โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

6 ปีที่วันเฉลิมไม่อยู่ ไม่ถูกลืม ไม่หมดหวัง

iLaw

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • iLaw

26 มิถุนายน 2569 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) ร่วมกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดงาน “ส่งใจถึงต้าร์ ยืนยันว่าเราไม่หมดหวัง” เนื่องในวาระครบรอบ 6 ปี การบังคับสูญหายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ หรือต้าร์ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวไทยที่ถูกอุ้มหายไปจากหน้าที่พักในประเทศกัมพูชา เมื่อปี 2563 โดยในงานมีบูธจากองค์กรณ์ภาคประชาสังคม ดนตรีให้กำลังใจ พร้อมด้วยวงเสวนา ในหัวข้อ “6 ปีที่ต้าร์ไม่อยู่: การต่อสู้ การรอคอย และความหวัง” โดยมีวิทยากรได้แก่ สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ หรือเจน, พรพิมล มุกขุนทด, ภัทรานิษฐ์ เยาดำ และเอกลักษณ์ หลุ่มชมแข และปิดท้ายด้วย “พิธีส่งต่อแสงเทียน” ส่งต่อความหวังและกำลังใจให้กับครอบครัวผู้สูญหายและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

ไม่ว่าจะอีกกี่ปี เราจะพาพี่ต้าร์กลับบ้านให้ได้

เทียน-ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข หรือ เทียน แบ่งปันประสบการณ์ในฐานะคนรักของต้าร์-วันเฉลิม โดยเล่าย้อนถึงการพบกันครั้งแรกเมื่อ 13 ปีก่อน ระหว่างที่เธอเข้าไปเป็นอาสาสมัครช่วยทำแคมเปญเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร วันเฉลิมเป็นรุ่นพี่ที่ใจดี มักชวนเธอไปกินข้าวกลางวัน จนความสนิทสนมค่อยๆ พัฒนาเป็นความสัมพันธ์ฉันท์คนรัก

ภายหลังการรัฐประหารปี 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บ้านของเทียนถูกเจ้าหน้าที่ทหารเข้าตรวจค้น ในตอนแรกเธอเข้าใจว่าเป็นเพราะสมยศ พฤกษาเกษมสุข พ่อของเธอที่เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองร่วมกับคนเสื้อแดง ซึ่งขณะนั้นถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำด้วยคดีมาตรา 112 แต่เมื่อสังเกตเอกสารที่เจ้าหน้าที่ถืออยู่ จึงพบว่าเป็นภาพหน้าเพจ Facebook ของต้าร์-วันเฉลิม ทำให้รู้ว่าการเข้าตรวจค้นครั้งนั้นมีเป้าหมายมาที่เขา วันนั้นจึงเป็นวันสุดท้ายที่ต้าร์-วันเฉลิมอยู่ในประเทศไทย เขาตัดสินใจลี้ภัยไปยังประเทศกัมพูชา

เทียนกล่าวว่า วันที่ 4 มิถุนายน 2563 ช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. เจน-สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของวันเฉลิมโทรศัพท์มาแจ้งข่าวว่าต้าร์-วันเฉลิมถูกอุ้มหายไป เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างยิ่งสำหรับเธอและครอบครัว โดยเฉพาะเจน ผู้เป็นพี่สาวที่ต้องเดินหน้าต่อสู้เพื่อตามหาความจริง

1 ปีผ่านไป เทียนเริ่มทำงานกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรมอย่างจริงจัง โดยงานแรกที่เธอมีส่วนร่วมคือกิจกรรมครบรอบ 1 ปีการสูญหายของวันเฉลิม นับแต่นั้นมา เธอมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุม การยื่นหนังสือต่อหน่วยงานรัฐ นิทรรศการ หรือวงเสวนาสาธารณะ เธอยืนยันว่าเรื่องราวและความทรงจำที่มีเกี่ยวกับต้าร์-วันเฉลิมไม่สามารถคงอยู่ได้ไปตลอดกาล มันสะท้อนให้เห็นผ่านผู้คนที่มาร่วมรำลึกน้อยลงในแต่ละปี แต่การพูดถึงผู้ถูกบังคับสูญหายยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องทำ

อย่างไรก็ตาม เทียนกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้าร์-วันเฉลิมสอนเธอคือ “ความหวัง” แม้ในฐานะผู้ลี้ภัยที่ไม่รู้ว่าจะได้กลับบ้านเมื่อไร วันเฉลิมยังย้ำเสมอว่าต้องมีความหวัง เพราะความหวังคือสิ่งที่ทำให้เราดำเนินชีวิตต่อไปได้ เขาเคยบอกกับเธอว่า เขายังหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้กลับประเทศไทยอีกครั้ง

ท้ายที่สุด เทียนกล่าวถึงวันเฉลิมว่า ไม่ว่าจะผ่านไป 7 ปี 15 ปี 20 ปี หรือ 40 ปี ตราบใดที่เธอยังมีชีวิตอยู่ เธอจะไม่ลืมเขา และจะกลับมารวมตัวกันทุกปีเพื่อสานต่อการต่อสู้เพื่อความเปลี่ยนแปลงที่วันเฉลิมใฝ่ฝัน

“เราจะสู้ต่อไป และเราจะพาพี่ต้าร์กลับบ้านให้ได้” เทียนกล่าว

เพราะวันเฉลิมคือ “น้องชาย”

สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ หรือเจน พี่สาวของวันเฉลิม กล่าวว่า ตลอด 6 ปีนับตั้งแต่การหายตัวไปของวันเฉลิม ชีวิตของเธอเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทั้งในแง่ของการใช้ชีวิต อารมณ์ และการทำงาน จนไม่สามารถกลับไปเป็นคนเดิมได้อีก สิ่งที่เธอคิดมาตลอดคือต้องทำอย่างไรจึงจะอยู่กับเรื่องราวนี้ต่อไปได้ โดยเฉพาะเมื่อเธอออกมาพูดถึงการหายตัวไปของน้องชาย ก็มักถูกถามอยู่เสมอว่า กลัวหรือไม่ หากเหตุการณ์เดียวกันเกิดขึ้นกับตัวเธอ แต่เหตุผลที่ทำให้เธอตัดสินใจออกมาพูดนั้นเรียบง่าย เพราะวันเฉลิมคือ “น้องชาย” ของเธอ

เจนเล่าว่า เธอเคยพูดกับวันเฉลิมอยู่เสมอว่า “สิ่งที่มึงสร้างไว้ กลายเป็นภาระของกู” แต่เธอเชื่อว่าหากวันนี้วันเฉลิมได้รับรู้ เขาคงหัวเราะ เพราะการหายตัวไปของเขาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หลายสิ่งในสังคมไทยเปลี่ยนแปลง ผู้คนตื่นตัวทางการเมืองและเข้าใจสิทธิของตัวเองมากขึ้น ซึ่งเธอเชื่อว่าวันเฉลิมคงไม่เสียใจกับสิ่งเหล่านี้

เธอกล่าวว่า ตลอดมาเธอเชื่อเสมอว่าสักวันหนึ่งจะมีคนออกมาเปิดเผยความจริง หรือให้เบาะแสว่าเกิดอะไรขึ้น แม้อาจยังไม่ใช่วันนี้ แต่ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา เธอยังคงมีความหวัง แม้ในวันนี้ยังไม่ทราบชะตากรรมของวันเฉลิม และยังไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุ แต่เธอยังพร้อมรอคอย ไม่ว่าจะอีก 10 ปี หรือ 20 ปีข้างหน้า หากวันหนึ่งมีใครออกมาบอกความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น เธอก็พร้อมที่จะรับฟัง

ภาระพิสูจน์การอุ้มหายตกอยู่กับครอบครัว

พรพิมล มุกขุนทด ทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวว่า ปัจจุบันคดีของต้าร์-วันเฉลิมอยู่ในความดูแลของพนักงานอัยการประจำศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีพยานบางส่วนเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งทีมกฎหมายได้ส่งต่อข้อมูลดังกล่าวให้อัยการนำไปประกอบสำนวนคดี

พรพิมลระบุว่า คดีบังคับสูญหายที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ โดยเฉพาะในกัมพูชาและเวียดนาม มีความซับซ้อนสูง เนื่องจากเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุและรวบรวมพยานหลักฐานได้ยาก อีกทั้งญาติยังต้องเผชิญภาระในการพิสูจน์เบื้องต้นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเข้าข่าย “การบังคับให้สูญหาย” จริงไหม รวมถึงต้องอธิบายว่าบุคคลนั้นหายไปอย่างไร และมีความเชื่อมโยงกับรัฐอย่างไร ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของคดีบังคับสูญหาย เนื่องจากรูปแบบของอาชญากรรมประเภทนี้ “จงใจ” กระทำเพื่อปกปิดและอำพรางหลักฐาน ทำให้ยากที่จะหาหลักฐานมายืนยันได้โดยตรง สิ่งที่ภาคประชาสังคมทำได้คือการเผยแพร่ข้อมูล สะท้อนมูลเหตุจูงใจของการหายตัวไป และผลักดันให้รัฐทำหน้าที่เก็บรวบรวมพยานหลักฐานอย่างจริงจัง

เธอกล่าวต่อว่า เป้าหมายหนึ่งของการบังคับให้สูญหายคือการปกปิด อำพราง และทำให้บุคคลเหล่านั้นเลือนหายไปจากความทรงจำของสังคม ซึ่งในกรณีของวันเฉลิม ผู้กระทำอาจคิดว่าตนเองทำสำเร็จ ทว่าหลังวันเฉลิมหายตัวไปกลับทำให้ผู้คนรู้จักเขามากขึ้น ยังคงมีผู้คนที่กลับมารวมตัวกันในงานนี้ทุกปี และยังคอยถามไถ่ถึงเขาอยู่เสมอ

ท้ายที่สุด พรพิมลกล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการทำงานคดีบังคับสูญหาย คือการสร้างสังคมที่ปลอดภัย สังคมที่ไม่มีใครต้องถูกจับกุมหรือถูกพาตัวไปเพียงเพราะมีความคิดเห็น หรือการแสดงออกที่ไม่ตรงกับผู้มีอำนาจ และการจัดกิจกรรมและการพูดถึงผู้ถูกบังคับสูญหายอย่างต่อเนื่องยังคงเป็นภารกิจสำคัญ แม้จะไม่รู้ว่าการต่อสู้นี้จะสิ้นสุดเมื่อใด แต่เมื่อสังคมได้รับรู้ว่าเคยมีผู้คนถูกทำให้สูญหายอย่างไม่เป็นธรรม ความทรงจำเหล่านั้นจะไม่หายไปง่าย ๆ และนั่นคือเหตุผลที่ยังต้องพูดถึงเรื่องนี้ต่อไป

การค้นหาผู้สูญหายคือภารกิจที่ยุติไม่ได้

ภัทรานิษฐ์ เยาดำ เจ้าหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชน สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนเเห่งสหประชาชาติภูมิภาคเอเชียตะวันออกฉียงใต้ (OHCHR) กล่าวว่า แม้พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและอุ้มหาย จะสร้างโครงสร้างรองรับการสอบสวนไว้ค่อนข้างชัดเจน แต่กลับยังไม่เห็นกลไกหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบภารกิจด้านการค้นหาโดยตรง ขณะที่ตามหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ การค้นหาและการสอบสวนต้องดำเนินควบคู่กัน และความไม่คืบหน้าในการสอบสวน หรือแม้แต่การยุติคดี ไม่อาจเป็นเหตุให้รัฐยุติภารกิจการค้นหาได้ ตราบใดที่ยังไม่ทราบชะตากรรมหรือที่อยู่ของผู้สูญหาย

ภัทรานิษฐ์กล่าวว่า การสื่อสารอย่างต่อเนื่องเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความไว้วางใจระหว่างรัฐกับครอบครัวผู้สูญหาย ทั้งในกระบวนการค้นหาและสอบสวน รัฐจำเป็นต้องสื่อสารกับญาติอย่างสม่ำเสมอ ตรงไปตรงมา และตั้งอยู่บนฐานข้อเท็จจริง เพราะเมื่อญาติเชื่อมั่นว่ารัฐดำเนินการอย่างจริงจัง พวกเขาจะมีแนวโน้มเปิดเผยข้อมูลหรือเบาะแสสำคัญมากขึ้น รวมถึงข้อมูลบางอย่างที่อาจเก็บไว้เป็นเวลาหลายสิบปีเพราะไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่รัฐ

เธอกล่าวว่า เมื่อพูดคุยกับครอบครัวของผู้สูญหาย คำถามแรกที่ญาติมักจะถามคือ “รู้หรือยังว่าคนที่ฉันรักอยู่ที่ไหน” นี่จึงเป็นเหตุผลที่สหประชาชาติให้ความสำคัญกับภารกิจการค้นหา ในฐานะภารกิจด้านมนุษยธรรม ซึ่งมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการสอบสวนเพื่อเอาผิดผู้กระทำ

ภัทรานิษฐ์เน้นย้ำว่า หลักสำคัญที่สุดของภารกิจการค้นหาคือ การไม่ตั้งต้นจากสมมติฐานว่าผู้สูญหายเสียชีวิตแล้ว แต่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนที่สุด ภายใต้ข้อสันนิษฐานว่าเขายังมีชีวิตอยู่ และไม่ควรรอให้มีการแจ้งความก่อนจึงค่อยเริ่มปฏิบัติการค้นหา เธอกล่าวว่าทิ้งท้ายว่า หากเราตระหนักว่าคุณค่าของการทำงานนี้ คือการตามหาคนที่เรารัก ตราบใดที่คุณค่านั้นยังคงอยู่ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะหยุดค้นหาหรือหยุดเรียกร้องความจริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...