพื้นถนนแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีหลงเหลืออยู่บนถนน” นายนูน กล่าว
นายนูน กล่าวต่อว่า เรื่องดังกล่าวชาวบ้านได้แจ้งปัญหาไปยังผู้นำชุมชน และเทศบาลตำบลเหล่าใหญ่ก็ได้เข้ามาดำเนินการตรวจสอบแล้ว อย่างไรก็ตาม ทางผู้นำชุมชนยังไม่สามารถดำเนินการอะไรได้มากนัก เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าบุคคลต้องสงสัยทั้ง 2 คนเป็นผู้ลงมือหรือไม่
ด้าน นายบรรลุ ตาทิพย์ ผู้ใหญ่บ้านเหล่าใหญ่ หมู่ 7 กล่าวว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา และล่าสุดเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ส่งผลให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก จึงขอฝากประชาชนในพื้นที่ หากพบเห็นบุคคลหรือพฤติกรรมต้องสงสัย ขอให้บันทึกภาพหรือคลิปวิดีโอไว้หากสามารถทำได้อย่างปลอดภัย แล้วนำข้อมูลมาแจ้งผู้นำชุมชนหรือเจ้าหน้าที่ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบและดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ชาวบ้าน ผู้นำชุมชน และเทศบาลตำบลเหล่าใหญ่กำลังหารือเพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหา พร้อมช่วยกันรวบรวมหลักฐาน เพื่อติดตามหาตัวผู้ก่อเหตุที่แท้จริงนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนต้องได้รับความเดือดร้อนและทรัพย์สินเสียหายจากเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวอีก