โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปมพิพาท เขากระโดง มหากาพย์-เรื่องยาว จบยาก

ไทยโพสต์

อัพเดต 3 มิถุนายน 2569 เวลา 3.19 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เรื่อง "มหากาพย์เขากระโดง บุรีรัมย์" กลับมาเป็นประเด็นการเมืองอีกครั้ง หลังเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา "พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย" บุกไปหน้าบ้านตระกูลชิดชอบ ที่ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในการตรวจสอบที่ดินเขากระโดง จากนั้นได้เดินทางต่อไปยัง กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกล่าวหานายเนวิน-นางกรุณา ชิดชอบ และบุคคลอื่นที่บุกรุกครอบครองที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย บริเวณเขากระโดง จ.บุรีรัมย์

กรณีดังกล่าวข้างต้น สองแกนนำพรรคภูมิใจไทยที่เกี่ยวข้องโดยตรง มีความเห็นตามมา ดังนี้

"ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม-เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และลูกชายเนวิน" กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า "ไม่ได้ติดใจอะไร ที่ดินเขากระโดง เรามีจุดยืนเหมือนเดิม คือมั่นใจในเอกสารสิทธิที่มี ซึ่งไม่ใช่แค่ที่ของครอบครัวผม แต่ยังรวมถึงประชาชนชาวบุรีรัมย์ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์อาจจะคิดจริงๆ ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผิด แล้วอยากจะทำสิ่งที่ถูกต้อง อีกมุมก็เป็นเกมการเมือง ซึ่งผมไม่อาจทราบได้ แต่จุดยืนของเราเหมือนเดิม”

ด้าน "อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ซึ่งมีหน่วยงานในสังกัดคือกรมที่ดิน" กล่าวเช่นกันว่า ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ เรื่องเขากระโดงก็ดี เรื่องฮั้ว สว.ก็ดี มันอยู่ในกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว คำพิพากษาทั้งหลายถ้าออกมาทุกคนก็ต้องปฏิบัติตาม ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายและไปฝ่าฝืนกฎหมายได้ คำพิพากษาก่อนหน้านี้ผูกพันรายแปลง ซึ่งคำพิพากษาที่ออกมานั้นความจริงคือ ชาวบ้านฟ้องการรถไฟฯ ให้ออกโฉนด แล้วศาลบอกว่าไม่ให้ออกโฉนดอย่างนั้น จะไปทึกทักว่าแปลงอื่นเถื่อนไปหมดมันก็ไม่ใช่ การรถไฟฯ ต้องฟ้องรายแปลงไป ซึ่งเขาก็ดำเนินการอยู่ และถ้าศาลมีคำวินิจฉัยทุกคนก็ต้องปฏิบัติตาม ไม่มีใครจะฝ่าฝืนไปได้

สำหรับมหากาพย์ปมเขากระโดง ประเมินแล้วเป็นเรื่องที่จะยืดเยื้อกินเวลาไปอีกหลายปีกว่าจะได้ข้อยุติ

เพราะขณะนี้ เมื่อกรมที่ดินไม่เพิกถอนเอกสารสิทธิตามที่การรถไฟฯ แจ้งเรื่องไปให้ปฏิบัติ ทำให้ รฟท.ต้องหาทางออกด้วยการ "ฟ้องขับไล่และขอเพิกถอนโฉนดเป็นรายแปลง" เพื่อให้ศาลสั่งรังวัดและพิพากษาชี้ขาดเป็นรายกรณีไป

ขณะที่กระบวนการตรวจสอบอื่นๆ ก่อนหน้านี้ยุครัฐบาลเพื่อไทย กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ก็ทำท่าทีขึงขัง รุกไล่เรื่องนี้เพื่อหวังใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองกับตระกูล "ชิดชอบ" และพรรคภูมิใจไทย ในช่วงที่ไล่ยึดคืนกระทรวงมหาดไทยจากภูมิใจไทย แต่เมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้ว ภูมิใจไทยขึ้นมาเป็นรัฐบาลและคุมกระทรวงยุติธรรม

ปรากฏว่า "ดีเอสไอ" พลิกทันที ปัดเผือกร้อนยุติการสอบสวน โดยอ้างว่าคดีได้ขึ้นสู่การพิจารณาในชั้นศาลแล้ว รวมถึงมีการส่งสำนวนให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการตรวจสอบต่อ โดยแนวทางการไต่สวนของ ป.ป.ช.เน้นไปที่การตรวจสอบเรื่องเจ้าหน้าที่รัฐในการออกเอกสารสิทธิที่ดินเขากระโดงตั้งแต่ต้นเรื่องว่าทำหน้าที่ถูกต้องหรือไม่ ที่ก็เป็นเรื่องที่ไต่สวนยากเพราะเวลาผ่านมานานมาแล้ว ทำให้คดีนี้ในชั้นป.ป.ช.ก็น่าจะใช้เวลานาน และอาจไม่มีความคืบหน้าใดๆออกมาให้เห็นในอนาคตอันใกล้ เป็นต้น

ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมก่อนหน้านี้กรมที่ดิน ถึงไม่เพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินบริเวณเขากระโดง ทั้งที่ฝ่ายการเมืองยุครัฐบาลเพื่อไทยกดดันอธิบดีกรมที่ดิน คือ พรพจน์ เพ็ญพาส อย่างหนัก จะพบว่าเหตุผลหลักๆ ที่กรมที่ดินไม่ปฏิบัติตามที่การรถไฟฯ ประสานมา ก็มาจากการอ้างสาเหตุเช่น การรถไฟฯ ไม่ได้ส่งรูปแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาปี 2462 ฉบับจริงมาแสดงเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันแนวเขตได้ และแผนที่ภูมิประเทศ พ.ศ. 2464 ที่ รฟท.นำมาอ้างอิง เป็นเพียงการสำรวจภาคสนามในภายหลัง ไม่สามารถระบุที่มาที่เชื่อมโยงกับกฎหมายเวนคืนได้อย่างชัดเจน เป็นต้น

ขณะที่ฝ่ายการรถไฟฯ ก็อ้างเหตุว่าต้องมีการเพิกถอน เพราะมีคำพิพากษาศาลฎีกาและศาลปกครองเป็นข้อยุติแล้วว่าที่ดินเป็นของ รฟท. ทาง รฟท.จึงยืนยันความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินเขากระโดงเนื้อที่ 5,083 ไร่ จึงไม่จำเป็นต้องมานับหนึ่งพิสูจน์สิทธิ์กันใหม่ โดยเฉพาะกับแนวคำตัดสินว่า ที่ดินที่มีการฟ้องร้องดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของ รฟท.มาตั้งแต่ต้น ทางการรถไฟฯ จึงมองว่ามติของคณะกรรมการสอบสวนฯ ของกรมที่ดินที่ไม่ปฏิบัติตามคำตัดสินของศาล เป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อคำพิพากษาของศาล

ตลอดจนการโต้แย้งกรมที่ดินว่า แผนที่ รฟท.มีกฎหมายรองรับและผ่านการพิสูจน์ในศาลแล้ว ส่วนข้ออ้างของกรมที่ดินที่ว่า รฟท.ไม่มีแผนที่แนบท้ายฉบับจริงนั้น รฟท.โต้แย้งว่า แผนที่ภูมิประเทศ พ.ศ. 2464 ที่ รฟท. นำมาใช้นั้น เป็นเอกสารทางราชการที่ใช้แนบประกอบการสู้คดีในชั้นศาลฎีกามาโดยตลอด และศาลยุติธรรมได้ใช้แผนที่ฉบับนี้ในการพิจารณาจนเชื่อถือและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว กรมที่ดินในฐานะหน่วยงานราชการจึงไม่มีอำนาจที่จะมาปฏิเสธความน่าเชื่อถือของแผนที่ที่ศาลยอมรับไปแล้ว เมื่อที่ดินเขากระโดงเป็นที่ดินของรัฐมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2462 ตามพระราชกฤษฎีกาฯ ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่ที่ดินไปออกเอกสารสิทธิถือเป็นการออกทับที่ดินหลวงโดยมิชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ต้น กรมที่ดินจึงมีหน้าที่ต้องเพิกถอนโดยไม่ต้องเกี่ยงให้ รฟท.ไปฟ้องใหม่ แต่เมื่อกรมที่ดินไม่ดำเนินการโดยอ้างมติความเห็นคณะกรรมการฯ ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ที่มีมติเอกฉันท์เห็นสมควรไม่เพิกถอนโฉนดที่ดินเขากระโดง เนื่องจากข้อเท็จจริงทางพยานหลักฐานยังไม่ยุติชัดเจน ก็เลยทำให้การรถไฟฯ ต้องไปใช้กระบวนการทางศาลต่อไปเพื่อหาข้อยุติ เพราะหากไม่ทำก็อาจถูกร้องว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ภาพรวมทั้งหมด เห็นทิศทางได้ไม่ยาก เรื่องเขากระโดง คือมหากาพย์ที่จะยืดเยื้อยาวนานไปอีกหลายปีกว่าเรื่องจะจบ!!!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...