โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

‘ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม’ มองความทึมเทาหลากหลายเฉดของมนุษย์ และคำว่าเฟมินิสม์ ผ่านสายตาผู้กำกับ ‘ดรีม ฐานิกา’ และ ‘เอลิซ่า เปียง’

Mirror Thailand

อัพเดต 06 มี.ค. 2568 เวลา 09.45 น. • เผยแพร่ 06 มี.ค. 2568 เวลา 09.45 น.
ภาพไฮไลต์

เรื่องราวความไม่เท่าเทียม ไม่เพียงฟังดูคุ้นชินคล้ายกับเป็นบทละครที่ถูกเล่าย้อนซ้ำๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญใน ‘ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม’ ซีรีส์เเนว Murder Mystery ที่เชื่อมโยงเรื่องสิ่งที่อาจพบเจอได้ในสังคมเหล่านี้ได้อย่างตรงไปตรงมา ในโปรเจกต์ที่ใช้เวลาตกตะกอนและพัฒนาทั้งหมดนานเกือบ 2 ปี

นอกจากทีมพัฒนาบททั้งหมดที่รวมเอานักคิดนักเขียนระดับหัวกะทิหลายคนมาไว้ด้วยกันแล้ว ยังรวมถึง ‘ดรีม - ฐานิกา เจนเจษฎา’ และ ‘เอ - เอลิซ่า เปียง’ สองผู้กำกับที่ต้องการพูดถึงความละโมบในจิตใจมนุษย์ ผ่านประเด็นทางสังคม การเมือง แนวคิดเฟมินิสม์ กับเรื่องความไม่เท่ากันของชนชั้นและอำนาจในแบบที่ไม่ได้มองว่ามันเป็นแค่กระเเสสังคมเท่านั้น พวกเธออยากเล่ามันผ่านมิติอันหลากหลาย โดยไม่พยายามทำตัวเป็น ‘ผู้ตัดสิน’ หรือเเปะป้าย เพราะเชื่อว่ามนุษย์ก็เหมือนกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในระบบนิเวศท่ียังมีเลเยอร์อื่นๆ ซ้อนทับลงไปมากกว่านั้นอีกมากมายให้ค้นหา

และซีรีส์ ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม ของดรีมและเอ ก็คือการขอให้เรา-คนดู เปิดหู เปิดตา เปิดใจดำดิ่งค้นหาสิ่งที่ซ่อนอยู่ในกันบึ้งความเป็นมนุษย์เหล่านี้ไปด้วยกัน ก่อนจะตัดสินใคร หรืออะไรออกไป

  • เฟมินิสม์

“เราอยากเล่าเรื่องอะไรที่เป็นประเด็นร่วมสมัย ซึ่งประเด็นทางการเมือง กับเรื่องที่นักการเมืองหาเสียงด้วยการใช้แนวคิดเฟมินิสม์มาเรียกความนิยมก็เป็นประเด็นที่เราสนใจ”

เอเล่าให้เราฟังถึงไอเดียตั้งต้นของซีรีส์ที่เริ่มจากความสนใจในแนวคิดเฟมินิสม์ แต่พอทั้งคู่ลงมือถ่ายทำจริงๆ กลับพบว่าตัวละครผู้หญิงในเรื่องที่มีอยู่หลายคนนั้นต่างหากที่น่าจะค่อยๆ Shape ความเป็นเฟมินิสม์ในแต่ละแบบขึ้นมาได้ชัดเจนมากกว่า นี่เองเป็นจุดเริ่มต้นที่ทั้งคู่เริ่มลงมือดีไซน์คาแรกเตอร์ของตัวละคร ร่วมกับนักแสดงว่าแต่ละคนอยากจะสะท้อนความเป็นเฟมินิสม์ออกมาในรูปแบบต่างๆ อย่างไร

“เรามีทั้งผู้หญิงที่เป็นผู้กระทำ และผู้ถูกกระทำ เพื่อให้เห็นว่าแนวคิดเฟมินิสม์สามารถสร้างมนุษย์ให้ ‘เป็น’ อะไรได้บ้าง และมีใครบ้างที่ได้รับผลกระทบจากแนวคิดนี้ ทั้งในด้านดีและร้ายของมัน เพราะจริงๆ ความเหลื่อมล้ำทางเพศมันมีอยู่อย่างยาวนานแล้ว มันมีวัฏจักร มีวิวัฒนาการของมันเหมือนกับระบบนิเวศ มันมีคนที่ชนะ มีคนที่แพ้ แล้วเดี๋ยวมันก็จะสู้กันต่อไปเรื่อยๆ เรามองว่ามันคือการเอาตัวรอดอย่างหนึ่งในธรรมชาติ” เอเล่า

“เฟมินิสม์มันมองได้หลายมิติ ส่วนหนึ่งอาจเป็นการเรียกร้องความเท่าเทียมจากความไม่เเฟร์ต่างๆ ตั้งแต่เรื่องกายภาพเลย ถึงจะเป็นกลไกของธรรมชาติที่เราเลือกไม่ได้ก็จริง เพราะมันถูกสร้างมาแบบนั้น แต่ในหลายๆ คัลเจอร์ที่ไม่แฟร์ก็เกิดมาจากการทรีตทางกายภาพที่แตกต่างกันนี่แหละ ยกตัวอย่างเช่นร่างกายผู้หญิงต้องเจอกับการมีเมนส์ ทำให้ต้องตั้งท้อง ต้องให้กำเนิด ต้องให้นมลูก และทำหน้าที่เลี้ยงดูมนุษย์คนหนึ่งไปโดยปริยาย แม้หนังจะไม่ได้พูดออกไปตรงๆ แต่มันก็แฝงอยู่ในบทพูด อยู่ในชีวิตของตัวละครหญิงแต่ละคนในเรื่องที่สะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังของสังคมที่มีต่อบทบาทของผู้หญิงเหล่านี้ เราได้เห็นว่าตัวละครหญิงแต่ละคนกำลังมีความทุกข์อะไรบ้างจากผลกระทบของความคาดหวังนี้ ซึ่งไม่ใช่แค่ผู้หญิงเท่านั้นด้วย ผู้ชาย หรือแม้แต่คนเพศอื่นๆ เองก็อาจต้องเจอผลกระทบจากแนวคิดเฟมินิสม์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และซีรีส์เรื่องนี้ทำให้ได้มองเห็นว่าอะไรกันแน่คือสิ่งที่กดทับพวกเขาอยู่”

ขณะที่ดรีมคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า

“ระบบเฟมินิสม์เป็นเพียงเศษเสี้ยวของกลไกทางสังคมอย่างหนึ่ง หากมีคน ‘ได้’ ประโยชน์จากมัน นั่นคือความได้เปรียบ ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าอาจจะมีคนที่ ‘เสีย’ หรืออาจได้รับผลกระทบจากระบบนี้ด้วย แนวคิดเฟมินิสม์สำหรับเรา จึงเป็นดาบสองคมที่ทั้งให้คุณค่า และทั้งอันตรายได้ในเวลาเดียวกัน”

“สุดท้ายแล้วมันคือการตั้งคำถามกลับไปว่าเฟมินิสม์แท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่ แล้วคำว่า Equality หรือความเท่าเทียมที่เราพูดกัน ความพอดีมันอยู่ตรงไหน นั่นคือความตั้งใจของซีรีส์เรื่องนี้ เราอยากพาคนดูถอยออกมามองภาพใหญ่ถึงการกดทับกันไปมาทั้งในธรรมชาติ และในสังคมมากกว่าจะมาแปะป้ายตัดสินกัน”

  • ดอกไม้

ตัวละครหญิงสาวนักจัดดอกไม้ เป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญของซีรีส์ ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม ที่อาจสะท้อนภาพของเฟมินิสม์ที่มีหลากหลายมิติอย่างที่เอกับดรีมบอกได้ดีที่สุด มากไปกว่านั้นแล้ว ยังเป็นตัวละครที่อาจเป็นภาพแทนของเชื้อพันธุ์แห่งความมืดหม่นสิ้นหวังที่มีอยู่ตัวเราทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากระบบบางอย่างในสังคมได้เหมือนกัน

“เราว่าตัวละครดาหลาอาจเป็นนิยามของเฟมินิสม์ที่ค่อนข้างเฮลธ์ตี้ ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เขาทำมันถูกต้องนะ แต่ถึงอย่างไรตัวละครนี้ก็แค่เรียกร้องสิทธิและความเป็นธรรมให้ตัวเอง ในกรอบที่เขาควรจะได้รับ โดยไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ใคร และไม่ได้ใช้คำว่าเฟมินิสม์เพื่อเรียกร้องว่าเขาต้องเหนือกว่าคนอื่นๆ” ดรีมเล่าว่าความชอบผลงานของผู้กำกับชาวเยอรมันชั้นครูอย่าง Wim Wenders ที่มักพูดถึงปรัชญาชีวิตในเรื่องความเป็นปัจจุบันขณะ กับความเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ทำให้เธอหยิบมันมาใส่ในซีรีส์เรื่องนี้ เพราะเห็นด้วยว่ามนุษย์ ต่อให้รวยจน หรือมีอำนาจมาจากไหน เมื่อเทียบกับจักรวาลทั้งจักรวาลแล้ว ก็อาจเป็นเพียงแค่เศษฝุ่นเล็กๆ ไม่ต่างกัน ขณะที่ดอกไม้ซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายของวงศ์ สายพันธุ์ และถิ่นที่อยู่ ก็คล้ายกับวงจรชีวิตของคนในสังคม ที่ทำให้ต้องพยายามดิ้นรนมีชีวิตรอดในระบบนิเวศนี้ ไม่ว่ามันจะเอื้ออำนวยต่อการมีชีวิตอยู่หรือไม่… ไม่ต่างกัน

“แม้แต่ธรรมชาติก็มีการกดทับกันเองอยู่ในระบบนิเวศของมัน เช่นเดียวกันกับระบบนิเวศทางสังคมที่มีความไม่เท่ากันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะบทบาททางเพศ อำนาจ ชนชั้น หรือทางการเมืองเอง การดูซีรีส์เรื่องนี้ เราเชื่อว่าคนดูจะได้เช็กอินกับตัวเองอยู่ตลอดเวลาเหมือนกันว่าเขาเป็นใคร กำลังทำอะไร และอยู่ตรงไหนของระบบนี้เวศเหล่านี้”

  • มนุษย์

สิ่งหนึ่งที่ทั้งเอและดรีมบอกกับเราคือ การที่งานศิลปะของพวกเธอไม่ได้พยายามจะมาเสี้ยมสอนคนดู หรือตั้งตนเป็นผู้ให้แง่คิด ชี้ถูกผิดขนาดนั้น แต่อยากให้มองว่าทุกอย่างมีความ ‘เทา’ และยังมีเฉดที่หลากหลายออกไปอีกในความเทานั้นด้วย

“ความเทาคือสิ่งที่เป็นจริงอยู่ในชีวิตเรานี่แหละ แล้วคนก็พยายามที่จะ Categorize คนอื่นๆ ว่าคนนี้เป็นคนดี คนนั้นเป็นคนเลว ด้วยเครื่องมือต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ซีรีส์เรื่องนี้คือการทำให้คนเห็นว่า คนที่เขาถูก Categorize ให้เป็นคนเลวในสายตาของสังคม จริงๆ แล้วเขามีแบ็กกราวนด์อย่างไร ถูกเลี้ยงดูหรือเติบโตมาแบบไหน แล้วเขาขาดอะไรไป ถึงทำให้กลายเป็นคนเแบบนั้น” ดรีมกล่าว “หรือหากความผิดของเขาได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามันจริง เขาก็จะได้รับผล หรือโทษของมันอยู่ดี เขาจะได้เรียนรู้ในบทเรียนของเขา เหมือนกับเราๆ เองที่ก็เป็นเหมือนมนุษย์ทั่วไปที่ทำผิดอะไรมาไม่น้อยหรอกใช่ไหมคะ และเราก็เรียนรู้จากความผิดพลาดนั้นอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เราจึงไม่พยายามแค่ชี้นิ้วโทษว่า ‘ก็เพราะคุณเป็นผู้ชาย คุณนั่นแหละที่ผิด’ หรือ ‘เพราะคุณเป็นผู้หญิง คุณเลยเป็นผู้ถูกกระทำ’ มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป”

เอบอกว่า หัวใจหลักของซีรีส์ ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม อาจเป็นสิ่งที่เรียกว่า Empathy เกิดจากการทำความเข้าใจคนที่ถูกสังคมมองว่าเลวที่สุด “มันคือการมอง และทำความเข้าใจว่าทำไมมนุษย์คนหนึ่งถึงเกิดมาเป็นแบบนี้ แล้วเราก็พาคนดูไปสำรวจระบบนิเวศในชีวิตเขา ว่ามันเป็นอย่างไร เพราะเราเชื่อว่าทุกอย่างมันคือ Cause Effect ที่มีผลกระทบต่อกันเป็นลูกโซ่ เหมือนใน Eco-system นี่แหละค่ะ”

“คำถามหนึ่งที่เรานั่งคุยกันตอนพัฒนาบท คือคำถามว่าทำไมเวลาสัตว์เขาฆ่ากันในธรรมชาติ เรามองว่านั่นคือการเอาตัวรอด แต่ทำไมเวลาคนฆ่ากัน เรากลับมองว่าเขาเป็นคนเลว เป็นคนเห็นแก่ตัว หรือเพราะมนุษย์มี Empathy เลยมีความสามารถที่จะมองเห็นเพื่อนมนุษย์เท่ากัน As a human หรือเปล่า ที่ทำให้เราเลือกได้ที่จะไม่เข่นฆ่ากันเหมือนกับสัตว์”

“แล้วถ้าดูดีๆ ก็จะเห็นว่ามันมีแนวคิดแบบ Buddhism มากๆ และเป็นกลางด้วยซ้ำนะ เพราะเราอยากให้มันเป็นคำถามปลายเปิดแบบนานาจิตตังที่กระตุ้นให้คนดูกลับไปคิดกับตัวเองค่ะ” ดรีมเสริม

ทั้งเอและดรีม อยากให้หนังเรื่องนี้สอดคล้องไปได้กับชีวิตของทุกคน ด้วยแมสเสจเดียวกันที่ว่า มนุษย์ต่างมีความทุกข์เป็นของตัวเองอยู่แล้ว ไม่ว่าจะรวยจน ไม่ว่าจะเพศไหน เพียงแค่สิ่งที่ไม่เหมือนกัน อาจเป็นปลายทางที่คนคนนั้นจะเลือกจมดิ่งไปกับความมืดมิด จะใช้มันเป็นอาวุธทำร้ายตัวเอง ทำร้ายคนอื่น หรือเลือกจะใช้มันเป็นแรงผลักดัน สร้างผลลัพธ์ที่ต่างออกไปนั่นเอง…

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...