Shakira องค์แม่แห่งดนตรีป๊อปละติน ผู้ส่งเสียงเพื่อความเป็นหญิง ความเป็นแม่ และความเป็นมนุษย์
เทศกาลฟุตบอลโลกได้วนมาอีกครั้ง และหนึ่งในเพลงฟุตบอลโลกที่ได้รับการยกย่องว่า 'ติดหู' ที่สุด ก็คงหนีไม่พ้น Waka Waka ที่ขับร้องโดย ชากิรา (Shakira) นักร้องชาวโคลอมเบีย ซึ่งในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2026 นี้ เธอก็กลับมารับหน้าที่เป็นผู้ขับร้องเพลงประจำเวิลด์คัพอีกครั้งในเพลง Dai Dai ร่วมกับ เบอร์นา บอย (Burna Boy) นักร้องชาวไนจีเรีย จนหลายคนเรียกเธอว่าเป็น 'องค์แม่' แห่งวงการเพลงฟุตบอลโลก ที่ปล่อยมากี่เพลงที่ติดหูและชวนให้ครึกครื้นตามเสมอ
ขณะเดียวกันเรื่องของฟุตบอลก็ผูกโยงกับเรื่องส่วนตัวของเธออย่างแยกไม่ขาด เมื่อเธอเคยสร้างครอบครัวกับเฆราร์ด ปิเก (Gerard Piqué) นักฟุตบอลทีมชาติสเปนและมีลูกชายด้วยกันสองคน การคบหาของทั้งคู่กลายเป็นข่าวใหญ่ทั้งฝั่งโลกดนตรีและฟุตบอล หากแต่การเลิกรากลายเป็นข่าวใหญ่ยิ่งกว่าเมื่อเต็มไปด้วยข้อพิพาทสารพัด และอีกไม่นานก็มีข่าวว่าเธอได้สิทธิในการเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง และเป็นเช่นนั้นจนถึงปัจจุบัน
และเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ชากิราจัดคอนเสิร์ตขึ้นที่ประเทศบราซิล และช่วงหนึ่งของคอนเสิร์ต เธอกล่าวว่า "ที่บราซิล มีแม่เลี้ยงเดี่ยวกว่ายี่สิบล้านคน ใช้ชีวิตโดยไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ และฉันก็เป็นหนึ่งในแม่ๆ เหล่านี้แหละ!"
ประโยคดังกล่าวของเธอทำให้คนหวนกลับมาตั้งคำถามถึงความเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ความเข้มแข็งของผู้หญิงคนหนึ่งในการเลี้ยงดูเด็กขึ้นมา รวมทั้งนโยบายรัฐที่หลายประเทศยังไม่ได้ครอบคลุมการเลี้ยงเด็กและการใช้ชีวิตของบรรดาแม่ๆ เหล่านี้ได้ดีพอ
หากแต่ชากิราไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์หรือตั้งคำถามต่อภาพจำความเป็นหญิง ความเป็นแม่และรัฐผ่านประโยคสั้นๆ ในคอนเสิร์ตเท่านั้น เพราะเมื่อเรามองผลงานที่ผ่านมาของเธอ จะพบว่าเธอสำรวจเรื่องนี้อย่างละเอียดและน่าสนใจเรื่อยมา
ชากิราถือเป็นหนึ่งในนักดนตรีที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งของโคลอมเบีย เธอฝากผลงานที่กระโจนติดท็อปชาร์ตเพลงหลายแห่งทั่วโลกไว้มากมาย ทั้ง Hips Don't Lie ที่สถานีวิทยุสาธารณะแห่งชาติ (National Public Radio) ในสหรัฐฯ คัดเลือกให้เป็นหนึ่งในบทเพลงโดยผู้หญิงที่ยอดเยี่ยมที่สุดในศตวรรษที่ 21, Whenever, Wherever จากอัลบั้ม Laundry Service (2001) หรือในยุคหลังๆ เราก็ยังได้ยิน Try Everything เพลงประกอบแอนิเมชัน Zootopia (2016) กระโจนไปติดชาร์ตเช่นกัน
นักวิจารณ์ดนตรีเคยกล่าวถึงเพลงของชากิราไว้ว่า พ้นไปจากที่ว่าเธอได้รับอิทธิพลมาจากดนตรีละติน เนื้อหาของบทเพลงส่วนใหญ่ยังพูดถึงความเป็นผู้หญิง ทั้งในแง่ความเปราะบาง ความเข้มแข็ง หรือแม้แต่เนื้อหาหนักหน่วงอย่างการทำแท้ง อันจะเห็นได้จากเพลง Se Quiere, Se Mata เมื่อปี 1995 ที่ว่าด้วยคู่รักหนุ่มสาวที่วันหนึ่งฝ่ายหญิงเกิดตั้งครรภ์ และทั้งคู่เห็นตรงกันว่าพวกเขายังไม่พร้อมที่จะสร้างครอบครัวตอนนี้ จึงตัดสินใจพากันไปทำแท้ง หากแต่เวลานั้น การทำแท้งในโคลอมเบียยังเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เหตุการณ์ในบทเพลงของเธอจึงลงเอยด้วยโศกนาฏกรรมในที่สุด โดยนักวิจารณ์ชี้ว่า เพลงของเธอไม่ได้กล่าวโทษคู่รักหนุ่มสาว หากแต่วิพากษ์ระบบกฎหมายของโคลอมเบียต่างหากที่ไม่อนุญาตให้พวกเขาเข้าถึงการยุติการทำแท้งโดยถูกกฎหมายได้
สตีฟ ฮิวอี (Steve Huey) นักวิจารณ์ดนตรีจาก AllMusic เคยเขียนถึงชากิราไว้เมื่อปี 2009 ว่า ชากิราเป็น "ตัวแม่แห่งการสร้างสรรค์ ผู้สร้างสุ้มเสียงแห่งวัฒนธรรมป๊อปกับโลกโคลอมเบียของเธอ ออกไปสู่สากลโลก นอกเหนือไปจากน้ำเสียงดุดัน อิทธิพลที่ได้รับมาจากดนตรีร็อค ชากิรายังยืนหยัดในการตัดสินใจเด็ดขาดในการสร้างสรรค์บทเพลงของตัวเอง โดยเฉพาะในศิลปินหญิง เธอเขียนหรือร่วมเขียนเพลงของเธอเกือบทั้งหมด และด้วยเหตุนี้ เธอจึงได้รับการยอมรับว่าเป็นนักแต่งเพลงละตินที่เขียนเนื้อหาได้ไพเราะและทะเยอทะยานมากที่สุดคนหนึ่ง"
ขณะที่นิตยสาร Rolling Stone เขียนถึงชากิราว่า เธอเป็นหัวเรือในการทลายกำแพงแห่งโลกดนตรี และนำพาบทเพลงละตินป๊อปที่ขับร้องโดยผู้หญิงจากยุค 90s กลับมาสู่วงการอีกครั้ง ทั้งยังนำพาผู้ฟังผู้หญิงหลายคนเข้าสู่ดนตรีแนวนี้ด้วย
แนวคิดที่มีต่อความเป็นหญิงของชากิรา ยังปรากฏผ่านปกอัลบั้ม Oral Fixation, Vol. 2 (2005) อัลบั้มลำดับที่เจ็ดของเธอ และเป็นอัลบั้มที่สองซึ่งขับร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดยปกอัลบั้มเป็นรูปเธอแต่งตัวเป็น ‘อีฟ’ (Eve) เรื่องเล่าจากปฐมกาลในคัมภีร์ไบเบิล เอนตัวแนบชิดต้นไม้ มือข้างหนึ่งถือแอปเปิลไว้ "อีฟเป็นเรื่องแต่งที่เขียนขึ้นมาโดยคนที่ชิงชังผู้หญิง (misogynists) เพื่อยัดให้ผู้หญิงอยู่ในขนบที่พวกเราต้องเงียบเชียบ ไม่เอ่ยความในใจ อย่าสร้างความเปลี่ยนแปลง ต้องปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่มันควรจะเป็น" ซึ่งภาพปกอัลบั้มนั้นล้อกับธีมใหญ่ของอัลบั้มที่พูดถึงความปรารถนาของผู้หญิง และน้ำเสียงยั่วล้อ เสียดสีขนบธรรมเนียมในสังคมที่มีต่อความสัมพันธ์
"ฉันว่าเวลาเราเห็นผู้หญิงเป็นตัวของตัวเอง ไม่ขอโทษกับสิ่งที่ตัวเองคิดและทำ มันก็สดชื่นดีนะ" ชากิราบอก "เพราะที่ผ่านมา เราขอโทษมากมายเกินไปแล้วจริงๆ"
ทว่า อีกด้าน ภาพลักษณ์ความเซ็กซี่ ยั่วยวนของชากิรา ก็ทำให้เธอถูกตั้งคำถามหรือวิพากษ์วิจารณ์ ในแง่ของการตอกย้ำภาพผู้หญิงละตินกับการเป็นสัญลักษณ์ทางเพศ และเธอเคยให้สัมภาษณ์ประเด็นนี้ทางเว็บไซต์ Independent ว่า "ก็ใช่แหละที่บางทีฉันก็ทำให้ตัวเองดูเป็นวัตถุ แต่ฉันก็ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้เหมือนกัน นึกออกไหม การได้รู้สึกอ่อนไหว ได้รู้สึกเซ็กซี่ ซึ่งฉันไม่เห็นว่ามันจะไปลดทอนคุณค่าหรือตัวตนอะไรฉันสักนิด”
"ฉันว่าผู้หญิงที่ได้เป็นฝ่ายคุมเกม หรือคนที่เข้าถึงความเป็นผู้หญิง (femininity) และความเย้ายวนของตัวเอง ก็เป็นพลังอย่างหนึ่งนะ คือเธอก็มีสิทธิในการควบคุมเนื้อตัวของตัวเอง ซึ่งฉันว่าก็สำคัญเหมือนกันนี่นา"
ชากิราอธิบายว่า เธอตระหนักดีถึงการเป็น 'ภาพแทน' ของตัวเอง ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้หญิงละติน แต่รวมถึงในฐานะนักดนตรีหญิง และในฐานะคนที่ฝ่าฟันสร้างเนื้อสร้างตัวมาด้วยตัวเองด้วย "ฉันตั้งใจทำงานเลือดตาแทบกระเด็นเพื่อบอกเล่าถึง วัฒนธรรมของตัวเอง เพื่อเป็นภาพแทนของผู้หญิงในประเทศของฉัน และความเป็นผู้หญิงละติน นำเสนอสิ่งที่พวกเรายืนหยัดต่อสู้ สิ่งที่หล่อหลอมพวกเรา
"พร้อมกันนั้น ฉันก็คิดว่าบางส่วนเสี้ยวของตัวฉันก็นำเสนอภาพความเป็นคนกลุ่มน้อยบางกลุ่มในสหรัฐฯ และทั่วโลกด้วย กลุ่มคนที่ขัดสน คนที่กระหายอยากประสบความสำเร็จและเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานน่ะ"
ว่าไปแล้วก็ไม่น่าแปลก ที่ชากิรายังเป็นนักดนตรีหญิงชาวละตินที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งมาหลายทศวรรษ ซึ่งสิ่งนี้คงเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากความสามารถด้านดนตรี ที่เชื่อมร้อยวัฒนธรรมดนตรีละตินเข้ากับดนตรีจากพื้นที่อื่น หากแต่มันยังหมายถึงสายตาและแนวคิดที่เธอมีต่อตัวเอง ในฐานะนักดนตรี ในฐานะแม่ ในฐานะผู้หญิงและในฐานะมนุษย์คนหนึ่งด้วย
อ้างอิง
https://www.allure.com/story/shakira-cover
https://www.yahoo.com/entertainment/shakira-opens-juggling-life-single-202540963.html
https://www.billboard.com/music/latin/shakira-televisa-interview-takeaways-1235276557/
https://www.bbc.com/news/articles/cn056ky4d0
บทความต้นฉบับได้ที่ : Shakira องค์แม่แห่งดนตรีป๊อปละติน ผู้ส่งเสียงเพื่อความเป็นหญิง ความเป็นแม่ และความเป็นมนุษย์
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com