4 ปลัดคลัง ย้อนอดีต ผ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย รับโจทย์เก็บรายได้โต 18%
ย้อนอดีตถึงปัจจุบัน ผ่าน 4 ปลัดคลัง เดินหน้าผ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย ‘ลวรณ’ รับโจทย์ตั้งเป้าจัดเก็บรายได้ 18% จากปัจจุบัน 12-13% หวังดันจีดีพีโต 5%
เนื่องในโอกาสครบรอบ 150 ปี กระทรวงการคลัง ได้จัดงาน “MOF Journey 150 ปี เส้นทางการคลังไทย พร้อมเปิดเวทีเสวนาพิเศษในหัวข้อ “ย้อนเวลากับเรื่องเล่าคนคลัง” กับปลัดกระทรวงการคลังในแต่ละยุคทั้ง 4 คน ได้แก่ ดร.อรัญ ธรรมโน, หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล, ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์, และนายลวรณ แสงสนิท
ดร.อรัญ ธรรมโน อดีตปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตนเข้ารับราชการครั้งแรกในเดือนมิ.ย. 2497 โดยเข้ารับราชการกระทรวงการคลังในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ถึง 1 ปี ก่อนจะย้ายไปทำงานสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ และกลับมาทำงานที่กระทรวงการคลังอีกครั้ง ในช่วงเดือนมิ.ย.2504
ทั้งนี้ตนอยู่ในยุคที่มีการจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ขึ้นมาเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนเพื่อให้ผู้กู้พิจารณาความคุ้มค่าในการลงทุนในการจะกู้เงินจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารโลก หรือกองทุนการออมระหว่างประเทศ (IMF)
ดร.อรัญ กล่าวถึง อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ว่า อ.ป๋วยเป็นผู้ปลุกเสกความเชื่อมั่นของ สศค. โดยได้พยายามตั้งวินัยการเงินการคลังขึ้นมา ได้แก่ 1.การตั้งงบลงทุนไม่ต่ำกว่า 30% ของงบประมาณ 2.กำหนดกรอบเงินเฟ้อโดยจะต้องผลิตเงินเท่ากับอัตราเพิ่มของ GDP+3 และ 3.การกู้เงินจากต่างประเทศต้องกู้กับธนาคารโลก เนื่องจากมีบริการด้านการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการด้วย
ทั้งนี้ในช่วงเวลา 3 ปี ที่ตนดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังในปีงบประมาณ 2536-2538 มีงบประมาณเกินดุลทั้ง 3 ปี ได้แก่ 1.2% 2.0% และ 2.6% ตามลำดับ รวมทั้งตั้งงบประมาณลงทุนได้เกิน 30% ของบประมาณรายจ่ายทุกปี ถือว่าเป็นผอ.สศค. และปลัดกระทรวงการคลังคลัง ที่โชคดี ที่เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นในสมัยตน
“งานราชการเป็นงานที่ง่าย ไม่ได้อาศัยความรู้ความสามารถมากมาย แต่อาศัยความตั้งใจ ซื่อสัตย์สุจริต ตั้งใจรับใช้บ้านเมือง” ดร.อรัญ กล่าว
ดร.อรัญ กล่าวต่อว่า สิ่งที่อยากจะเสนอให้กระทรวงการคลังในปัจจุบัน ดำเนินการคืออยากให้ตั้งเป้าหมายการจัดเก็บภาษีที่ 18-20% ของจีดีพี เพราะขณะนี้รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้นโยบายลดภาษีบ่อยๆ โดยมองว่าตัวเลข 18% จะมีโอกาสที่จะทำให้งบประมาณกลับมาสมดุลได้ เนื่องจากธนาคารโลก ประเมินเศรษฐกิจไทยเหลืออยู่ 3.5% นักเศรษฐศาสตร์ประเมินอยู่ที่ 2% เท่านั้น
“ขณะนี้ศักยภาพเราต่ำลงเรื่อยๆ หากเราจ่ายเงินลงไปมากๆ ส่วนใหญ่จะปรากฎในรูปเงินเฟ้อ และเงินไหลไปต่างประเทศ หากตั้งเป้าให้เศรษฐกิจโต 5% ก็จะทำให้ประเทศเจริญกว่านี้” ดร.อรัญ กล่าว
หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ผมจบวิศวะ ซึ่งตอนนั้นประเทศกู้เงินได้ธนาคารโลก และ IMF เยอะ เนื่องจากประเทศไทยไม่เป็นที่รู้จักจากธนาคารพาณิชย์ของโลก พอกู้จากธนาคารโลกต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้ ซึ่งก็ยังพบปัญหา ซึ่ง อ.ป๋วย ตอนนั้นต้องการคนวิศวะมาทำงานจึงได้ชวนตนมาทำงานที่กระทรวงการคลังเพื่อแก้ไขปัญหานี้
โดยช่วงของการทำงานที่ผ่านมาของตนนั้น การแยกบทบาทระหว่างกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คือ แยกบทบาทการคลังออกจากการเงินชัดเจน และจัดทำกฎหมายของธปท.ด้วยแม้การทำงานควบคู่กัน แต่เดินคนละทางเสมอมา
ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ผมไม่ได้เป็นลูกหม้อกระทรวงการคลังตั้งแต่วันแรก แต่เริ่มต้นชีวิตราชการจากการเป็นอาจารย์ ที่ธรรมศาสตร์ โดยตนสอบได้ทุนที่กระทรวงการคลัง จึงกลับมารับราชการที่กรมศุลกากร จากนั้นได้ดำรงตำแหน่งรองผอ. สศค. และต่อมาได้มีโอกาสได้ดำรงผอ.สศค. ซึ่งได้เข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง ช่วงปี 2552
โดยขณะนั้นในปี 2551 ช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เศรษฐกิจไทยติดลบ นโยบายการคลังต้องตอบโจทย์วิกฤตเพื่อเข้าไปช่วยดูแลประชาชน เริ่มต้นจากการออก “เช็คช่วยชาติ” สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีแจกเงินคนละ 2,000 บาท เป็นเม็ดเงินรวม 1.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นนโยบายดูแลเศรษฐกิจระยะสั้น
“ในช่วงวิกฤตการออกนโยบาย ต้องออกไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ตรงจุด คือ ส่งไปยังกลุ่มฐานราก แต่ขณะนั้นยังไม่มีทะเบียนคนจน จึงส่งผ่านไปยังผู้ประกันตนแทน โดยแจกเช็คช่วยชาติร่วมกับสำนักงานประกันสังคม ให้ส่งเงินไปยัง ผู้ประกันตน มาตรา 33 เพื่อใช้จ่ายเงินลงไปสู่ฐานราก” ดร.สถิตย์ กล่าว
ต่อมาคือการทำให้เศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัว โดยตอนนั้นได้มีการออกเงินกู้ “ไทยเข้มแข็ง” 4 แสนล้านบาท แต่วงเงินยังไม่พอ ต้องร่วมกับงบประมาณ และรัฐวิสาหกิจ รวมกันแล้ว เป็นวงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท เกิดเป็นโครงการ “ไทยเข้มแข็ง” เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานทั้งหลาย ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เช่น ถนน สนามบิน และมีการปรับโครงสร้างทางสังคม เช่น การพัฒนาคน ราชการ และพัฒนาระเบียบต่างๆ
“ไทยเข้มแข็งขณะนั้น ทำให้โครงสร้างพื้นฐานไทยดีขึ้นมา ถือว่าการบรรเทาระยะสั้น และฟื้นฟูระยะปานกลาง ทำให้จีดีพีฟื้นตัว ในปี 2552 เติบโต 7.5%” ดร.สถิตย์ กล่าว
สำหรับผลงานที่ตนภูมิใจคือเรื่องการปฏิรูปภาษีทรัพย์สิน ผ่านการทำภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ออกมาในปัจจุบัน จากเดิมที่มีการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและภาษีท้องที่ ซึ่งถือเป็นการกระจายอำนาจการคลังไปสู่ท้องถิ่นอีกด้วย และยังได้เข้าไปผลักดันกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการออมที่สามารถดูแลตัวเองได้ในยามเกษียณ
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การที่เราดำรงความเข้มแข็งมาได้ตลอด 150 ปี เพราะเรามีผู้บังคับบัญชา นำพากระทรวงการคลังผ่านช่วงวิกฤตมาได้อย่างดี และตนมีโอกาสทำงานกับทุกท่าน ทั้งนี้ ตนเริ่มต้นทำงานจากสศค. เดิมทีเป็นคนที่ไม่อยากรับราชการ วางเป้าหมายว่าจะทำงานเพียง 5 ปี และอยากทำงานทางด้านการเงินแต่ตอนนั้นไม่ได้ออกจากข้าราชการ เนื่องจากต้องการให้พ่อและแม่ภูมิใจ
สำหรับงานชิ้นแรกของตน คือ การค้าเสรี AFTA ต่อมาได้รับผิดชอบงานประกันภัยด้วย โดยได้ดูแลเรื่องวิกฤตน้ำท่วมช่วงปี 2554 ได้มีการตั้งกองทุนเข้ามาดูแล
ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างดำเนินการการ โดยปัจจุบันการจัดเก็บรายได้รัฐอยู่ที่ 12-13% ต่อจีดีพี โดยจะพยายามปรับโครงสร้างภาษี เพิ่มฐานการจัดเก็บภาษีให้ได้ 18% ของจีดีพีนั้น เท่ากับเพิ่ม 5% คิดเป็นเงิน 800,000 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับงบประมาณขาดดุลปี 2568 ดังนั้นหากสามารถเพิ่มการจัดเก็บรายได้เป็น 18% ก็จะทำให้จัดทำงบประมาณสมดุลได้ จึงเป็นเรื่องท้าทายมากในการทำงานจากนี้ไป
ต่อมาได้เวียนไปเป็นผู้ตรวจราชการ และกลับมาเป็นผอ.สศค. ซึ่งเวลานั้นเกิดวิกฤตโควิด-19 ตนได้มีหน้าที่ในการแจกเงินช่วยเหลือเยียวยาประชาชน กว่า 2.2 แสนล้านบาท ซึ่งความภูมิใจตอนนั้น คือ ไม่มีเรื่องทุจริตแม้แต่บาทเดียว เงินส่งตรงไปให้กับประชาชน นอกจากนี้ ได้มีโอกาสทำงานกรมสรรพสามิต ได้ทำเรื่องการสนับสนุนนโยบายการใช้รถอีวี และโยกย้ายไปกรมสรรพากร และกลับมาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง ในปี 2566
” ช่วงโควิด เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น การเยียวยาประชาชนทำในเวลาอันสั้น ทุกเรื่องเกี่ยวกับทุกคน และขณะนั้นได้โจทย์จากรัฐบาล ว่าอยากแจกเงินเยียวยาให้กลุ่มคนตกงาน อาชีพอิสระ ตั้งใจให้ 5,000 บาท นาน 3 เดือน ถามว่าจะใช้วิธีอะไร ว่าคนไหนเดือดร้อน คนไหนควรจะได้ หรือจะใช้วิธีเดิมๆ คือ การแจกเงินผ่านทางท้องถิ่น ให้ผู้ใหญ่บ้านแจกจ่ายให้ลูกบ้าน แต่เราเป็นห่วงเรื่องความโปร่งใส จึงได้มีการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ครั้งแรก คัดกรองอาชีพ ฐานที่อยู่อาศัย จ่ายเงินผ่านพร้อมเพย์ โดยทำงานจ่ายเงินให้กับคนหลายล้านคน และเรื่องนี้ไม่มีความทุจริต ถือเป็นการภูมิใจของการเป็นคนคลังด้วย” นายลวรณ กล่าว
นายลวรณ กล่าวต่อว่า ตนพร้อมรับการบ้าน จากอดีตปลัดกระทรวงการคลัง ที่วางเป้าหมายให้กระทรวงการคลังจัดเก็บรายได้ให้ได้ 18%ของจีดีพี โดยปัจจุบันการจัดเก็บรายได้รัฐอยู่ที่ 12-13% ต่อจีดีพี โดยจะพยายามปรับโครงสร้างภาษี เพิ่มฐานการจัดเก็บภาษีให้ได้ 18% ของจีดีพีนั้น เท่ากับเพิ่ม 5% คิดเป็นเงิน 800,000 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับงบประมาณขาดดุลปี 2568 ดังนั้นหากสามารถเพิ่มการจัดเก็บรายได้เป็น 18% ก็จะทำให้จัดทำงบประมาณสมดุลได้ จึงเป็นเรื่องท้าทายมากในการทำงานจากนี้ไป
ทั้งนี้ในอนาคต กระทรวงการคลังจะเข้าสู่ยุคดิจิทัลแบบสมบูรณ์ โดยนำใช้เครื่องมือดิจิทัลมาใช้มากขึ้น ในมิติการทำงาน การจัดเก็บภาษี และให้บริการประชาชน พร้อมสร้างคนคลังให้เหมาะสมกับยุคดิจิทัล โดยในอีก 1 เดือนข้างหน้า กระทรวงการคลังกับจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย จะแถลงข่าวเปิดหลักสูตรปริญญาโท ให้ความรู้การจัดเก็บภาษี และการใช้นวัตกรรมต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 4 ปลัดคลัง ย้อนอดีต ผ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย รับโจทย์เก็บรายได้โต 18%
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th