โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ดร.นิเวศน์ ชี้ อวสานหุ้นสตอรี่ กำไรชะลอ-ราคาดิ่ง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 14 พ.ย. 2565 เวลา 05.24 น. • เผยแพร่ 13 พ.ย. 2565 เวลา 06.46 น.
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร กูรูนักลงทุนวีไอ เผย “อวสานของหุ้นสตอรี่” หลังเรื่องเก่าเริ่มจะตาย-เรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นขายไม่ได้ พบกำไรชะลอ-ราคาหุ้นดิ่ง ชี้กลุ่มไฟแนนซ์หนี้เสียพุ่ง-หุ้นสินค้าบริโภคส่งออก เหมือน “นางฟ้าตกสวรรค์” หุ้นกัญชงกัญชา หุ้นเกี่ยวข้องโควิดจบเกม หุ้นเหรียญคริปโตตลาดวาย จับตาสตอรี่หุ้น “รถไฟฟ้า”

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2565 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investor) เปิดเผยว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นไทยไม่ได้ปรับตัวขึ้นเป็นเรื่องเป็นราว บางช่วงก็ขึ้นบ้าง แต่แล้วก็มักจะปรับตัวลงกลับไปที่เดิมหรือต่ำกว่า เป็นแบบนี้มาเกือบ 10 ปีแล้ว แต่คนเล่นหุ้นก็ไม่ได้หมดความสนใจ ตลาดหุ้นยังคึกคักพอสมควร

เหตุผลส่วนหนึ่งก็คือ มีหุ้นส่วนหนึ่งที่มีการปรับตัวหวือหวาขึ้นสูงมาก บางทีเป็นหลาย ๆ เท่าตัวภายในเวลาไม่นาน แล้วก็ตกลงมาอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น และบางตัวก็ราคาสูงลิ่วอยู่อย่างนั้นเป็นเวลาหลายปี

อย่างไรก็ตาม หุ้นที่ราคาสูงลิ่วและ “แพงจัด” คือมีค่า PE สูงกว่าหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกันเป็นเท่าตัวหรือมากกว่านั้น หรือบางตัวมีค่า PE “หลุดโลก” คือมีค่า PE สูงเป็น 50-100 เท่า ก็เริ่มทยอยปรับตัวลดลงมาเรื่อย ๆ และเรื่องราวต่าง ๆ ก็เริ่มที่จะจางหายไป

หุ้นทั้งหมดนั้น ผมเรียกว่าเป็น “หุ้นสตอรี่” หรือหุ้นที่มีสตอรี่หรือมีเรื่องราวที่น่าสนใจที่ผู้บริหารหรือนักลงทุน โดยเฉพาะที่เป็นรายใหญ่สร้างหรือผลิตขึ้น เพื่อที่จะบอกว่า หุ้นตัวนี้จะ “โตระเบิด” และกำไรจะเพิ่มมหาศาลปีละหลายสิบหรือเป็นร้อย ๆ เปอร์เซ็นต์ ในอนาคตที่ยาวนานและนักเล่นหุ้นโดยเฉพาะรายย่อยต่างก็เชื่อและเข้าไปซื้อหุ้นจนทำให้ราคาขึ้นไปสูงมาก

แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ดูเหมือนว่าเรื่องราวเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้น แน่นอนว่าบริษัทอาจจะทำโครงการเหล่านั้น แต่ผลที่ได้รับก็คือ รายได้และกำไรที่คาดว่าจะได้ก็ไม่ปรากฏเป็นเรื่องเป็นราว หุ้นจำนวนมากถูกขายทิ้งและราคาดิ่งลงมาต่อเนื่อง ลองมาดูว่ามีหุ้นกลุ่มไหนบ้าง

หุ้นไฟแนนซ์ หนี้พุ่ง-กำไรชะลอ-ราคาตก

หุ้นกลุ่มแรกก็คือ หุ้นการเงินหรือหุ้นไฟแนนซ์ที่ไม่ได้อยู่ในการควบคุมใกล้ชิดจากแบงก์ชาติ สตอรี่ของหุ้นก็คือ เป็นบริษัทที่โตเร็วมากกว่าเศรษฐกิจและหุ้นแบงก์มาก หนี้เสียมีน้อยมากแบบ “ไม่น่าเชื่อ” คือบางแห่งต่ำกว่า 1% ทั้ง ๆ ที่ให้กู้กับลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูงกว่ามาก

ดังนั้น กำไรจึงเพิ่มขึ้นเร็วและสามารถดึงดูดให้คนมาเล่นหุ้นกันมาก จนทำให้หุ้นมีราคาสูงและแพงเป็น 2 เท่าของหุ้นกลุ่มแบงก์คือมีค่า PE กว่า 20 เท่า แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปีจนถึงวันนี้ที่ปัญหาหนี้เสียจะเริ่มเกิดขึ้นมาก กำไรที่เคยโตเร็วก็เริ่มชะลอลง ราคาหุ้นจึงตกลงมามากกว่าหุ้นแบงก์และไม่รู้ว่าจะลงต่อไปแค่ไหน

หุ้นสินค้าส่งออก “นางฟ้าตกสวรรค์”

หุ้นกลุ่มที่สองที่ผมเคยเรียกว่าเป็น “หุ้นนางฟ้า” นี่เป็นกลุ่มหุ้นที่เคยบูมมาช่วงเวลาหนึ่ง หลายตัวก็ “ดับ” ไปนานแล้ว บางตัวก็ยังมีราคาสูงอยู่และบางช่วงก็พยายามไต่ขึ้นไปใหม่ แม้ว่าสตอรี่จะหมดไปแล้ว หุ้นกลุ่มนี้ใช้สตอรี่ที่เป็นสินค้าผู้บริโภคที่มียี่ห้อที่เป็นที่นิยมในประเทศที่กำลังมาแรง อานิสงส์ส่วนหนึ่งก็คือมาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชอบซื้อสินค้าของตน

ดังนั้น การเติบโตก็จะแรงตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นมาก นอกจากนั้น หลายบริษัทก็มีสตอรี่ใหญ่กว่านั้นอีก คือจะส่งออกสินค้าเพื่อที่จะ “ครองโลก” อาจจะคิดว่า “ไหน ๆ นักท่องเที่ยวก็ชอบแล้ว ก็ไปขายถึงบ้านเขาเลยสิ” แต่ผลที่เกิดขึ้นจริงก็คือ “ขายไม่ได้” กำไรที่คิดว่าจะโตระเบิดก็ถดถอยลง และราคาหุ้นก็ถอยตาม หุ้นกลายเป็น “นางฟ้าตกสวรรค์”

หุ้นกัญชงกัญชา-หุ้นเกี่ยวข้องโควิด จบเกม

หุ้นกัญชา-กัญชง นั้น เป็นสตอรี่ที่ใช้กันมากโดยเฉพาะบริษัทที่มีขนาดเล็กลงมา เพราะเป็นธุรกิจที่ลงทุนน้อย ทำได้ง่าย แต่อาจจะทำกำไร “มหาศาล” เพราะคนคงเข้ามาใช้กันเยอะและสามารถขายได้ทั่วโลก ดังนั้น แค่ประกาศว่าจะทำ คนก็แห่กันมาซื้อหุ้นแล้ว ดังนั้น หุ้นหลายตัวก็วิ่งขึ้นไป แต่ดูเหมือนว่าจะไม่นาน เพราะสิ่งที่คุยว่าจะทำก็ไม่เกิด หรือเกิดขึ้นก็แทบจะไม่มีผลกับรายได้หรือกำไร ออกสินค้าอาหารหรือเครื่องดื่มผสมกัญชาก็ขายไม่ได้ ตอนนี้แม้แต่กฎหมายบางอย่างที่เกี่ยวข้องก็อาจจะไม่ผ่านสภา เกมกัญชาก็จบลง

และหุ้นเกี่ยวกับโควิด-19 ระบาด เช่น ถุงมือยางและยางธรรมชาติก็กลายเป็นหุ้นที่มีสตอรี่ร้อนแรง ผลประกอบการโตขึ้นเป็นสิบ ๆ เท่าหรือมากกว่านั้น เพราะสินค้าขาดแคลนทั่วโลก ราคาสินค้าขึ้นไปมหาศาล ซึ่งก็ทำให้ราคาหุ้นขึ้นไปน่าจะเป็นสิบ ๆ เท่าในบางตัว แต่ถ้าดูความถูกแพงของหุ้นจากค่า PE ก็จะพบว่ามีค่าแค่ 3-4 เท่า เพราะกำไรเพิ่มขึ้นจากแค่ไม่กี่ร้อยล้านบาทเป็นหลายหมื่นล้านบาท แต่พอ “โควิดจบ” และกำไรถดถอยกลับมาเหลือหลักพันล้านบาท ราคาหุ้นก็ลงตามและลดลงมาน่าจะ 70-80% แล้วจากราคาสูงสุด และก็ไม่รู้ว่าจะลงต่อลงไปอีกแค่ไหน

ตลาดเหรียญคริปโตวาย

หุ้นที่เกี่ยวกับดิจิทัลโดยเฉพาะแนวเหรียญนั้น สตอรี่พีกหรือขึ้นสู่จุดสูงสุดน่าจะเป็นช่วงที่ราคาบิตคอยน์ขึ้นสู่จุดสูงสุดเมื่อ “อีลอน มัสก์” เข้ามา “เล่น” เมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา และมีการเสนอซื้อหุ้นแพลตฟอร์มบิทคับของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ หลังจากนั้นบริษัทจดทะเบียนหลาย ๆ บริษัทก็สร้างสตอรี่เกี่ยวกับธุรกิจดิจิทัล อาทิ ผลิตเหรียญดิจิทัลขาย ทำเหมืองขุดคริปโต เป็นต้น ซึ่งทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น เพราะนักเล่นหุ้นเชื่อว่านี่คืออนาคตของโลกและประเทศไทย

เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ นี่อาจจะเป็น “เครื่องปั๊มเงินราคาถูก” ที่ทำให้คนผลิตเหรียญ ซึ่งมีต้นทุนน้อยมากสามารถขายทำกำไรมหาศาล อย่างไรก็ตาม ตลาดเหรียญคริปโตมาเร็วและไปเร็วมาก เมื่อตลาดเหรียญคริปโตวาย ราคาตกลงมาจาก 60,000 เหลือ 16,000 เหรียญสหรัฐในเวลาแค่ปีเดียว สตอรี่ดิจิทัลก็ล่มสลาย ราคาหุ้นบางตัวก็ตกลงมาอย่างแรง อย่างไรก็ตาม บริษัทที่ไม่ได้ลงทุนอะไรมากในการผลิตเหรียญก็อาจจะไม่ถูกกระทบมากนัก

จับตาสตอรี่ “รถไฟฟ้า”

ธุรกิจเกี่ยวกับอิเล็คโทรนิกส์ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับรถไฟฟ้านั้น พอเกิดโควิด-19 ก็กลายเป็นสินค้าที่ขาดแคลนทั่วโลกเพราะมีการปิดเมือง ผู้ผลิตบางรายก็เลยมียอดขายและกำไรเติบโตมาก สตอรี่ก็คือ นี่คือบริษัทที่อาจจะยิ่งใหญ่ในอนาคตตามการพัฒนาและเติบโตของรถไฟฟ้า กำไรของบริษัทจากไม่กี่พันล้านบาทก็กลายเป็นหมื่นล้านบาท ขนาดของหุ้นวัดจาก Market Cap. และยอดขายและกำไร จากขนาดกลางก็กลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ระดับ TOP5 ในตลาด

และแน่นอนว่าหุ้นขึ้นไปเป็น 10 เท่าในเวลาเพียงปีเดียวและมีค่า PE สูงเกิน 50 เท่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สตอรี่ของบริษัทในสายตาของนักเล่นหุ้นนั้นยังคงดำรงอยู่ เช่นเดียวกับหุ้นที่เกี่ยวข้องกับรถไฟฟ้าอื่น เช่น บริษัทที่ผลิตรถหรือแบตเตอรี่รถไฟฟ้าที่มีราคาปรับตัวขึ้นสูงและยังค้างอยู่อย่างนั้น คงต้องรอดูต่อไปว่าสตอรี่เรื่องเกี่ยวกับรถไฟฟ้านั้นจะเป็นความจริงไหม

ระวังสตอรี่ดันราคาหุ้น

นอกจากนี้มีสตอรี่อีกหลายเรื่องที่เคยถูกนำมาใช้เพื่อกระตุ้นราคาหุ้นให้ขึ้นไปสูงสุดกู่และมีราคาแพงมากก่อนที่จะพบว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่จริงและราคาหุ้นตกกลับลงมา บางทีต่ำกว่าก่อนที่มันจะขึ้น ตัวอย่างเช่น สตอรี่เกี่ยวกับพลังงานโดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียนที่จะเข้ามาแทนที่พลังงานดั้งเดิมที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน

สตอรี่นั้น เกิดขึ้นมาตลอดเวลา หมดเรื่องหนึ่งก็มักจะมีสตอรี่ใหม่ตามมา ซึ่งถ้ามองจากประวัติศาสตร์ก็คือสตอรี่ใหม่นั้นก็จะเป็นเรื่องไม่จริงเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่เกิดขึ้นมาเพื่อให้นักลงทุนตื่นเต้นว่าบริษัทจะเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดด “เป็น S-Curve” ใครเข้ามาลงทุนหรือเล่นหุ้นก็จะ “รวยแน่” แต่จริง ๆ สตอรี่นั้นมักจะไม่เพียงพอที่จะขับดันราคาหุ้นให้ขึ้นไปได้มาก

จำเป็นที่จะต้องมี “หลักฐาน” ว่าสตอรี่นั้นจะเป็นจริงแน่นอน วิธีการก็คือ จะต้องทำให้ราคาหุ้นขึ้นไปแรงจนคน “ทึ่ง” และเชื่อว่าบริษัทจะต้องประสบความสำเร็จแน่นอน และวิธีการที่สำคัญมากอย่างหนึ่งก็คือ การเข้าไปกวาดซื้อหุ้นจำนวนมากแบบ “Corner หุ้น” นักลงทุนที่ยังสงสัยหรือไม่แน่ใจจะต้องถูกกวาดซื้อหุ้นให้หมด หลังจากนั้น การที่หุ้นจะขึ้นไปหลาย ๆ เท่าก็เป็นไปได้ง่าย

ส่วนหุ้นที่มีขนาดและ/หรือ Free Float มากเกินไปที่จะทำให้การคอร์เนอร์หุ้นทำไม่ได้นั้น จะทำให้สตอรี่ไม่มีความหมาย และนั่นก็เป็นเหตุผลว่าทำไมบริษัทมหาชนขนาดใหญ่ที่มีฟรีโฟลตมากประกาศว่าจะผลิตรถไฟฟ้าเป็นเรื่องเป็นราว ราคาหุ้นก็ไม่ไปไหน แต่จริง ๆ แล้ว สตอรี่อาจจะมีโอกาสเป็นจริงมากกว่าบริษัทที่คุยมาตลอดแต่ผลลัพธ์จริง ๆ ยังไม่เห็น

นอกเหนือจากประเด็นของเรื่องฟรีโฟลตแล้ว การใช้สตอรี่เพื่อที่จะขับราคาหุ้นให้ขึ้นไปได้นั้นยังต้องอาศัยภาวะของตลาดหุ้นที่เป็น “เป็นใจ” หรือเอื้ออำนวยให้คนเชื่อและพร้อมที่จะเข้ามาเล่นโดยไม่สนใจความเป็นไปได้ของสตอรี่

รวมถึงประสบการณ์ของคนที่เข้าไปเล่นว่าได้กำไรหรือไม่ ถ้าเล่นแล้วมีแต่ขาดทุนเป็นหลัก นั่นก็จะทำให้คนไม่เชื่อ และถ้าเป็นแบบนี้ มันก็จะเป็น “อวสานของหุ้นสตอรี่” คือสตอรี่เก่า ๆ ก็จะเริ่มตายไป และสตอรี่ใหม่ที่เกิดขึ้นก็ “ขายไม่ได้”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...