โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ซูเปอร์มาร์เก็ตญี่ปุ่น-ไทย เตรียมปิดสาขา พฤษภาคมนี้

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 พ.ค. 2568 เวลา 01.46 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. 2568 เวลา 11.28 น.

2 ซูเปอร์มาร์เก็ต ดองกิ-ท็อปส์ เตรียมปิดสาขา ‘ดองกิ’ โบกมือลา ‘เดอะมอลล์บางกะปิ’ 12 พฤษภาคมนี้ ส่วน ‘ท็อปส์’ เตรียมปิด ‘ประชานิเวศน์ 1’ 15 พฤษภาคมนี้ กระทบลูกบ้านผู้สูงอายุมากกว่าครึ่ง

ปี 2568 นับเป็นปีแห่งความท้าทายสำหรับตลาดค้าปลีก ทั้งปัญหาด้านกำลังซื้อ ต้นทุนที่ปรับสูงขึ้น จนถึงสถานการณ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็น ‘ภาษีทรัมป์’ ที่กระทบต่อทุกตลาด ขณะเดียวกัน ธุรกิจค้าปลีก มีการทบทวนแผนธุรกิจและสาขาต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับต้นทุนและผลประกอบการ

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 2 ซูเปอร์มาร์เก็ตสัญชาติไทย และญี่ปุ่น คือ ดอง ดอง ดองกิ (DON DON DONKI) สาขาเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ และท็อปส์ (Tops) สาขาประชานิเวศน์ 1 ภายในอาคารบ้านประชานิเวศน์ 1

ดองกิ บางกะปิ เปิดวันสุดท้าย 12 พ.ค.นี้

บริษัท ดองกิ (ประเทศไทย) จำกัด เตรียมปิดสาขา เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ โดยจะเปิดให้บริการครั้งสุดท้าย 12 พฤษภาคม เป็นวันสุดท้าย หลังจากเปิดให้บริการมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2566 โดยเป็นสาขาที่ 9 ที่เปิดให้บริการในประเทศไทย

สำหรับสาขาดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณชั้น G โซน Gourmet Eats ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ มีพื้นที่ขายประมาณ 1,000 ตารางเมตร มาในคอนเซ็ปต์ Japan Brand Specialty Store ที่นำเสนออาหารและสินค้าจากญี่ปุ่นที่มีคุณภาพ

รวมถึงมีการตกแต่งร้านในสไตล์ต้นตำรับ ภายใต้แนวคิด “ความอร่อย สุขภาพ สิ่งแวดล้อม” พร้อมจัดวาง POP Ads ที่วาดด้วยมือทั่วทั้งสาขา เพื่อให้ลูกค้าสนุกไปกับสินค้าต่าง ๆ ภายในร้านอย่างใกล้ชิด ตลอดจนยังมีโซนไฮไลต์ต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ทั้งอาหารพร้อมทาน อาหารสด อาหารแห้ง และของใช้ในชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้ ในสาขาเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ ยังสร้างประสบการณ์ใหม่ที่น่าประทับใจให้กับผู้บริโภค ด้วยการจัดพื้นที่ส่วนร้านแผงลอยสไตล์ญี่ปุ่นในรูปแบบ “ยะไต-โยโคโจ (ซอยร้านแผงลอย)” ที่ลูกค้าสามารถเดินเลือกชมและเลือกซื้อสินค้าประเภทอาหารยอดนิยมของดองกิได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเนื้อวากิวเสียบไม้ โอเด้ง ซอฟต์ครีม มันหวานแท่งยาวทอด ฯลฯ

ท็อปส์ ‘ประชานิเวศน์ 1’ ปิด 15 พ.ค. 68 กระทบลูกบ้านมากกว่าครึ่ง

อีกหนึ่งซูเปอร์มาร์เก็ตที่ได้รับความสนใจ คือ ท็อปส์ (Tops) สาขาประชานิเวศน์ 1 โดย มติชน รายงานว่า สาขาดังกล่าวได้ประกาศ เลิกกิจการในสาขาดังกล่าวนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม เป็นต้นไป สร้างความระส่ำระสายแก่ลูกบ้าน ซึ่งอาศัยอยู่ในอาคารบ้านประชานิเวศน์ที่มี 3 อาคาร มีลูกบ้านจำนวนมากซึ่งมากกว่าครึ่ง เป็นผู้สูงอายุ ที่อาศัยความสะดวก ในการซื้อของจากร้านค้าแห่งนี้ เพราะสามารถนำของใส่รถเข็นนำสินค้าขึ้นไปถึงห้องพักได้เลย โดยไม่ต้องใช้ถุงพลาสติก

ทั้งนี้ พนักงาน ในท็อปส์ ให้ข้อมูลว่า ทางการเคหะซึ่งเป็นเจ้าของที่ ได้ขึ้นค่าเช่าที่จากเดือนละ 7 แสนบาทเป็น 1 ล้านบาท ซึ่งทางท็อปส์ไม่สามารถรับกับราคาดังกล่าวได้

มติชน รายงานเพิ่มเติมว่า นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568 ระบุว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียดเรื่องนี้ แต่ถ้าตอบแบบเร็วๆแล้ว ในเชิงพาณิชย์ และแง่การทำธุรกิจ เรื่องการปรับขึ้นราคาเป็นเรื่องปกติ ซึ่งน่าจะเป็นสัญญาที่ทางบริษัททำต่อเนื่อง กับทางการเคหะแห่งชาติแล้ว

“อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครรู้ว่า เศรษฐกิจในวันนี้จะดิ่งตัวลงมามากขนาดนี้ การมองในแง่ธุรกิจเพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งของรัฐบาลด้วย ต้องมองประโยชน์ทางด้านอื่นๆ เช่นประโยชน์ของผู้อยู่อาศัย และเรื่องสิ่งแวดล้อมอื่นๆด้วย ผมคิดว่า เรื่องแบบนี้น่าจะเจรจากันได้ หากทางท็อปส์จะเจรจาก็ประสานมาทางผมก็ได้ อย่างไรก็ตาม ยังยืนยันว่า ในส่วนของการให้บริการกลุ่มเปราะบางสำหรับพื้นที่ทำมาหากินนั้น ในส่วนของการเคหะยังไม่มีนโยบายขึ้นราคาค่าที่” นายธเนศพล กล่าว

อย่างไรก็ดี เมื่อปลายปี 2567 ท็อปส์ ได้เปิดสาขาใกล้เคียงคือ สาขาตลาดบองมาร์เช่ ภายในพื้นที่ตลาดบองมาร์เช่

ทั้งนี้ เมื่อสิงหาคม 2567 นายสเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มฟู้ด เซ็นทรัล รีเทล เปิดเผยว่า วางแผนสปีดสาขาทุกโมเดลต่อเนื่อง 4 ปี (2567-2570) เฉลี่ยปีละ 100 สาขา เพื่อให้มีสาขาทะลุ 1,000 สาขาในปี 2570 จาก 702 สาขาในปัจจุบันด้วยงบฯลงทุนระดับพันล้านบาทต่อเนื่องตลอด 4 ปี

‘ค้าปลีก’ สัดส่วน GDP สูงอันดับ 2

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ปัจจุบันภาคค้าปลีกมีมูลค่าราว 4 ล้านล้านบาท โดยมีสัดส่วนมูลค่าใน GDP สูงเป็นอันดับ 2 หรือคิดเป็น 16% ของขนาดเศรษฐกิจทั้งประเทศ หรือคิดเป็น 26% ของมูลค่า GDP ในภาคบริการ ทั้งนี้ ภาคค้าปลีกของไทยเน้นพึ่งพากำลังซื้อของคนในประเทศเป็นหลัก ซึ่งในช่วงก่อนเกิดโควิด-19 การใช้จ่ายในภาคค้าปลีกของคนไทยมีสัดส่วนราว 75% ของมูลค่าค้าปลีกทั้งหมด ส่วนอีก 25% มาจากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ในช่วงที่ผ่านมา ยอดขายภาคค้าปลีกของไทยเริ่มมีสัญญาณการเติบโตชะลอลง สะท้อนจากในช่วงปี 2567-2568 ที่โตเฉลี่ย 3.4% เทียบกับในช่วงปี 2565-2566 ที่โต 5.9% ซึ่งมาจากหลายปัจจัยกดดัน ไม่ว่าจะเป็น กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ฟื้นตัวช้า และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงการที่ธุรกิจต้องเผชิญการแข่งขันรุนแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับแพลตฟอร์มค้าปลีกต่างชาติอย่าง E-Commerce ส่งผลให้ธุรกิจยังเผชิญกับความยากลำบากในการสร้างยอดขาย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ซูเปอร์มาร์เก็ตญี่ปุ่น-ไทย เตรียมปิดสาขา พฤษภาคมนี้

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...