โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แนะเคาะเพิ่มทุกปีตาม ‘เงินเฟ้อ’จี้รัฐลดค่าครองชีพ ไม่โยนภาระ SMEs

เดลินิวส์

อัพเดต 4 มิถุนายน 2569 เวลา 3.24 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
“รศ.ดร.กิริยา"นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ บอร์ดค่าจ้างปรับค่าแรงตามฝีมือ 129 อาชีพ เป็นทิศทางที่ดี แต่ควรอธิบายที่มาตัวเลข 2.9% พร้อมเดินหน้า “ขยายกลุ่มอาชีพ – ยกระดับความโปร่งใสระบบไตรภาคี - ส่งเสริมการรวมตัวส่งเสียงถึงระดับนโยบาย” ระบุ ขึ้นค่าจ้างตามฝีมือไม่ใช่เหตุผลที่จะไม่ปรับ “ค่าจ้างขั้นต่ำ” และต้องไม่โยนให้เป็นภาระ SMEs ฝ่ายเดียว แต่รัฐควรช่วยลดค่าครองชีพด้วย

เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. รศ.ดร.กิริยา กุลกลการ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ถือเป็นทิศทางที่ดีที่คณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) มีมติเห็นชอบปรับเพิ่มค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน 129 สาขา โดยใช้อัตรา 2.9% เป็นฐานเริ่มต้นในการคำนวณ พร้อมพิจารณาปรับเพิ่มให้เหมาะสมกับทักษะฝีมือและสอดรับความต้องการตลาดแรงงาน เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีแผนหรือความชัดเจนในการปรับค่าจ้างแรงงานกลุ่มนี้ แต่คณะกรรมการค่าจ้างก็ควรชี้แจงถึงหลักเกณฑ์หรือที่ไปที่มาของตัวเลข 2.9% และตัวเลขที่จะปรับขึ้นจากฐานนี้ในแต่ละสาขาอาชีพ ว่ามาได้อย่างไรด้วย ซึ่งจะทำให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และช่วยให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าใจ สามารถประเมินความเหมาะสมของตัวเลขได้

อย่างไรก็ตาม คิดว่าตัวเลข 2.9% มาจากอัตราเงินเฟ้อของไทยในเดือน เม.ย. 2569 เพราะตัวเลขเงินเฟ้อก็อยู่ที่ 2.9% เช่นกัน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง จะช่วยรักษากำลังซื้อของแรงงานได้ในระดับหนึ่ง ส่วนตัวสนับสนุนให้คณะกรรมการค่าจ้างปรับอัตราฐานในการคำนวณตามเงินเฟ้อทุกปี เพื่อช่วยให้แรงงานได้รับค่าจ้างพื้นฐานที่เหมาะสมกับสถานการณ์ความเป็นจริง

สำหรับแนวทางในระยะต่อไป คณะกรรมการค่าจ้างควรพิจารณาดำเนินการเพิ่มเติมอีก 3 ส่วน เพื่อให้การปรับค่าจ้างเกิดความเหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ประกอบด้วย 1. การขยายสาขาอาชีพที่ถูกกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานให้ครอบคลุมมากขึ้น เพิ่มช่องทางเข้าถึงการฝึกอบรม การทดสอบ และการรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงาน เพื่อให้แรงงานสาขาอาชีพอื่นๆ อีกจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และแรงงานนอกระบบ มีโอกาสได้รับค่าจ้างที่สอดรับทักษะฝีมือของตัวเอง

  • ยกระดับความโปร่งใสและคุณภาพของระบบไตรภาคี และระบบข้อมูลตลาดแรงงานของประเทศ การกำหนดค่าจ้าง โดยเฉพาะค่าจ้างขั้นต่ำ ควรตั้งอยู่บนข้อมูลด้านค่าจ้างจริง ผลิตภาพแรงงาน ภาวะขาดแคลนแรงงาน และค่าครองชีพ มากกว่าการต่อรองเชิงการเมือง ขณะเดียวกัน ควรมีการปฏิรูประบบผู้แทนไตรภาคีให้สะท้อนตัวแทนของนายจ้างและลูกจ้างอย่างแท้จริง เช่น ตัวแทนนายจ้างควรมีฝั่ง SMEs เข้าไปเป็นตัวแทนด้วย หรือผู้ที่มาเป็นตัวแทนไม่ควรผูกขาดตำแหน่งต่อเนื่องยาวนานเป็น 10 ปี ฯลฯ
  • ส่งเสริมการรวมตัวของแรงงานเพื่อให้เสียงของผู้ใช้แรงงานได้รับการสะท้อนอย่างเหมาะสมในกระบวนการกำหนดนโยบาย และตัวแทนภาครัฐต้องมีความเป็นอิสระทางวิชาการ และใช้ข้อมูลเป็นฐานในการตัดสินใจ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า การปรับค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานไม่สามารถทดแทนการปรับค่าจ้างขั้นต่ำได้ จึงไม่ควรนำเรื่องนี้มาเป็นเหตุผลที่จะไม่ปรับค่าจ้างขั้นต่ำ เพราะปัจจุบันมีผู้ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ราว 5 ล้านคน และวัตถุประสงค์ของค่าจ้างขั้นต่ำคือการคุ้มครองแรงงาน ขณะที่ค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานมีไว้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาทักษะ ทั้งสองส่วนจึงเป็นสิ่งที่ควรส่งเสริมกันและกัน และในระยะยาว รัฐบาล คณะกรรมการค่าจ้าง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรมีเป้าหมายที่จะเดินไปสู่การใช้หลักค่าจ้างเพื่อการดำรงชีวิต (Living Wage) หรือระดับค่าจ้างที่ทำให้ครอบครัวสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพที่ดี ไม่ใช่เพียงอยู่รอดเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น คำนวณว่าครอบครัวที่อยู่กัน 4 คน พ่อ แม่ และลูก 2 คนที่อายุต่ำกว่า 15 ปี (ไม่สามารถสร้างรายได้ของตัวเอง) ควรจะต้องมีรายได้ที่อัตราเท่าใดจึงจะสามารถทำให้ทุกคนในครอบครัวได้รับโภชนาการที่ดีเพียงพอ มีที่พักอาศัยที่ไม่อัตคัดจนเกินไป มีพอสำหรับค่าการศึกษา และสำรองค่ารักษาพยาบาลกรณีจำเป็น ซึ่งขณะนี้ในหลายประเทศใช้แนวคิดนี้มากขึ้น และในยุโรปมีการใช้เรื่องนี้มากดดันซัพพลายเชน (ห่วงโซ่อุปทาน) เลยว่า หากมีการจ้างงานค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรม ก็อาจโดนไม่ให้ส่งสินค้าไปยังประเทศนั้นๆ

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐไม่ควรโยนภาระเรื่องการปรับค่าจ้างให้เป็นภาระของ SMEs เพียงฝ่ายเดียว แต่ควรหามาตรการช่วยลดค่าครองชีพควบคู่ไปกับการเพิ่มศักยภาพและความสามารถของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านต้นทุนมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อให้การปรับค่าจ้างไม่ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในระยะยาว

“ต้องยอมรับว่าค่าจ้างขั้นต่ำยังไม่พอกับค่าครองชีพในปัจจุบัน การปรับค่าจ้างในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกไม่แน่นอนและเศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดี จำเป็นต้องทำด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับ SMEs ดังนั้นในระหว่างนี้จึงเป็นหน้าที่รัฐบาลที่จะต้องเข้ามาดู และหาวิธีที่จะทำให้คนอยู่ให้ได้” รศ. ดร.กิริยา กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...