คดีไม่คืบ ป้าร้องจำนำกระบะ จะไถ่คืน นายทุนบุรีรัมย์ อ้างชำแหละแล้ว เสนอขายรถสวมทะเบียน
คดีไม่คืบ ป้าสุดช้ำจำนำกระบะ จะไปไถ่คืน นายทุนบุรีรัมย์ อ้างชำแหละแล้ว เสนอขายรถสวมทะเบียน แต่ต้องจ่ายเพิ่มอีก 1.2 แสนบาท บอกรู้จักนายตำรวจ เศร้าต้องผ่อนกุญแจ
วันที่ 23 พ.ค. 2569 นางประจักษ์ ศรีภู่ อายุ 57 ปี เจ้าของร้านเฟอร์นิเจอร์ไม้ ใน อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ พร้อมนายปุญพัฒน์ ลัทธิวาจา ลูกชาย และนายบัญชา ยอดอินทร์ ลูกเขย ออกมาร้องขอความช่วยเหลือ
โดยอ้างว่าเมื่อต้นเดือน ต.ค.68 ได้นำรถยนต์ที่ซื้อดาวน์ในชื่อลูกชาย ให้ลูกสาวและลูกเขยนำไปใช้งานขนส่งเฟอร์นิเจอร์ ก่อนไปจอดค้ำประกันเงินกู้กับนายทุนรายหนึ่งในตัวเมืองบุรีรัมย์ จำนวน 45,000 บาท
"หลังจากนั้นยังไม่ครบ 3 เดือนได้ไปขอไถ่รถยนต์คืน แต่นายทุนกลับบ่ายเบี่ยงไม่ยอมให้ไถ่คืน สุดท้ายบอกว่ารถถูกชำแหละไปแล้ว หากอยากได้รถจะหารถสวมทะเบียนให้ แต่ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 120,000 บาท แต่พอปฏิเสธเพราะไม่อยากได้รถผิดกฎหมาย หลังจากนั้นพยายามไปขอไถ่คืนหลายครั้งเขาก็ยังพูดเหมือนเดิม"
นางประจักษ์ กล่าวต่อว่า กระทั่งกลางเดือน ก.พ.69 ตัดสินใจไปแจ้งความที่ สภ.เมืองบุรีรัมย์ ทางพนักงานสอบสวนได้นัดไปเจรจาไกล่เกลี่ยกันที่โรงพัก แต่ฝั่งนายทุนไม่ยอมไป จนตอนนี้เรื่องก็ยังเงียบ
นางประจักษ์ กล่าวว่า ตนดาวน์รถยนต์กระบะมาเพื่อให้ลูกสาวลูกเขยใช้ประกอบอาชีพ โดยตนเป็นคนค้ำ แต่ช่วงที่ขาดสภาพคล่องเรื่องการเงิน จึงไปกู้ยืมเงินนายทุนรายหนึ่งในตัวเมืองบุรีรัมย์ 45,000 บาท มีการทำสัญญากู้ยืม โดยนายทุนเก็บเอาไว้ แต่ถูกหักดอกเบี้ยล่วงหน้า 4,500 บาท และค่าจอดอีก 1,500 บาท จึงได้รับเงินสดมาเพียง 39,000 บาท
นางประจักษ์ กล่าวต่อว่า นายทุนให้นำรถยนต์ไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน และคิดดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อเดือน แต่ไม่ได้กำหนดว่าจะไปไถ่วันไหน โดยต้องจ่ายดอกเบี้ยเดือนละ 4,500 บาทจนกว่าจะมีเงินต้นไปไถ่ ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจ เพราะนายทุนรายดังกล่าวก็คุ้นเคยกันกับครอบครัว เพราะก่อนหน้านี้ลูกเขยเคยไปเตะบอลให้ทีมเขาชนะหลายครั้ง
นางประจักษ์ กล่าวอีกว่า ไม่คิดว่าพอติดต่อจะขอไถ่รถคืนเขากลับบ่ายเบี่ยง จนล่าสุดบอกว่ารถถูกชำแหละไปแล้ว ถ้าอยากได้รถ เขาจะสวมทะเบียนรถคันอื่นให้ ทั้งบอกให้เอาเงินไปวางอีก 60,000 บาทด้วย
นางประจักษ์ กล่าวต่อว่า ตนยืนยันกับนายทุนว่า ไม่เอารถสวมทะเบียนเพราะมันผิดกฎหมาย อยากได้รถคันเดิมคืน ซึ่งภรรยานายทุนก็ย้ำว่านี่เป็นข้อเสนอให้เลือก แต่ถ้าอยากได้รถคันเดิมคืนเป็นไปไม่ได้ เพราะถูกชำแหละไปแล้ว แต่ถ้าตกลงจะเอารถที่สวมทะเบียนจะคิดราคา 120,000-150,000 บาท เบื้องต้นต้องวางเงินก่อน 60,000 บาท พอได้รถก็จ่ายเพิ่มอีก
นางประจักษ์ กล่าวอีกว่า พอตนถามกลับไปว่าแล้วป้าจะเชื่อใจได้ยังไง ในเมื่อไม่มีหลักฐานอะไรสักอย่างเลย แล้วรถที่เอาไปวางค้ำเงินกู้ไว้ยังไม่ได้คืนเลย เมียนายทุนก็ไม่พอใจไล่ตะเพิดป้ากับลูกออกจากบ้านเขา โดยใช้คำพูดว่า “พวกอีจนออกไปจากบ้านกูไป” ป้าก็พูดกลับไปว่าทำไมพูดแบบนั้น ถ้าป้ามีเงินก็คงไม่มากู้เงินแล้วเอารถมาวางค้ำประกัน จนเกิดการโต้เถียงกันไปมา
นางประจักษ์ กล่าวต่อว่า พอออกจากบ้านเขาแล้ว ก็โทรไปหาสามีเขาซึ่งเป็นนายทุนที่ปล่อยเงินกู้ เพราะตอนคุยกับเมีย เขาก็นั่งอยู่ข้างใน แต่ไม่ยอมออกมาคุย ก็พยายามอ้อนวอนเขาว่าป้าขอไถ่รถคืนได้มั้ยสงสารป้าหน่อย เพราะต้องผ่อนกุญแจเปล่า แต่ไม่มีรถไปใช้งานเดือดร้อนมาก
นางประจักษ์ กล่าวอีกว่า สามีที่เป็นนายทุนกลับอ้างว่าลูกเขยป้าไถ่ออกไปแล้วตั้งแต่วันที่ 7 พ.ย.68 ซึ่งไม่เป็นความจริง นายทุนยังอ้างว่ารู้จักกับนายตำรวจ จึงเกรงจะไม่ได้รับความเป็นธรรม หากไม่ได้รับความเป็นธรรมก็จะไปร้องเรียนกับนักกฎหมายและหน่วยงานอื่นต่อไป
ด้านนายบัญชา ยอดอินทร์ ลูกเขยป้าประจักษ์ กล่าวว่า หลังจากที่ถูกนายทุนเบี้ยว ไม่ยอมให้ไถ่รถคืนก็ลำบากมาก ทั้งไม่มีรถบรรทุกเฟอร์นิเจอร์ไม้ไปส่งให้กับลูกค้า และต้องไปเช่ารถทำงานและส่งลูกไปโรงเรียน ก็อยากได้รถคืน ที่กล้าเอารถยนต์ไปวางค้ำประกันเงินกู้เพราะเชื่อใจ เนื่องจากก่อนหน้านี้เวลาหมุนเงินไม่ทันก็จะไปกู้เงินกับเขา เพราะหลายคนก็จะรู้ว่าที่นี่ปล่อยเงินกู้
นายบัญชา กล่าวต่อว่า เคยเอารถจักรยานยนต์ไปจอดค้ำประกันเงินกู้ก็ไม่เคยมีปัญหา เวลามีเงินก็ไปไถ่คืน และตนเคยเตะฟุตบอลในนามทีมเขาก็คุ้นเคยกัน ไม่คิดว่าเขาจะกล้าโกงเอารถไป แถมยังกล่าวหาใส่ร้ายว่าตนไปไถ่รถยนต์คืนแล้ว ซึ่งไม่เป็นความจริง จึงวอนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ความเป็นธรรมและช่วยเหลือด้วย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คดีไม่คืบ ป้าร้องจำนำกระบะ จะไถ่คืน นายทุนบุรีรัมย์ อ้างชำแหละแล้ว เสนอขายรถสวมทะเบียน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th