โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สรุปปมรถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน เมกะโปรเจกต์เดิมพัน 5 รัฐบาล 8 ปีที่เสียไป นับหนึ่งใหม่หรือไปต่อ?

THE STANDARD

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
สรุปปมรถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน เมกะโปรเจกต์เดิมพัน 5 รัฐบาล 8 ปีที่เสียไป นับหนึ่งใหม่หรือไปต่อ?

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) มูลค่า 224,544 ล้านบาท หนึ่งใน 4 เมกะโปรเจกต์ EEC ถูกวางให้เป็นหัวใจเชื่อมการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

แต่จากการเปิดประมูลในปี 2561 โครงการกลับสะดุดยาวจากแรงเสียดทานรอบด้าน ทั้งโควิด-19 เศรษฐกิจชะลอ ปัญหาส่งมอบพื้นที่ การแก้ไขสัญญาหลายระลอก และความล่าช้าในการเดินหน้า ทำให้ตัวเลขผู้โดยสารและรายได้หลุดจากกรอบที่คาดการณ์ไว้

หลังลงนามสัญญา ตลอดเส้นทาง โครงการนี้กลายเป็นเดิมพันถึง 5 รัฐบาล ลากยาวเข้าสู่ปีที่ 8 ปี ตั้งแต่ยุค พล.อ.ประยุทธ์ 1-2 ต่อเนื่องถึงรัฐบาลเศรษฐา และรัฐบาลแพทองธาร จนถึงรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ก่อนหน้านี้ส่งสัญญาณ ‘ไม่เห็นด้วย’ กับร่างแก้ไขสัญญา

ภาพแผนที่แสดงเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินและจังหวัดที่เกี่ยวข้อง 1

ถึงวันนี้โครงการยังไม่ขยับสู่การลงทุนจริงเต็มรูปแบบ และยิ่งทวีแรงกดดัน จากคำถาม การแก้ไขสัญญา แหล่งเงินทุน และความคุ้มค่า จนเดินมาถึง ‘ทางแยก’ สำคัญ ที่ต้องตัดสินใจว่าจะไปต่อหรือไม่ อย่างไร

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

8 ปีที่ผ่านมา เกิดอะไรขึ้นบ้าง

นับจากวันแรกปี 2561 ที่เปิดตัวโครงการ ต่อเนื่องมาจนปี 2562 ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ชนะการประมูลคือบริษัท เอเชีย เอรา วัน หรือกลุ่ม CP ภายใต้สัญญาจะมีการดำเนินการ ภายรูปแบบ PPP Net Cost สัญญาระยะเวลา 50 ปี มูลค่าลงทุนรวมกว่า 224,544 ล้านบาท พร้อมสิทธิบริหารรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์

แต่หลังลงนามไม่นาน การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เปลี่ยนบริบท สมมติฐานตัวเลขผู้โดยสารอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่ภาครัฐก็มีปัญหาการส่งมอบพื้นที่ ทำให้เอกชนยื่นขอแก้ไขสัญญา ต่อมาในช่วงรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ปี 2567 ก็ยอมรับว่า อาจมีการแก้ไขสัญญาโดยต่างฝ่ายต่างเห็นชอบให้แก้ไขสัญญาเพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้

โดยครั้งนั้นกำหนดเงื่อนไข ‘สร้างไปจ่ายไป’ เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง พร้อมให้เอกชนวางหลักประกันเพิ่มราว 160,000 ล้านบาท และแบ่งจ่ายค่าบริหารแอร์พอร์ตเรลลิงก์กว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 7 งวด

อย่างไรก็ตาม ภายหลังเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเข้าสู่รัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ก็ส่งสัญญาณชัดว่า อาจไม่เดินหน้าแก้ไขสัญญาในรูปแบบเดิม

ขณะที่ ล่าสุด ผู้ว่าการ รฟท. ระบุว่า จากการหารือ 3 ฝ่าย ทั้งเอกชน รฟท. และ EEC เอกชนยอมรับว่า “ไม่สามารถจัดหาแหล่งเงินทุนได้ และเมื่อปัจจัยโครงการเปลี่ยนไปมากตามบริบท ความคุ้มค่าการลงทุนก็ลดลง”

จุดเปลี่ยนสำคัญ คือ ความไม่มั่นใจของสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นหัวใจของ PPP ฝั่งเอกชน ทำให้ไม่สามารถระดมทุนได้ตามแผน เมื่อความต้องการเดินทางลดลงหลังโควิด และสมมติฐานโครงการ

บริบทโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้สถาบันการเงินประเมินว่าโครงการอาจ ‘ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน’ ดังนั้น จากการหารือทุกฝ่ายจึงมีแนวทางเบื้องต้น

เปิด 2 ทางเลือก เริ่มใหม่หรือไปต่อ

  • เดินหน้าแก้ไขสัญญาเดิม เพื่อให้เอกชนรายเดิมสามารถระดมทุนและเริ่มก่อสร้างต่อ
  • ยุติสัญญาและเปิดประมูลใหม่ทั้งหมด เพื่อคัดเลือกเอกชนรายใหม่เข้ามาดำเนินโครงการ

อย่างไรก็ดี มีการรายงานว่า หากเลือกแนวทางที่สอง อาจไม่กระทบเฉพาะรถไฟความเร็วสูงโครงการนี้ แต่จะส่งผลต่อโครงสร้างโครงการอื่นๆใน EEC ทั้งระบบ เช่น เมืองการบินอู่ตะเภา แอร์พอร์ตเรลลิงก์ และโครงข่ายรถไฟเชื่อมต่ออื่น ๆ ที่ยังมีอีกหลายโครงการกำลังพัฒนา

ปัจจัยสำคัญของปัญหานี้อยู่ที่ ’ความคุ้มค่าทางการเงิน’ และ ’ความสามารถในการจัดหาเงินทุน’ เพื่อเดินหน้า PPP แต่เมื่อความต้องการเดินทางเปลี่ยนไปหลังโควิด และต้นทุนความเสี่ยงเพิ่มขึ้น สถาบันการเงินจึงไม่มั่นใจในการปล่อยกู้ ทำให้โครงการ ’ไปต่อได้ยาก’

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังมีแนวทางปรับแผนรองรับ หากโครงการไม่สามารถเดินหน้ารูปแบบเดิมได้ โดยอาจปรับลดความเร็วจากรถไฟความเร็วสูงเป็นรถไฟความเร็วปานกลาง เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสความเป็นไปได้ในการลงทุน

ท้ายที่สุด โครงการยังอยู่ระหว่างการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยมีโจทย์สำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่าง ‘ความคุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจ’กับ ‘ความต่อเนื่องของการพัฒนา EEC’ เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานหลักของประเทศสามารถเดินหน้าต่อได้

ภาพแผนที่แสดงเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินและจังหวัดที่เกี่ยวข้อง 2

จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะเดินหน้าต่อหรือไม่ หรือแนวทางควรเป็นอย่างไร

อย่างไรก็ตาม มีทางออกแนวทางหลัก 2 ทางเลือก คือ การปรับสัญญา เพื่อให้สามารถใช้วิธีก่อสร้างไปแล้วและทยอยจ่ายเงินให้กับเอกชน หรือ อีกทางเลือกหนึ่ง หากไม่สามารถดำเนินการต่อได้ อาจต้องนำไปสู่การพิจารณา เลือกสัญญาใหม่

เล็งปรับรูปแบบจากความเร็วสูงเกิน 250 กม./ชั่วโมง เป็นความเร็วปานกลาง

จุฬา ระบุว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินมีความสำคัญต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อย่างมาก แต่ยอมรับว่า ในขณะนี้ยังมีปัญหาในเรื่องของโครงสร้างทางการเงิน เนื่องจากเป็นโครงการลงทุนสูง

“โดยเฉพาะการที่โครงการไม่สามารถจัดหาเงินกู้จากสถาบันการเงินได้ ทำให้การเดินหน้าโครงการติดขัด และอาจจำเป็นต้องมีการทบทวนแนวทางการดำเนินโครงการใหม่”

ประกอบกับ ในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา มีความพยายามที่จะเดินหน้าโครงการภายใต้สัญญาเดิม แต่ยังติดข้อจำกัดด้านการเงิน กฎหมายต่างๆ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ส่งผลให้โครงการล่าช้า วันนี้ต้องพิจารณาทางออกใหม่ ว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร

เมื่อถามว่า กรณี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดูแล EEC เองนั้น จุฬามองว่า หากระดับนโยบายเข้ามากำกับโดยตรง จะช่วยให้การดำเนินงานในกลไกของ EEC มีความรวดเร็วมากขึ้น

เนื่องจากโดยปกติการพิจารณาโครงการจะสิ้นสุดที่บอร์ด EEC ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานอยู่แล้ว แต่บางกรณียังต้องเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกขั้นตอน ทำให้เกิดความล่าช้า

“หากประธานบอร์ดหรือผู้กำหนดนโยบายเข้ามาดูในรายละเอียด ก็จะช่วยให้กระบวนการตัดสินใจเร็วขึ้น”

จุฬาระบุ ทิ้งท้ายว่า “หากโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ตามสัญญาเดิม อาจต้องพิจารณาทางเลือกอื่นเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงถึงสนามบินอู่ตะเภา”

โดยอาจมีการปรับลดรูปแบบจากรถไฟความเร็วสูงเป็นรถไฟความเร็วปานกลาง วิ่งได้ประมาณ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แทนความเร็วสูงที่เกิน 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อช่วยลดต้นทุนและทำให้โครงการสามารถเดินหน้าได้ในที่สุด

ท้ายที่สุด คำถามถึงค่าเสียโอกาส สัญญาที่สามารถทำได้ แหล่งเงินทุน จะมาจากไหน แนวทางทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบอร์ด EEC

โดยคาดใช้เวลารวบรวมรายละเอียด เพื่อชี้ชะตาเมกะโปรเจกต์ภายใน 2 เดือน จึงจะได้ข้อสรุปว่าควรไปต่อหรือพอแค่นี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...