THCOM บิ๊กอินฟราเทค USO ดันผลงานติดปีก
#THCOM #ทันหุ้น – THCOM ประกาศความพร้อมประมูล USO3 ขึ้นแท่นผู้รับเหมาหลัก Prime Contractor เต็มตัวดันรายได้กำไรเต็มสูบ ชี้รัฐบูม ESG ผ่านพ.ร.บ.โลกร้อน ปลูกป่ารับคาร์บอนเครดิต หนุนบริการสำรวจคาร์บอน รับกระแสเอไอหนุนการใช้งาน เดินหน้าเกมใหญ่อินฟราเทค กางโรดแมป “ไทยคม 10” ดาวเทียมอัจฉริยะ ใช้ AI เพิ่มขีดความสามารถการทำกำไร ชูอนาคตผลิตไฟฟ้าจากอวกาศ
นายปฐมภพ สุวรรณศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM เปิดเผยว่า บริษัทพร้อมที่จะเข้าประมูลโครงการบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงในพื้นที่ขาดแคลน (USO3) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ประกาศ TOR และขายเอกสารประกวดราคาแล้ว กำหนดยื่นซองประกวดราคาในวันที่ 29 มิถุนายน 2569 คาดว่าจะทราบผลการประมูลที่ชัดเจนภายในไตรมาส 3/2569 โดยบริษัทจะเข้ารวมประมูลในทุกภาค ทั้ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (1,903 ล้านบาท), ภาคเหนือ (1,249 ล้านบาท), ภาคใต้ (967 ล้านบาท), ภาคกลาง (762 ล้านบาท) และภาคตะวันออก-ตก (574 ล้านบาท) โดยคาดหวังที่จะชนะส่วนแบ่งประมาณ 40% ของสัดส่วนงานทั้งหมด อย่างไรก็ดีบริษัทก็ยังจะมีการให้บริการกับผู้ชนะงานรายอื่นด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ไทยคมมีความพร้อมอย่างมากในการเข้าร่วมประมูลครั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทได้ดำเนินการโครงการUSO2 อยู่แล้วแต่เป็นการให้บริการดาวเทียมแก่ผู้ชนะรายอื่น แต่ครั้งนี้เป็นการประมูลตรงขึ้นเป็นผู้รับเหมาหลัก (Prime Contractor) ซึ่งจะทำให้บริษัทได้รับรายได้มากกว่าแค่ค่าบริการดาวเทียม แต่จะรวมถึงงานโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ เช่น การวางสายไฟเบอร์ออฟติก และงานระบบ ส่งเสริมรายได้และอัตรากำไรให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยโครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี นับเป็นฐานรายได้ที่มั่นคงและส่งเนื่องไปจนถึงช่วงที่ดาวเทียมไทยคม 10 เริ่มปฏิบัติการ
นอกจากนี้บริษัทยังได้เตรียมความพร้อมและทำงานล่วงหน้าสำหรับ USO4 ไว้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากตระหนักดีว่ากระบวนการทำงานของหน่วยงานกำกับดูแลมีขั้นตอนที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลา ดังนั้นการ “คิดล่วงหน้า” จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของงานโครงสร้างพื้นฐาน
@ กระแส ESG หนุนสำรวจ
นายปฐมภพ กล่าวด้วยว่า บริษัทยังจะได้รับโยชน์จากกระแสการดำเนินธุรกิจ ESG ซึ่งรัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมากทั้งจากการเชิญกลุ่มยุโรปลงทุนได้ และมีการเร่งผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่จะบังคับใช้ได้ในช่วงไตรมาส 3 ปีหน้า ซึ่งการกำหนดให้บริษัททำคาร์บอนฟุตปริ้นท์ การดำเนินการด้านคาร์บอนเครดิต สามารถใช้ดาวเทียมเพื่อการตรวจสอบได้ โดยเฉพาะล่าสุดที่หน่วยงานอย่าง องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ผลักดันความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการปลูกและฟื้นฟูป่า พร้อมพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตคุณภาพของประเทศไทย จะส่งเสริมให้มีการใช้บริการสำรวจผ่านดาวเทียมมากขึ้น
นอกจากนี้ อบก. ยังมีนโยบายผลักดันการลดต้นทุนในการสำรวจคาร์บอน รวมถึงคาร์บอนเครดิตเพื่อเพิ่มปริมาณธุรกรรมในตลาดก็จะส่งเสริมบริษัทซึ่งมีเทคโนโลยีพร้อมตอบโจทย์ โดยการใช้ดาวเทียมหรือโดรนสำรวจพื้นที่ป่านั้นประหยัดกว่าการใช้แรงงานคนทั้งในด้านเวลาและต้นทุน ซึ่งปัจจุบันไทยคมได้ลงนามความร่วมมือกับองค์กรใหญ่ อาทิ SCG และกลุ่มPTT โดยบริษัทGGC เพื่อสำรวจคาร์บอนเครดิตโครงการปลูกป่าอยู่แล้ว รวมถึงโครงการอื่นๆ เชื่อว่าจะมีเข้ามาอีกมากในอนาคต
“ที่ผ่านมาสเกลของตลาดยังดูเล็ก แต่ไทยคมได้พัฒนาผลิตภัณฑ์จนพร้อมใช้งาน มั่นใจว่าเมื่อกฎหมายมีความชัดเจนและมีการบังคับใช้ภาษีคาร์บอนไทยคมจะเป็นเจ้าเดียวในตลาดที่พร้อมให้บริการในระดับประเทศทันที”
@ วางใหญ่อินฟราเทค
นอกจากนี้กระแส AI ที่มาแรงนั้น ก็จะส่งเสริมบริษัทในฐานะเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานผ่านดาวเทียมในระดับโลก โดยลูกค้าอินเดียเข้ามาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ไทยคมเองให้ความสำคัญกับ ดาวเทียมไทยคม 10 ซึ่งมีกำหนดจะยิงขึ้นสู่จงจรในช่วงปี 2571 โดยดาวเทียมดวงนี้จะเป็น Software-Defined Satellite ที่มีความอัจฉริยะสูงกว่าดาวเทียมรุ่นเดิมอย่างมาก และจะมีการนำ เทคโนโลยี AI มาใช้ในการบริหารจัดการปริมาณความจุ (Capacity)
นายปฐมภพ ระบุว่า แม้ดาวเทียมจะมี Capacity พื้นฐานอยู่ที่ 100 GB แต่บริษัทตั้งเป้าจะใช้ AI เข้ามาบริหารจัดการ Traffic Pattern เพื่อให้สามารถขายความจุได้จริงถึง 500 GB โดย AI จะทำหน้าที่วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานของลูกค้าในแต่ละภูมิภาค เช่น อินเดีย หรือไทย ซึ่งมีช่วงเวลาการใช้งานที่แตกต่างกัน ทำให้สามารถนำความจุที่ว่างอยู่ในบางช่วงเวลาไปวนขายให้กับลูกค้ารายอื่นได้ เปรียบเสมือนการจัดการจราจรบนท้องถนนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
นอกจากนี้ ในเชิงกลยุทธ์ระดับโลก ดาวเทียมแบบวงโคจรค้างฟ้า (GEO) รุ่นใหม่ๆ เริ่มมีซัพพลายในตลาดน้อยลงเนื่องจากการควบรวมกิจการของบริษัทใหญ่และการหันไปสนใจดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) ซึ่งจะทำให้ไทยคมเองซึ่งมีฐานลูกค้าที่แน่นอนใน ดาวเทียมแบบวงโคจรค้างฟ้าได้เปรียบในการระยะยาว นอกจากนี้บริษัทยังได้มีการร่วมมือกับพันธมิตรอเมซอนในการให้บริการดาวเทียม LEO ด้วย
นายปฐมภพ กล่าวด้วยว่า ธุรกิจดาวเทียมจะมีความสำคัญมากขึ้นต่อไปอีกตามเทคโนโลยีที่พัฒนา ซึ่งในอนาคตจะมีการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ผ่านดาวเทียมซึ่งเป็นพลังงานสะอาดสามารถผลิตได้ 24 ชั่วโมงได้ จึงอยากให้ติดตามเทคโนโลยี ซึ่งทั้งหมดจะนำพาไทยคมสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยีอวกาศที่เติบโตอย่างยั่งยืนและมีกำไรที่แข็งแกร่งในระยะยาว