อะไรคือ ‘ฮั้ว-ไม่ฮั้ว’?
ก็พูดกันมานานเรื่อง “ฮั้ว สว.”
แต่ผม “ตกเทรนด์” ไม่ได้พูดกะเขาเลย
เหตุที่ไม่พูด
เพราะผม “หัวขี้เลื่อย”
อ่านวิธีการเลือกตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดเป็นร้อยรอบ
ก็มองไม่ออกเลยว่า
ตามรูปแบบที่กำหนดให้แบ่งกลุ่มและเลือกกันเองนั้น
จะต้องทำยังไง….
ถึงจะไม่เป็นการ “ฮั้ว” ตามกฎหมายกำหนด!?
คำว่า “ฮั้ว” ในความหมายของผมในที่นี้
คนละประเด็นกับการ “จ่ายเงิน-จ่ายทอง” กันนะ
แบบนั้น มันผิดกฎหมายเต็มพระบาทอยู่แล้ว!
และพูดกันตรงๆ
เรื่องฮั้ว มันก็ฮั้วกันทุกสีแหละในการเลือก สว.!
ถ้าได้ชนิด “แบ่งๆ กันไป” ตามฐานานุรูป คงไม่มีปัญหา
แต่ที่นี้ การเลือกกันเอง ไปลงที่ “สีน้ำเงิน” ซะมาก
ก็เลย “บาดตา-บาดใจ” สีอื่นๆ เค้า
โดยเฉพาะกับ "สีส้ม”
และ “คู่กัด” ของพรรคภูมิใจไทย
เขาก็ต้องโวยและตรวจสอบกันเป็นธรรมดา
ตอนนี้ เรื่องฮั้ว สว.ก็มาถึง “ยกสุดท้าย” แล้ว
วันที่ ๑๔ กันยา. “กกต.ชุดใหญ่”
ที่ “นายณรงค์ กลั่นวารินทร์” เป็นประธาน
จะประชุมและ “ลงมติชี้ขาด” เป็นรายบุคคล
ว่า สว.คนไหนบ้าง ที่ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า”
“ทุจริตในการคัดเลือก สว.” จะได้ส่งศาลฎีกา
ตอนนี้พรรคสีส้ม และ iLaw ซึ่งเป็น two ears
ออกมากดดัน กกต.ชนิด “ออกหน้า-ออกตา”
ต้องส่งสำนวนเอาผิดผู้ถูกกล่าวหา ๒๒๙ ราย
ไปยัง “ศาลฎีกา”
ถึงขั้น “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าส้ม
จะนำขบวนลงถนน ปราศรัยใหญ่วันที่ ๑๓ ก.ย.
ถ้าไม่ส่ง ๒๒๙ ราย ไปศาลฎีกา มีเรื่องแน่!
ทำไมต้องเจาะจงให้ส่งฟ้อง ๒๒๙ ราย?
ก็สืบเนื่องจาก “คณะไต่สวนชุดที่ ๒๖” และ DSI
มีมติให้ “ส่งเรื่องฟ้อง ๒๒๙ ราย”
พบหลักฐานเส้นทางการเงิน มีหลักฐานแน่นหนา
แต่ “คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ ๓๖”
เห็นแย้งว่า “หลักฐานไม่เพียงพอ”
iLaw, พรรคส้ม จึงกดดัน กกต.ชนิดสุดลิ่ม
ประธาน กกต.ขณะนี้ คือ “นายณรงค์ กลั่นวารินทร์”
ท่าน “รู้ผิด-รู้ถูก” ในข้อกฎหมาย
เพราะท่านเป็น…
อดีต “ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา” มาก่อน
ฉะนั้น ท่านจะไม่ทำลายเกียรติยศชื่อเสียง
ด้วยเอียงไปทางหนึ่ง-ทางใดแน่
เรื่องกฎหมาย ชาวบ้านยากเข้าใจว่า “ฮั้ว-ไม่ฮั้ว”
และถ้าผิด ผิดตรงไหน, ถ้าไม่ผิด ไม่ผิดอย่างไร?
เพราะที่รัฐธรรมนูญให้ “เลือกกันเอง” นั้น
แค่ฟังก็งงแล้ว คน ๗๗ จังหวัด….
ไม่เคยรู้จักกัน แล้วให้แบ่งกลุ่มเลือกกันเอง!?
แล้วจะเลือกยังไง….
โดยไม่เกิดลักษณะ “เอ็งเลือกข้า-ข้าเลือกเอ็ง”
เฉพาะผม…บอกได้คำเดียว มึนตึ้บ!
พอดีเมื่อวาน (๑๐ ก.ย.๖๙)
“ท่านสุโรจน์ จันทรพิทักษ์”
อดีต “ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์”
ท่านให้ความรู้ทางกฎหมายเป็นแนวทางไว้
ผมขออนุญาตท่านตรงนี้ นำมาเป็นวิทยาทาน
ท่านเริ่มเรื่องไว้ว่า….
กล่าวถึงการนัดประชุมของ กกต.ในวันที่ ๑๔ กันยา.
เพื่อลงมติ “คดีฮั้ว สว.”
ความเห็นส่วนตัวมองว่า….
กกต.ต้องยึดหลักกฎหมายและพยานหลักฐานในสำนวน
เป็นหลักในการวินิจฉัย
ในบริบทกฎหมายหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคำร้องคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา จะประกอบด้วย
รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันปี 2560
หมวดที่ 12, องค์กรอิสระ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 มาตรา 19, 21 และมาตรา 41 ถึง 43
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62 วรรค 1 และวรรค 2
ที่ กกต.จะนำเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาคำร้อง
ประเด็นก็คือ ในบริบทของกฎหมายที่กล่าวมา
เป็นสิ่งที่ กกต.ต้องใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัยถ้อยคำ
ในตัวบทกฎหมายมีคำว่า "มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า"
ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น
อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม
ให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา
เพื่อ “สั่งให้เพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้ง”
หรือ “เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง” ของผู้นั้น
ถ้าศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา
ให้สมาชิกวุฒิสภาผู้นั้น “หยุดปฏิบัติหน้าที่”
ตรงนี้ มันจะเป็นเงื่อนแง่ทั้งหมดเลยว่า
บริบททางกฎหมายเช่นนี้
กกต.ต้องใช้ดุลพินิจให้ละเอียดรอบคอบ
คำว่า "มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า" คืออะไร?
ตรงนี้ กกต.ทั้ง 7 คนต้องวางหลักให้กับประเทศ
หลังพิจารณาแล้วว่า…
สำนวนคดี สว.ทั้งหมดที่เข้าสู่การพิจารณาของ กกต.มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า
“การเลือก สว.ปี 2567 มีการฮั้วกันหรือไม่?”
จุดสำคัญคือ ระดับของหลักฐาน “อันควรเชื่อได้ว่า”
“มันอยู่แค่ไหน”?
ตรงนี้เป็นสิ่งที่ กกต.ต้องคิดก่อนจะถึงวันลงมติ 14 กันยา.
“อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์” กล่าวต่อว่า
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพอย่างนี้ว่า…
ถ้อยคำในตัวบทตรงที่ว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า”
ถามว่า “ถ้าเปรียบเทียบกับคดีอาญาที่ศาลจะลงโทษจำเลย” อันไหนมันจะมีน้ำหนักมากกว่า?
ผมมีความเห็นว่า
ถ้อยคำในมาตรา 62 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ปี 2561
คำว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า”
ผมเห็นว่าใกล้เคียงพอๆ กันกับ “การชั่งน้ำหนักของศาลในคดีอาญาที่จะลงโทษจำเลย”
ผมมีมุมมองอย่างนี้ เพราะกฎหมายใช้คำว่า
"อันควรเชื่อได้ว่า"
กฎหมายไม่ได้ใช้คำว่า "น่าจะเชื่อได้ว่า"
เห็นไหม คำว่า "น่าจะเชื่อได้ว่า" มันยังเบาไป
แต่ "อันควรเชื่อได้ว่า"
หมายความว่าต้องมีหลักฐานแน่นเพียงพอที่จะฟังได้ว่า
"มีการฮั้ว สว.เกิดขึ้น"
ซึ่งตรงนี้เป็นหน้าที่ของ กกต.ทั้ง 7 คน
คิดว่า กกต.ที่มาจากสายศาล เป็น “อดีตตุลาการ”
ท่านต้องเป็นหลักให้กับประเทศในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนัก
เพราะว่าทั้งชีวิตของท่าน ก็อยู่กับการชั่งน้ำหนักมาตลอด
เมื่อมาทำหน้าที่เป็น กกต.จะต้องชี้ว่า
พยานหลักฐานข้อเท็จจริงเท่านี้ ในสำนวนนี้
มี "หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า" เพียงพอหรือยัง?
หรือยังไม่ได้
ตรงนี้ กกต. “จะต้องวางกติกา วางกฎเกณฑ์ให้ประเทศ”
ประเด็นเรื่องการฮั้ว ที่ผ่านมา มีการพูดกันว่า “ฮั้ว สว.”
แต่ทีนี้ เราเข้าใจหรือไม่ คำว่า “ฮั้ว” คืออะไร?
ถ้าถามความเห็นผม
คำว่า “ฮั้ว” มันเกิดจาก “คำพิพากษาศาลฎีกา”
ที่ตัดสินในการที่มีการยื่นประมูลแข่งขันประกวดราคากับหน่วยงานของรัฐ
แล้วมีการกำหนดว่า "อย่ายื่นประมูลสูงกว่านี้"
คือ “ฮั้วกัน” เพื่อให้บางคนได้ไป
คำว่า “ฮั้ว” มันเกิดขึ้น จากแนวฎีกาอย่างนี้
สำหรับการเลือก สว.
ผมคิดว่า อะไรคือ “การฮั้ว-การไม่ฮั้ว”?
การ “ไม่ฮั้ว” ในความเห็นผม คือ
๑.ต้องมีอิสระ คือไม่เลือกเพราะถูกชักจูง ถูกครอบงำ
หรือได้รับผลประโยชน์ และ
๒.มีเสรีในการใช้วิจารณญาณในการเลือกอย่างสมบูรณ์
เพราะฉะนั้นในความเห็นผม
ถ้าการเลือก สว.เป็นไปโดยอิสระ
เป็นไปโดยเสรี อย่างที่ผมกล่าว
แบบนี้เรียกว่า “ฮั้วไม่ได้” เท่ากับ “ไม่มีการฮั้ว”
แต่ถ้าข้อเท็จจริงมันปรากฏว่า
การเลือก สว.นั้น “ไม่มีอิสระ”
เพราะถูกชักจูง ถูกครอบงำ หรือได้รับผลประโยชน์
หรือว่า ไม่ได้ใช้วิจารณญาณในการเลือกเลย
ถ้าลักษณะแบบนี้ ผมคิดว่า นี่คือ “การฮั้ว”
เพราะฉะนั้น
ตรงนี้ ผมอยากให้สังคมช่วยตระหนักข้อเท็จจริงว่า
อะไรคือฮั้ว อะไรคือไม่ฮั้ว!
ผมยกตัวอย่างให้ดูว่า ข้อเท็จจริงที่ผมจะกล่าว
มันเป็นการฮั้วหรือไม่?
หนึ่ง. ถึงไม่มีโพยระบุชื่อคนคนหนึ่ง
แต่คนเขาก็จะต้องเลือกคนคนนั้นอยู่แล้ว
เห็นไหม คือไม่มีโพยให้เลือก
แต่ปรากฏว่าได้รับโพยมา ก็มีคนที่เราจะเลือก
แบบนี้เป็นการฮั้วหรือไม่?
สอง. คือมีโพยให้เลือก
แต่ปรากฏว่า คนที่อยู่ในโพย มันตรงกับเราพอดี
แบบนี้ เป็นการฮั้วหรือไม่?
สาม. คือมีการรวมกลุ่มแนะนำตัวให้บุคคลอื่นเลือกคนในกลุ่ม
เช่น เขาจับกลุ่มกันแล้ว ก็แนะนำตัวกันเป็นกลุ่ม
แบบนี้ฮั้วหรือไม่?
สี่. คือเลือกเพราะรู้จักกัน เคยอุปการะช่วยเหลือกัน
ห้า. เลือกเพราะมีคนร้องขอมา บอกให้ช่วยเลือกด้วย
หก. เลือกตามที่มีการตกลงร่วมกัน
ในการไปประชุมร่วมกันตามคำเชื้อเชิญ
เช่น มีการเชิญชวนให้คนที่สมัครเป็น สว.ไปประชุมร่วมกัน
แล้วก็มีการเสนอกลุ่มคนที่จะขอให้เลือก
ข้อเท็จจริงเหล่านี้ ผมคิดว่า ….
มันต้องมีอยู่ในสำนวนว่า “มันมีพฤติกรรมเหล่านี้หรือไม่” และหากมีพฤติการณ์เหล่านี้
กกต.ทั้ง 7 คน จะใช้หลักกฎหมายมาปรับอย่างไร?
ว่าอะไรคือฮั้ว ….อะไรคือไม่ฮั้ว?
คำว่า ฮั้ว กันนั้น ศาลฎีกาได้ตัดสินวินิจฉัยครั้งแรกว่า
“ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน”
และต่อมา ศาลฎีกาก็วินิจฉัยคดีตามหลักฎีกาดังกล่าว
"โดยความเคารพ ผมเชื่อว่า ทุกกลุ่ม ทุกก๊วน ที่รับสมัคร (เป็น สว.) ผมว่า ‘เขามีโพย’ ทั้งนั้น”
ทีนี้ มันอยู่ที่ว่า กลุ่มไหนได้รับเลือกมากกว่ากัน
ผมคิดว่าในสังคมไทย สิ่งเหล่านี้ มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ปัญหาเหล่านี้ มันเป็นการยากในความเห็นส่วนตัวผม
ที่จะชี้ขาดว่า “อะไรฮั้ว…อะไรไม่ฮั้ว”
จุดแบ่งว่า ลักษณะแบบนี้คือการ “ฮั้วกัน”
หรือ “ไม่ใช่การฮั้วกัน” คืออะไร?
ตรงนี้ ซึ่งผมคิดว่า…..
สังคมน่าจะรอดูผลคำวินิจฉัยของ กกต.ที่จะออกมา
ว่า กกต.ได้ให้เหตุผลครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่
เพราะว่า มันจะมีปัญหาทันที….
ถ้า กกต.ใช้ดุลยพินิจที่ไม่ชอบ
จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
เพราะศาลฎีกาวางแนวไว้ในปี 2549
คือฎีกาที่ 3509/2549 ศาลฎีกาวางหลักว่า
ถ้าการใช้ดุลพินิจนั้น
มิได้อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผล
แล้วก็เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ
จึงเกินล้ำออกนอกขอบเขตของความชอบด้วยกฎหมาย
จะเป็นความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157
"เพราะฉะนั้น กกต. ต้องเคร่งครัดว่า
ถ้าพยานหลักฐาน มันบ่งชี้ได้ว่าเป็นการฮั้ว”
กกต.ก็ต้องสั่ง
สั่งในเชิงที่ว่า “ส่งคำร้องไปศาลฎีกา”
แต่ถ้าสำนวนใด หลักฐานในสำนวนมัน “ไม่พอฟังได้ว่า” มีหลักฐาน “อันควรเชื่อได้ว่า”
ก็ยกคำร้องไป
การทำหน้าที่ของ กกต.มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 มาตรา 21
กฎหมายบัญญัติไว้เลยว่า
การใช้อำนาจของ กกต.ต้องเป็นประโยชน์เที่ยงธรรม
กล้าหาญและปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ
หาก กกต.เบี่ยงเบนจากข้อกฎหมายดังกล่าวไปเมื่อใด
ก็จะเป็นความผิด
ตามมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญาทันที
ตามแนวฎีกาที่ศาลฎีกาได้วางหลักไว้เมื่อปี 2549
…………………………
ชาติหน้า ฉันใด เกิดมาขออย่าได้เป็น กกต.เลย เจ้าประคู้นนนน!.
-เปลว สีเงิน
๑๑ กันยายน ๒๕๖๙
คนปลายซอย