โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (11) เมื่อสงครามเปลี่ยนรูป

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 07 พ.ค. 2568 เวลา 02.16 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. 2568 เวลา 02.16 น.

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (11)

เมื่อสงครามเปลี่ยนรูป

“เมื่อมาถึงวันที่ 5 ของการบุก ความหวังที่จะได้รับชัยชนะทันทีหายไปอย่างรวดเร็ว กระทรวงกลาโหมรัสเซียถูกบังคับให้ต้องยอมรับว่า ทหารรัสเซียหลายร้อยนายเสียชีวิตในยูเครน”

ดังได้กล่าวแล้วว่า เพียงไม่กี่วันหลังจากการบุกของรัสเซียในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 เริ่มปรากฏแนวโน้มที่ชัดเจนว่า ความหวังของประธานาธิบดีปูตินในการเข้าควบคุมยูเครนด้วยเครื่องมือทางทหาร ประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง แต่ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นก็มิได้มีนัยว่ารัสเซียจะยุติ “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” (Special Military Operation)

แต่การตัดสินใจที่จะดำรงสภาพสงครามต่อไป โดยรัฐคู่สงครามยังไม่หยุดรบนั้น ย่อมมีนัยในวิชาทหารว่า สงครามจะเกิดการปรับเปลี่ยนตัวของสงครามเอง กล่าวคือ การรบในทุกสงครามมักเริ่มต้นด้วยการยุทธ์ในแบบของ “สงครามดำเนินกลยุทธ์” (Maneuver Warfare) ที่มีความคาดหวังที่จะได้รับชัยชนะอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อความหวังนั้นประสบความล้มเหลวจะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ การต่อสู้ระหว่างรัฐที่ยังไม่ยอมยุติการรบ จะขยับตัวเองไปสู่ความเป็น “สงครามทอนกำลัง” (Attrition Warfare)

แน่นอนว่าสงครามในรูปแบบของการรบด้วยยุทธศาสตร์ของการลดทอนกำลังนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่นักการยุทธศาสตร์และ/หรือนักการทหารไม่รู้จัก หรืออาจกล่าวได้ว่า 108 ปีก่อนการเกิดของสงครามยูเครน โลกได้เห็นถึงการกำเนิดของสงครามทอนกำลังชุดที่ใหญ่ที่สุดและโหดร้ายที่สุดชุดหนึ่งมาแล้วคือ สงครามโลกครั้งที่ 1

กองทัพของรัฐคู่สงครามในปี 1914 เริ่มด้วยความหวังไม่แตกต่างจากประธานาธิบดีปูตินในปี 2022 โดยในครั้งนั้น ผู้นำของรัฐคู่พิพาทล้วนเชื่อว่าสงครามจะรบไม่นานนัก และพวกเขาจะกลับมาบ้านอย่างวีรบุรุษก่อนที่เทศกาลคริสต์มาสของปี 1914 จะเริ่มขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว เหล่าทหารได้กลับบ้านมาฉลองคริสต์มาสจริงๆ ในปลายปี 1918 ต่างหาก…

สงครามในความเป็นจริงยาวกว่าที่พวกเขาคิดเสมอ!

ทฤษฎีการสงคราม

สงครามยูเครนดำเนินไปอย่างเหลือเชื่อ ที่กองทัพของประเทศที่เล็กกว่า มีกำลังทหารน้อยกว่า มีอำนาจทางทหารอ่อนแอกว่า มีฐานของอุตสาหกรรมทหารที่ด้อยและมีความจำกัดมากกว่า อีกทั้งมีขนาดของเศรษฐกิจที่เล็กและเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่รัสเซียมี แต่กลับสามารถทำให้ “สงครามสายฟ้าแลบ” ของรัสเซียในช่วงแรกนั้น ประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งในช่วงกลางปี 2022 กองทัพยูเครนก็เริ่มต้นเปิด “การรุกตอบโต้กลับ” (counteroffensive) ได้อย่างไม่น่าที่จะเป็นไปได้ กระนั้น การรบมีข้อจำกัดในตัวเองอย่างมาก เพราะหน้ากว้างของแนวรบมีความยาวประมาณ 500-600 ไมล์ และการรบเกิดขึ้นตลอดแนว

หากพิจารณาศักยภาพในการทำสงครามของรัสเซียก่อนการบุกยูเครนแล้ว เราจะพบภาพเชิงเปรียบเทียบ ดังนี้ รัสเซียมีกำลังพลมากกว่ายูเครนประมาณ 5 เท่า มีงบประมาณทางทหารมากกว่าประมาณ 11 เท่า และมีเศรษฐกิจใหญ่กว่าประมาณ 8 เท่า อีกทั้งยังมีอำนาจทางทหาร ที่สะท้อนจากการมียุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยในแบบต่างๆ เช่น เครื่องบินรบ (เช่น เครื่อง Su-34 และ Su-35) รถถังหลัก (เช่น T-72 และ T-90) ปืนใหญ่และรถยิงจรวดหลายลำกล้อง (เช่น 2S4 Tulpan, 2S7 Pion, BM-21 Grad) ทั้งยังมีอาวุธนิวเคลียร์อีกด้วย

แต่สุดท้ายแล้ว ความเหนือกว่าทางทหารไม่ถูกแปรให้เป็น “ความเหนือกว่าทางยุทธศาสตร์” ที่จะทำให้กองทัพรัสเซียประสบชัยชนะในการสงครามได้จริง อันเป็นผลจากการที่อำนาจทางทหารประสบความล้มเหลวในอันที่จะทำให้กองทัพรัสเซียได้รับชัยชนะในสนามรบอย่างรวดเร็ว ผลจากเงื่อนไขสงครามที่เกิดขึ้นเช่นนี้ คุณลักษณะของสงครามที่ตามมาจึงเป็นการรบในแบบที่ “เหนื่อยยาก-เหนื่อยล้า” (exhaustion)

อันเป็นการรบที่คู่สงครามจะมุ่งทำลายอาวุธและกำลังพลของอีกฝ่ายหนึ่งให้หมดลงทีละนิด… ทีละนิดไปเรื่อยๆ จนกว่าอาวุธและกำลังพลของฝ่ายตรงข้ามจะไปถึงสภาวะของการสิ้นสภาพที่จะทำการรบต่อไปได้

ชัยชนะของการรบเช่นนี้ เป็นผลมาจากการที่กำลังรบของฝ่ายข้าศึกถูกทำลายลงในอัตราที่ไม่สามารถทดแทนได้ หรืออัตราการสูญเสียของข้าศึกเกินกว่าอัตราการทดแทน ขณะเดียวกันก็พยายามรักษาอัตราการสูญเสียของฝ่ายตนให้อยู่ในระดับที่สามารถแบกรับได้ ภาวะเช่นนี้จะเป็นเงื่อนไขของชัยชนะในสงคราม เพราะฝ่ายตรงข้ามจะไม่มีขีดความสามารถทางกายภาพเหลือพอที่จะดำรงความริเริ่มในสงครามได้ และจะต้องยอมรับความพ่ายแพ้ที่จะเกิดตามมา ลักษณะของสงครามเช่นนี้ก็คือ “สงครามทอนกำลัง” นั่นเอง

ว่าที่จริงคำอธิบายในเชิงยุทธศาสตร์ได้จากชื่อของสงครามโดยตรงคือ การรบที่มุ่งทำลายศักยภาพของข้าศึกให้หมดลงไปเรื่อยๆ จนไม่สามารถทำการรบต่อไปได้ สงครามเช่นนี้มีการรบแบบนองเลือดในหลายจุด มีความสูญเสียมากทั้งกำลังทหารและยุทโธปกรณ์ แต่การรบที่เกิดขึ้นก็ไม่เป็นจุดตัดสินในตัวเอง คือ ไม่มีการรบในแบบที่ “น็อกเอาต์” คู่ต่อสู้

อีกทั้งต่างฝ่ายต่างยึดพื้นที่ได้ไม่มาก หรือไม่สามารถเคลื่อนที่ไปได้มากในแนวรบ ในสงครามเช่นนี้ ผู้ชนะคือฝ่ายที่สามารถทดแทนความสูญเสียในสนามรบได้อย่างรวดเร็วและได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งความสูญเสียใหญ่ในสงครามยูเครน นอกเหนือจากจำนวนทหารแล้ว คือรถหุ้มเกราะและปืนใหญ่ระยะไกล สงครามแบบนี้จึงมีค่าใช้จ่ายในตัวเองสูงมาก รัฐผู้ชนะจึงต้องสามารถ “ดูดซับ” ความสูญเสียของกำลังพลและกำลังอาวุธได้มาก

(อาจจะต้องใช้คำว่าอย่างไม่มีที่สิ้นสุดตลอดช่วงเวลาของสงคราม)

สงครามทอนกำลัง

หากพิจารณาถึงความเปลี่ยนแปลงของสงคราม เราจะเห็นภาพในระดับมหภาค 3 ประการ ดังนี้

1) การไม่ประสบชัยชนะอย่างรวดเร็วของกองทัพรัสเซีย และกองทัพยูเครนเปิดการรุกกลับ แต่ด้วยบริบทของสงครามส่งผลให้ทหารทั้ง 2 ฝ่ายดำเนินการไม่แตกต่างกัน คือต้องสร้างแนวสนามเพลาะเพื่อป้องกันตนเอง และเพื่อเหนี่ยวรั้งการรุกของข้าศึก พร้อมกับการใช้ปืนใหญ่ระดมยิงอย่างหนัก และรัสเซียหันไปใช้การเข้าตีในแบบ “คลื่นมนุษย์” (human-wave attacks) สภาวะเช่นนี้เป็นคำตอบว่า สงครามยูเครนตั้งแต่ปี 2022 ได้กลายเป็น “สงครามทอนกำลัง” ไปเองโดยปริยาย หรืออาจกล่าวได้ว่ามีสภาพคล้ายกับสงครามโลกครั้งที่ 1

ผลที่ตามมาอย่างมีนัยสำคัญคือ ความสูญเสียของทหารในสนามรบของทั้ง 2 ฝ่าย แต่ดังที่รับทราบกันกองทัพรัสเซียเป็นฝ่ายสูญเสียอย่างมาก เฉพาะในปีแรกของสงคราม (2022) นั้น กองทัพรัสเซียสูญเสียทหารมากที่สุดนับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ดังจะเห็นได้ว่าความสูญเสียต่อเดือนของกำลังพลประจำการและกำลังพลนอกแบบ (irregular soldiers) สูงเป็นอย่างน้อย 25 เท่าของความสูญเสียในสงครามกับชาวเชเชน (Chechnya; 1994-1996, 1999-2009) และเป็นอย่างน้อย 35 เท่าของความสูญเสียในสงครามอัฟกานิสถาน (1979-1989) จนอาจกล่าวได้ว่า ยูเครนกลายเป็น “สุสานทหารนิรนาม” ของกองทัพรัสเซียอย่างชัดเจน

ในช่วง 1 ปีแรกของสงครามยูเครนนั้น รัสเซียสูญเสียกำลังพลราว 2 แสน-2.5 แสนนาย (ตาย บาดเจ็บ และสูญหาย) หรือมีอัตราการสูญเสียของทหารรัสเซียประมาณ 5,000-5,800 นายต่อเดือน เปรียบเทียบกับ 15 ปีของสงครามเชเชนนั้น รัสเซียเสียกำลังพล 13,000-25,000 นาย หรือคิดเป็น 95-185 นายต่อเดือน ส่วนในสงครามอัฟกานิสถานนั้น โซเวียตเสียกำลังพลทั้งหมด 14,000-16,000 นาย หรือคิดเป็น 130-145 นายต่อเดือน ซึ่งถือเป็นอัตราการสูญเสียที่สูงมากในทางทหาร

สภาวะของสงครามทอนกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของกองทัพรัสเซียอย่างชัดเจน เพราะอัตราการสูญเสียทหารและยุทโธปกรณ์เป็นจำนวนมาก เช่น ในปีแรกของสงคราม รัสเซียเสียรถถังหลักที่เป็นกำลังรบมาตรฐานราว 50% (T-72B3, T-72B3M) และเสียรถถังหลักรุ่นใหม่ราว 2 ใน 3 (T-80BV/U)

2) กองทัพยูเครนรับมือกับการบุกของกองทัพรัสเซียได้ดีอย่างมาก และดีมากกว่าที่ชาติพันธมิตรตะวันตกคิด แม้กองทัพข้าศึกจะมีความเหนือกว่าทางทหารอย่างมาก เพราะการประเมินแต่เดิม คือกองทัพรัสเซียจะได้รับชัยชนะอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่หลายฝ่ายไม่ได้ประเมินถึงคือ การสร้าง “นวัตกรรมทหาร” (military innovation) ของกองทัพยูเครน โดยเฉพาะการใช้ระบบอากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aircraft Systems : UAS) ผสมผสานเข้ากับการยุทธ์ของกำลังรบทางบก จนสงครามยูเครนมีคุณลักษณะเป็น “สงครามโดรน” และโดรนได้กลายเป็น “นักทำลายล้าง” กองทหารรัสเซียอย่างมีประสิทธิภาพ

นวัตกรรมทหารที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการคิดของทหารในระดับต่างๆ ไม่ใช่มาจากการสั่งการของนายทหารระดับบน คือการคิดมีลักษณะเป็น “จากล่างขึ้นบน” (bottom-up innovation) ซึ่งเป็นผลจากทั้งแรงกดดันของสงคราม และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้นายทหารชั้นต้นสามารถสร้างนวัตกรรมได้ ทั้งยังเปิดโอกาสให้พลเรือนที่เข้าร่วมรบ นำเอาวิทยาการจากภาคพลเรือนเข้ามาประยุกต์ใช้ในการรบกับกองทัพรัสเซีย

ดังจะเห็นถึงวิธีการรบใหม่ๆ ที่กองทัพยูเครนใช้ เช่น สงครามโดรน และสงครามไซเบอร์ เป็นต้น

3) การสร้างนวัตกรรมทหารมีความจำเป็น แต่ไม่เพียงพอในการรบกับกองทัพขนาดใหญ่ของรัสเซียอย่างแน่นอน เพราะกองทัพยูเครนต้องการการสนับสนุนทางทหารขนาดใหญ่ เช่น ระบบป้องกันทางอากาศ ปืนใหญ่ยิงระยะไกล รถหุ้มเกราะ รถถัง เครื่องบินรบ เครื่องกระสุน อะไหล่ทางทหาร และอุปกรณ์สำหรับการส่งกำลังบำรุง โดยเฉพาะความต้องการกระสุนปืนใหญ่ และอาวุธต่อต้านรถถังเป็นจำนวนมาก และข้อมูลงานข่าวกรองดาวเทียมที่มีส่วนอย่างมากในการช่วยกำหนดเป้าหมายในการโจมตี

ดังนั้น ความช่วยเหลือทางทหารจากรัฐพันธมิตรจึงมีความสำคัญต่อความอยู่รอดของยูเครนอย่างมาก เพราะโดยตัวของยูเครนเองแล้ว ยูเครนไม่สามารถแบกรับสงครามทอนกำลัง ที่มักมีระยะเวลาของสงครามนาน (หรืออาจนานกว่าที่หลายฝ่ายคิด รวมทั้งฝ่ายรัสเซียด้วย) ความช่วยเหลือจากภายนอกเช่นนี้จะมีส่วนอย่างมากในการตัดสินสงคราม หรือเมื่อถึงจุดหนึ่ง รัสเซียเองก็ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือทางทหารจากภายนอก

เช่น โดรนราคาถูกจากอิหร่าน กระสุนปืนใหญ่และกระสุนขนาดต่างๆ จากเกาหลีเหนือ อุปกรณ์ทหารบางอย่างจากจีน แม้จะไม่ใช่อาวุธก็ตาม

อนาคตที่หดหู่

จากการรบที่มีลักษณะติดพันและต่อเนื่องนั้น เห็นได้ชัดว่ายิ่งนานวัน สงครามยูเครนยิ่งมีความเป็น “สงครามทอนกำลัง” ในตัวเอง เพราะโอกาสที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะได้รับชัยชนะอย่างรวดเร็วนั้น ไม่น่าจะมีความเป็นไปได้ ประกอบกับศักยภาพในการทำการรบ และการสนับสนุนด้านอาวุธที่รัฐคู่สงครามมีอยู่ ยิ่งทำให้สงครามมีโอกาสยืดยาวออกไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยังไม่มีคู่สงครามฝ่ายใดที่ต้องการยุติการรบ

แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผู้สนับสนุนอาวุธรายใหญ่ของยูเครนคือ สหรัฐอเมริกาตัดสินใจที่จะยุติการส่งอาวุธ และบังคับให้ยูเครนต้องยอมเปิดการเจรจากับรัสเซีย!

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (11) เมื่อสงครามเปลี่ยนรูป

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...