คัด 7 หุ้นเด่น mai ที่น่าเข้าลงทุน เพื่อหวังผลตอบแทน Outperform ตลาด
Wealthy Thai
อัพเดต 10 ส.ค. 2566 เวลา 02.06 น. • เผยแพร่ 13 ธ.ค. 2565 เวลา 13.53 น. • ณัฐภูมินทร์ ทวีทรัพย์นักวิเคราะห์ออกมาเปิดเผยถึงความน่าสนใจในการลงทุนหุ้น maiต่อเนื่องถึง 2566 โดยประเมินว่าเริ่มลดลงและมีโอกาสกลับมา Underperformหุ้นใหญ่ทั้งจากสภาพคล่องในตลาดหุ้นที่ลดลงและการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบที่สะท้อนว่า mai Indexร้อนแรงเกินไป แต่ยังสามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวมีการเติบโตต่อเนื่องหรือมี Themeการลงทุนที่ชัดเจนได้เช่น Digital Transformation, Reopening, Anti commodity
อ้างอิงจากการประเมินของนักวิเคราะห์หยวนต้า (ประเทศไทย) มีความเห็นว่า อิงจากสถิติ 5 ปีย้อนหลัง พบว่ากำไรสุทธิของ maiมักปรับตัวลงในไตรมาส 4 ของทุกปี เฉลี่ยลดลง 44% จากไตรมาสก่อน สาเหตุไม่ได้มาจากรายได้ เพราะส่วนใหญ่รายได้ยังโตจากไตรมาสก่อน แต่มาจากการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่าย ซึ่งสะท้อนผ่านอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยรายไตรมาสที่ทำได้แย่ลง เหลือเพียง 0.9% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรายปีที่ทำได้ 3.1% อย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้เนื่องจากหลายบริษัทมักตั้งค่าโบนัสพนักงาน และมักถูกผู้สอบบัญชีตั้งด้อยค่าเงินลงทุนในไตรมาส 4เมื่อผนวกกับ ปัจจัยด้านการปรับขึ้นของค่า Ft ที่ถูกกระทบเต็มไตรมาส (ค่า Ft เริ่มขึ้นเดือนก.ย. ทำให้ไตรมาส 3/65 รับรู้เพียง 1 เดือน) และกลุ่มสินค้าเกษตรที่เคยเติบโตดีจะถูกกดดันจากเงินบาทที่พลิกมาแข็งค่า ทำให้คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 4/65 ของ maiจะลดลงจากไตรมาสก่อน เหมือนภาพในอดีต และด้วยความที่ฐานกำไรสุทธิไตรมาส 4/64 ใกล้เคียงกับไตรมาส 3/65จึงทำให้เมื่อเทียบแบบช่วงเดียวกันของปีก่อน มีโอกาสลดลงด้วยเช่นกัน
โดยหุ้นแนะนำรอบนี้ คัดเลือกจากปัจจัยเฉพาะตัวมากขึ้น เพราะภาพรวมหุ้นขนาดเล็ก ถูกกดดันจากสภาพคล่องโดยรวมที่ลดลง และการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบที่สะท้อนว่าหุ้นใน mai เริ่มอ่อนแรงเมื่อเทียบกับ SET ขณะที่ การปรับขึ้นของต้นทุนค่าไฟฟ้าและค่าแรงขั้นต่ำ มีผลต่อกำไรของบริษัทขนาดเล็กมากกว่าขนาดใหญ่ ปัจจัยคัดเลือกหุ้นคือ
1.Valuation ไม่แพง เมื่อเทียบอดีตหรือค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม 2. แนวโน้มผลประกอบการโตต่อเนื่องถึงปี 2566 3.ถูกกระทบจากต้นทุนค่าไฟฟ้า และการแข็งค่าของเงินบาทจำกัด 4 .มี Theme การลงทุนชัดเจน เช่น Digital Transformation, Reopening, Anti commodity ได้แก่ BBIK, DPAINT, IMH, MTW, SPA รวมถึงหุ้นนอก Coverage เช่น AMA, STP
“ในเชิงของกลยุทธ์การลงทุน จึงปรับน้ำหนักการลงทุนในหุ้น mai เป็น Underweight แต่ยังสามารถเลือกลงทุนได้ตามปัจจัยบวกเฉพาะตัวของแต่ละบริษัท หรือตามเกณฑ์ในการคัดเลือกหุ้นที่มี Theme การลงทุนชัดเจนตามที่ให้มุมมองไว้ในข้างต้นซึ่งตัวเลือกในการลงทุนที่มีจำกัด ยิ่งทำให้มั่นใจว่า 7 หุ้นที่คัดเลือกตามเกณฑ์ที่เข้มงวด จะ Outperform ตลาด maiได้ในไตรมาส 4/65”นักวิเคราะห์หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าว
สำรวจปัจจัยพื้นฐาน
BBIKโดยนักวิเคราะห์หยวนต้า (ประเทศไทย) มีความเห็นว่า คงแนะนำ “ซื้อ” ราคาหุ้นแม้ปรับขึ้นร้อนแรงจากต้นปีถึงปัจจุบัน แต่ปัจจุบันซื้อ ขาย บน PEG66 ที่ 0.57x และ PEG67 ที่ 0.42 เท่า ยังต่ำเทียบกับการเติบโต ทำให้มองว่าหุ้นยังน่าสนใจ ดีลการควบรวมกิจการที่เกิดขึ้นเป็นรากฐานสำคัญให้ BBIK ต่อยอดการเติบโตเพื่อก้าวเข้าสู่ตลาด SET เพราะได้ทั้ง Scale รายได้ ได้ใช้ประโยชน์จากการใช้หนี้สิน และได้ทีมงานที่ต้องการมานาน
โดยปรับเพิ่มราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2566 ขึ้นเป็น 170.00 บาทต่อหุ้น ประเมินการเติบโตปี 2567 ที่ 70% ทำให้ PER ถูกขยับเพิ่มขึ้น โดย Premium ระยะยาวที่ปรับให้เพิ่มขึ้นมาจากผลบวกมาจากการ M&A ที่ทำให้การเติบโตระยะยาวชัดเจนขึ้น ดังนั้นปรับเพิ่มประมาณการกำไรปกติปี 2566-2567 เป็น 262 ล้านบาท ( โต 103%จากปีก่อน) และ 446 ล้านบาท (โต 70% จากปีก่อน) ตามลำดับ หลักๆมาจากการใส่สมมติฐานธุรกิจ Innoviz และ VDD เข้าไว้ในประมาณการ
DPAINT โดยนักวิเคราะห์หยวนต้า (ประเทศไทย) มีความเห็นว่า แนวโน้มไตรมาส 4/65 เบื้องต้นคาดกำไรเติบโตต่อทั้งจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อนจาก 1. ปัจจัยฤดูกาลที่ผ่านพ้นช่วง Low Season และคนกลับมาซ่อมแซมบ้านมากขึ้นหลังน้ำลด
- บริษัทเตรียมออกสินค้าใหม่ตัวความหวังเพิ่มเติมหนุนรายได้ 3.รับรู้ผลของต้นทุนหลักที่ปรับลดลงได้มากขึ้น อาทิไทเทเนียมไดออกไซด์ และส่วนผสมอื่นๆที่ล้อตามกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และ 4.ได้อานิสงส์จากค่าเงินบาทเทียบ USD ที่มีแนวโน้มแข็งค่ามากขึ้น ช่วยลดต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบ ทำให้ประเมินว่าประมาณการกำไรทั้งปีอาจมี Upside ราว 5-10% ซึ่งทำให้กำไรทั้งปี 2565 อาจไม่ได้ชะลอลงจากปีก่อน เหมือนที่คาดไว้ที่ระดับ 52 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนอยู่ที่ 53ล้านบาท คงราคาเป้าหมายสิ้นปี 2566 ที่ 13.50 บาท แนะนำ “ซื้อ”
IMH โดยนักวิเคราะห์หยวนต้า (ประเทศไทย) มีความเห็นว่า คาดผลประกอบการในไตรมาส 4/65 จะฟื้นเด่นจากไตรมาสก่อน ผลบวกจากการระบาดของ COVID-19 การฟื้นตัวของธุรกิจตรวจสุขภาพ การเปิดคลินิกเวชกรรม แต่คาดชะลอตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะฐานสูง
ส่วนแนวโน้มปี 2566 แม้ประเมินว่าผลประกอบการจะชะลอตัวจากฐานสูง แต่ฐานรายได้ถือว่าสูงกว่าช่วงก่อน COVID-19 กว่า 41%นอกจากนี้ยังมี upside ที่ยังไม่รวมในประมาณการจากแผน M&A และแผนสร้าง โรงพยาบาลใหม่ IMH แบริ่ง คงคำแนะนา “ซื้อ” ประเมินมูลค่าพื้นฐานปี 2566 ที่ 16.50 บาท และราคาปัจจุบันคาดผลตอบแทนจากปันผลงวดปี 2565 ที่ 4.3% ปี 2566 ที่ 3.1%
MTW นักวิเคราะห์หยวนต้า (ประเทศไทย) มีความเห็นว่าราคา IPO ที่ 2.88 บาท เทียบเท่า PER66 ที่เพียง 11.3 เท่า ถือว่าต่ำ มากเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโต แบบ Exponential จากการเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่เป็นเทรนด์ของโลก และมีความเป็นทั้งหุ้นเติบโตและหุ้นเทคโนโลยีที่หาได้ยากในประเทศไทย
ทั้งนี้ใช้วิธี DCF ในการประเมินมูลค่าด้วย WACC ที่ 8.9% จาก การใช้กระแสเงินสดอิสระ 3 ปีถึงปี 2569 เพื่อความ Conservative เนื่องจากการใช้กระแสเงินสดที่ มากกว่านั้นจะได้ราคาเหมาะสมที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นแต่ก็อาจต้องใช้ เงินลงทุนที่มากขึ้นเช่นกัน ส่วนการใช้ PER ไม่มีธุรกิจที่เทียบเคียงได้ใกล้เคียงที่สุด หากพิจารณาที่หุ้น ยานยนต์ EV ในประเทศ ต่างประเทศ และ PER ของ MAI จะได้ PER สูงถึง 40 – 60 เท่า ดังนั้นจึง ใช้ DCF ด้วยกระแสเงินสดถึงปี 2569 ได้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2566 ที่ 9.00 บาท เทียบเท่า PER66 เพียง 35.3 เท่า เริ่มต้นคำแนะนำ ซื้อ
SPAนักวิเคราะห์หยวนต้า (ประเทศไทย) มีความเห็นว่า แนวโน้มไตรมาส 4/65 คาด SPA มีโอกาสกลับมาทำกำไรปกติเป็นครั้งแรกหลังจากเกิด COVID-19 หนุนจากการเข้าสู่ช่วง High Season ของการท่องเที่ยวไทยในสภาวะที่มีการเปิดประเทศเต็มตัว คงประมาณการและคงคำแนะนำ “TRADING” อิงราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2566 ที่ 11.90 บาทต่อหุ้น หากหุ้นพักตัวลงมาในช่วงกรอบราคา 10.00 บาทต่อหุ้น (แบบบวกลบ) แนะนำ นักลงทุนทยอยสะสม