โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

4 ปลัดคลัง ย้อนอดีต ผ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย รับโจทย์เก็บรายได้โต 18%

MATICHON ONLINE

อัพเดต 03 พ.ค. 2568 เวลา 13.38 น. • เผยแพร่ 03 พ.ค. 2568 เวลา 13.37 น.

ย้อนอดีตถึงปัจจุบัน ผ่าน 4 ปลัดคลัง เดินหน้าผ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย ‘ลวรณ’ รับโจทย์ตั้งเป้าจัดเก็บรายได้ 18% จากปัจจุบัน 12-13% หวังดันจีดีพีโต 5%

เนื่องในโอกาสครบรอบ 150 ปี กระทรวงการคลัง ได้จัดงาน “MOF Journey 150 ปี เส้นทางการคลังไทย พร้อมเปิดเวทีเสวนาพิเศษในหัวข้อ “ย้อนเวลากับเรื่องเล่าคนคลัง” กับปลัดกระทรวงการคลังในแต่ละยุคทั้ง 4 คน ได้แก่ ดร.อรัญ ธรรมโน, หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล, ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์, และนายลวรณ แสงสนิท

ดร.อรัญ ธรรมโน อดีตปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตนเข้ารับราชการครั้งแรกในเดือนมิ.ย. 2497 โดยเข้ารับราชการกระทรวงการคลังในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ถึง 1 ปี ก่อนจะย้ายไปทำงานสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ และกลับมาทำงานที่กระทรวงการคลังอีกครั้ง ในช่วงเดือนมิ.ย.2504

ทั้งนี้ตนอยู่ในยุคที่มีการจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ขึ้นมาเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนเพื่อให้ผู้กู้พิจารณาความคุ้มค่าในการลงทุนในการจะกู้เงินจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารโลก หรือกองทุนการออมระหว่างประเทศ (IMF)

ดร.อรัญ กล่าวถึง อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ว่า อ.ป๋วยเป็นผู้ปลุกเสกความเชื่อมั่นของ สศค. โดยได้พยายามตั้งวินัยการเงินการคลังขึ้นมา ได้แก่ 1.การตั้งงบลงทุนไม่ต่ำกว่า 30% ของงบประมาณ 2.กำหนดกรอบเงินเฟ้อโดยจะต้องผลิตเงินเท่ากับอัตราเพิ่มของ GDP+3 และ 3.การกู้เงินจากต่างประเทศต้องกู้กับธนาคารโลก เนื่องจากมีบริการด้านการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการด้วย

ทั้งนี้ในช่วงเวลา 3 ปี ที่ตนดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังในปีงบประมาณ 2536-2538 มีงบประมาณเกินดุลทั้ง 3 ปี ได้แก่ 1.2% 2.0% และ 2.6% ตามลำดับ รวมทั้งตั้งงบประมาณลงทุนได้เกิน 30% ของบประมาณรายจ่ายทุกปี ถือว่าเป็นผอ.สศค. และปลัดกระทรวงการคลังคลัง ที่โชคดี ที่เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นในสมัยตน

“งานราชการเป็นงานที่ง่าย ไม่ได้อาศัยความรู้ความสามารถมากมาย แต่อาศัยความตั้งใจ ซื่อสัตย์สุจริต ตั้งใจรับใช้บ้านเมือง” ดร.อรัญ กล่าว

ดร.อรัญ กล่าวต่อว่า สิ่งที่อยากจะเสนอให้กระทรวงการคลังในปัจจุบัน ดำเนินการคืออยากให้ตั้งเป้าหมายการจัดเก็บภาษีที่ 18-20% ของจีดีพี เพราะขณะนี้รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้นโยบายลดภาษีบ่อยๆ โดยมองว่าตัวเลข 18% จะมีโอกาสที่จะทำให้งบประมาณกลับมาสมดุลได้ เนื่องจากธนาคารโลก ประเมินเศรษฐกิจไทยเหลืออยู่ 3.5% นักเศรษฐศาสตร์ประเมินอยู่ที่ 2% เท่านั้น

“ขณะนี้ศักยภาพเราต่ำลงเรื่อยๆ หากเราจ่ายเงินลงไปมากๆ ส่วนใหญ่จะปรากฎในรูปเงินเฟ้อ และเงินไหลไปต่างประเทศ หากตั้งเป้าให้เศรษฐกิจโต 5% ก็จะทำให้ประเทศเจริญกว่านี้” ดร.อรัญ กล่าว

หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ผมจบวิศวะ ซึ่งตอนนั้นประเทศกู้เงินได้ธนาคารโลก และ IMF เยอะ เนื่องจากประเทศไทยไม่เป็นที่รู้จักจากธนาคารพาณิชย์ของโลก พอกู้จากธนาคารโลกต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้ ซึ่งก็ยังพบปัญหา ซึ่ง อ.ป๋วย ตอนนั้นต้องการคนวิศวะมาทำงานจึงได้ชวนตนมาทำงานที่กระทรวงการคลังเพื่อแก้ไขปัญหานี้

โดยช่วงของการทำงานที่ผ่านมาของตนนั้น การแยกบทบาทระหว่างกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คือ แยกบทบาทการคลังออกจากการเงินชัดเจน และจัดทำกฎหมายของธปท.ด้วยแม้การทำงานควบคู่กัน แต่เดินคนละทางเสมอมา

ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ผมไม่ได้เป็นลูกหม้อกระทรวงการคลังตั้งแต่วันแรก แต่เริ่มต้นชีวิตราชการจากการเป็นอาจารย์ ที่ธรรมศาสตร์ โดยตนสอบได้ทุนที่กระทรวงการคลัง จึงกลับมารับราชการที่กรมศุลกากร จากนั้นได้ดำรงตำแหน่งรองผอ. สศค. และต่อมาได้มีโอกาสได้ดำรงผอ.สศค. ซึ่งได้เข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง ช่วงปี 2552

โดยขณะนั้นในปี 2551 ช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เศรษฐกิจไทยติดลบ นโยบายการคลังต้องตอบโจทย์วิกฤตเพื่อเข้าไปช่วยดูแลประชาชน เริ่มต้นจากการออก “เช็คช่วยชาติ” สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีแจกเงินคนละ 2,000 บาท เป็นเม็ดเงินรวม 1.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นนโยบายดูแลเศรษฐกิจระยะสั้น

“ในช่วงวิกฤตการออกนโยบาย ต้องออกไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ตรงจุด คือ ส่งไปยังกลุ่มฐานราก แต่ขณะนั้นยังไม่มีทะเบียนคนจน จึงส่งผ่านไปยังผู้ประกันตนแทน โดยแจกเช็คช่วยชาติร่วมกับสำนักงานประกันสังคม ให้ส่งเงินไปยัง ผู้ประกันตน มาตรา 33 เพื่อใช้จ่ายเงินลงไปสู่ฐานราก” ดร.สถิตย์ กล่าว

ต่อมาคือการทำให้เศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัว โดยตอนนั้นได้มีการออกเงินกู้ “ไทยเข้มแข็ง” 4 แสนล้านบาท แต่วงเงินยังไม่พอ ต้องร่วมกับงบประมาณ และรัฐวิสาหกิจ รวมกันแล้ว เป็นวงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท เกิดเป็นโครงการ “ไทยเข้มแข็ง” เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานทั้งหลาย ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เช่น ถนน สนามบิน และมีการปรับโครงสร้างทางสังคม เช่น การพัฒนาคน ราชการ และพัฒนาระเบียบต่างๆ

“ไทยเข้มแข็งขณะนั้น ทำให้โครงสร้างพื้นฐานไทยดีขึ้นมา ถือว่าการบรรเทาระยะสั้น และฟื้นฟูระยะปานกลาง ทำให้จีดีพีฟื้นตัว ในปี 2552 เติบโต 7.5%” ดร.สถิตย์ กล่าว

สำหรับผลงานที่ตนภูมิใจคือเรื่องการปฏิรูปภาษีทรัพย์สิน ผ่านการทำภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ออกมาในปัจจุบัน จากเดิมที่มีการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและภาษีท้องที่ ซึ่งถือเป็นการกระจายอำนาจการคลังไปสู่ท้องถิ่นอีกด้วย และยังได้เข้าไปผลักดันกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการออมที่สามารถดูแลตัวเองได้ในยามเกษียณ

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การที่เราดำรงความเข้มแข็งมาได้ตลอด 150 ปี เพราะเรามีผู้บังคับบัญชา นำพากระทรวงการคลังผ่านช่วงวิกฤตมาได้อย่างดี และตนมีโอกาสทำงานกับทุกท่าน ทั้งนี้ ตนเริ่มต้นทำงานจากสศค. เดิมทีเป็นคนที่ไม่อยากรับราชการ วางเป้าหมายว่าจะทำงานเพียง 5 ปี และอยากทำงานทางด้านการเงินแต่ตอนนั้นไม่ได้ออกจากข้าราชการ เนื่องจากต้องการให้พ่อและแม่ภูมิใจ

สำหรับงานชิ้นแรกของตน คือ การค้าเสรี AFTA ต่อมาได้รับผิดชอบงานประกันภัยด้วย โดยได้ดูแลเรื่องวิกฤตน้ำท่วมช่วงปี 2554 ได้มีการตั้งกองทุนเข้ามาดูแล

ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างดำเนินการการ โดยปัจจุบันการจัดเก็บรายได้รัฐอยู่ที่ 12-13% ต่อจีดีพี โดยจะพยายามปรับโครงสร้างภาษี เพิ่มฐานการจัดเก็บภาษีให้ได้ 18% ของจีดีพีนั้น เท่ากับเพิ่ม 5% คิดเป็นเงิน 800,000 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับงบประมาณขาดดุลปี 2568 ดังนั้นหากสามารถเพิ่มการจัดเก็บรายได้เป็น 18% ก็จะทำให้จัดทำงบประมาณสมดุลได้ จึงเป็นเรื่องท้าทายมากในการทำงานจากนี้ไป

ต่อมาได้เวียนไปเป็นผู้ตรวจราชการ และกลับมาเป็นผอ.สศค. ซึ่งเวลานั้นเกิดวิกฤตโควิด-19 ตนได้มีหน้าที่ในการแจกเงินช่วยเหลือเยียวยาประชาชน กว่า 2.2 แสนล้านบาท ซึ่งความภูมิใจตอนนั้น คือ ไม่มีเรื่องทุจริตแม้แต่บาทเดียว เงินส่งตรงไปให้กับประชาชน นอกจากนี้ ได้มีโอกาสทำงานกรมสรรพสามิต ได้ทำเรื่องการสนับสนุนนโยบายการใช้รถอีวี และโยกย้ายไปกรมสรรพากร และกลับมาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง ในปี 2566

” ช่วงโควิด เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น การเยียวยาประชาชนทำในเวลาอันสั้น ทุกเรื่องเกี่ยวกับทุกคน และขณะนั้นได้โจทย์จากรัฐบาล ว่าอยากแจกเงินเยียวยาให้กลุ่มคนตกงาน อาชีพอิสระ ตั้งใจให้ 5,000 บาท นาน 3 เดือน ถามว่าจะใช้วิธีอะไร ว่าคนไหนเดือดร้อน คนไหนควรจะได้ หรือจะใช้วิธีเดิมๆ คือ การแจกเงินผ่านทางท้องถิ่น ให้ผู้ใหญ่บ้านแจกจ่ายให้ลูกบ้าน แต่เราเป็นห่วงเรื่องความโปร่งใส จึงได้มีการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ครั้งแรก คัดกรองอาชีพ ฐานที่อยู่อาศัย จ่ายเงินผ่านพร้อมเพย์ โดยทำงานจ่ายเงินให้กับคนหลายล้านคน และเรื่องนี้ไม่มีความทุจริต ถือเป็นการภูมิใจของการเป็นคนคลังด้วย” นายลวรณ กล่าว

นายลวรณ กล่าวต่อว่า ตนพร้อมรับการบ้าน จากอดีตปลัดกระทรวงการคลัง ที่วางเป้าหมายให้กระทรวงการคลังจัดเก็บรายได้ให้ได้ 18%ของจีดีพี โดยปัจจุบันการจัดเก็บรายได้รัฐอยู่ที่ 12-13% ต่อจีดีพี โดยจะพยายามปรับโครงสร้างภาษี เพิ่มฐานการจัดเก็บภาษีให้ได้ 18% ของจีดีพีนั้น เท่ากับเพิ่ม 5% คิดเป็นเงิน 800,000 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับงบประมาณขาดดุลปี 2568 ดังนั้นหากสามารถเพิ่มการจัดเก็บรายได้เป็น 18% ก็จะทำให้จัดทำงบประมาณสมดุลได้ จึงเป็นเรื่องท้าทายมากในการทำงานจากนี้ไป

ทั้งนี้ในอนาคต กระทรวงการคลังจะเข้าสู่ยุคดิจิทัลแบบสมบูรณ์ โดยนำใช้เครื่องมือดิจิทัลมาใช้มากขึ้น ในมิติการทำงาน การจัดเก็บภาษี และให้บริการประชาชน พร้อมสร้างคนคลังให้เหมาะสมกับยุคดิจิทัล โดยในอีก 1 เดือนข้างหน้า กระทรวงการคลังกับจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย จะแถลงข่าวเปิดหลักสูตรปริญญาโท ให้ความรู้การจัดเก็บภาษี และการใช้นวัตกรรมต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 4 ปลัดคลัง ย้อนอดีต ผ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย รับโจทย์เก็บรายได้โต 18%

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...