โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ระวังไทยจะกลายเป็นบทหนึ่งของหนังสือ…

77kaoded

อัพเดต 01 พ.ค. 2568 เวลา 11.43 น. • เผยแพร่ 01 พ.ค. 2568 เวลา 04.36 น. • 77Kaoded

อยากแนะนำให้อ่านหนังสือ Why Nations Fail : The Origins of Power, Prosperity, and Poverty ของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล

หนังสือเล่มนี้อธิบายว่า ความร่ำรวยหรือยากจนของประเทศหนึ่ง ๆ ไม่ได้เกิดจากภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม หรือความขยันของประชาชน แต่สิ่งที่ “กำหนดอนาคต” อย่างแท้จริงคือ สถาบันการเมืองและเศรษฐกิจ ที่ประเทศนั้นสร้างขึ้น

📍ถ้าประเทศมี สถาบันแบบ Inclusive (ครอบคลุม-เปิดโอกาส) :
• มี rule of law (นิติรัฐ) ที่เข้มแข็ง
• คุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน
• มีประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมจริง

ประเทศจะสร้างโอกาสอย่างทั่วถึงและพัฒนาได้อย่างยั่งยืน

📍ถ้าประเทศติดกับ สถาบันแบบ Extractive (เอาเปรียบ-กอบโกย) :
• กลุ่มอำนาจบิดเบือนกฎหมายเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง
• ขัดขวางการแข่งขันและนวัตกรรม
• ระบบการเมืองคอร์รัปชันและไร้ความโปร่งใส

ผลคือ ติดกับดักความยากจนและเหลื่อมล้ำแบบไม่มีทางออก

📍ตัวอย่างจริงจากทั่วโลก :
• สหรัฐอเมริกา vs เม็กซิโก : หนังสือยกตัวอย่าง “Nogales” เมืองชายแดนที่แบ่งครึ่งด้วยรั้ว—ครึ่งหนึ่งอยู่ในรัฐแอริโซนา (สหรัฐฯ) อีกครึ่งในโซโนรา (เม็กซิโก) แม้ทั้งสองฝั่งมีวัฒนธรรมและภูมิศาสตร์คล้ายกัน แต่ฝั่งสหรัฐฯ มีรายได้ต่อหัวและคุณภาพชีวิตสูงกว่าอย่างชัดเจน เพราะสถาบันการเมืองและเศรษฐกิจที่มี rule of law เข้มแข็งกว่า เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วม ขณะที่ฝั่งเม็กซิโกเผชิญกับการคอร์รัปชัน ความไร้เสถียรภาพ และโครงสร้างอำนาจที่กดขี่

• เกาหลีเหนือ vs เกาหลีใต้ : จุดเริ่มต้นเหมือนกัน แต่วันนี้ต่างกันราวฟ้ากับดิน เพราะสถาบันการเมืองและเศรษฐกิจต่างกันโดยสิ้นเชิง

• โคลอมเบีย vs คอสตาริกา : โคลอมเบียติดกับดักความรุนแรงและคอร์รัปชัน ขณะที่คอสตาริกาสร้างสถาบันประชาธิปไตยและการศึกษาที่มั่นคง

• บอตสวานา vs ซิมบับเว : สองประเทศในแอฟริกาที่ตัดสินใจคนละเส้นทาง บอตสวานามีการบริหารจัดการโปร่งใส ส่วนซิมบับเวพังทลายเพราะคอร์รัปชันและการกดขี่

📍บทสรุปสำคัญของหนังสือ : เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อสถาบันการเมืองและเศรษฐกิจทำงานเพื่อประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ใช่เพื่อชนชั้นนำกลุ่มเล็ก ๆ ประเทศที่ไม่กล้าปฏิรูปสถาบัน แม้จะดูแข็งแรงในบางช่วงเวลา สุดท้ายจะเจอกับจุดตันที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

และเมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย — สัญญาณอันตรายหลายอย่างที่หนังสือเล่มนี้เตือน เรา “กำลังเห็นกับตา” อยู่แล้ว :

• ระบบการเลือกตั้งที่ ประชาชนเริ่มรู้สึกว่า “ไม่ matter”
• การแทรกแซงอำนาจตุลาการ จนความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมสั่นคลอน
• วัฒนธรรมที่ “คนทำผิดไม่ต้องรับผิด” และการใช้กฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์พวกพ้อง

และนี่คือตัวเลขล่าสุดที่ตอกย้ำว่าเรากำลังเผชิญกับอะไร :

• Rule of Law Index 2024 (World Justice Project) : ไทยอยู่อันดับ 78 จาก 142 ประเทศ ต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค เช่น มาเลเซียและสิงคโปร์

• Corruption Perceptions Index 2024 (Transparency International) : ไทยได้คะแนน 36/100 อยู่อันดับ 107 จาก 180 ประเทศ สะท้อนปัญหาคอร์รัปชันเรื้อรัง

• Democracy Index 2024 (The Economist Intelligence Unit) : ไทยถูกจัดเป็น “ระบอบประชาธิปไตยที่มีข้อบกพร่อง” (Flawed Democracy) อยู่อันดับ 63 จาก 167 ประเทศ

ทุกตัวชี้วัดเลวร้ายลงเรื่อยๆ

นี่คือสัญญาณชัดเจนว่า หากไทยไม่เร่งปฏิรูปสถาบันหลัก ๆ โดยเฉพาะ rule of law, คอร์รัปชั่น และประชาธิปไตย เราอาจไม่ได้เป็นเพียงผู้สังเกต แต่จะกลายเป็น“กรณีศึกษา” ที่ถูกเขียนไว้ในหนังสือ Why Nations Fail ในอนาคต
ช่วยกันก่อนทุกอย่างจะสายเกินไปเถอะครับ

ที่มา : Pipat Luengnaruemitchai

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...