โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โค้งสุดท้ายบอลโลกทุนนิยม เมื่อเม็ดเงินสำคัญกว่า นักเตะและผลการแข่งขัน

TODAY

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TODAY

เสียงนกหวีดในสนามดังขึ้น อีกเพียงไม่กี่วัน คนทั้งโลกก็จะได้เป็นศักขีพยานร่วมกันว่า ทีมชาติใดจะก้าวขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุดของการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026

จะเป็นทีมที่เกมรุกไร้จุดอ่อนอย่างฝรั่งเศส ทีมที่เกมรับสมบูรณ์แบบอย่างสเปน หรือ ลีโอเนล เมสซี่ (Leonel Messi)จะเนรมิตแชมป์ให้อาร์เจนตินาอีกสมัย

อย่างไรก็ดี ยิ่งฟุตบอลโลก 2026 เข้าใกล้นัดชิงมากเท่าไหร่ ข้อถกเถียงมากมายก็ยิ่งดังขึ้นไม่แพ้เสียงเชียร์ในสนาม ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา แฟนบอลไม่ได้พูดถึงแค่ลูกยิงสุดสวยหรือแท็กติกของโค้ชแต่ละประเทศ

ทว่ายังวิจารณ์โปรแกรมเตะสุดถี่ที่นักฟุตบอลต้องเดินทางข้าม 3 ประเทศ 16 เมือง สภาพอากาศที่บ้างก็ร้อนจัด บางนัดก็เลื่อนเพราะมีพายุ การทำหน้าที่ของผู้ตัดสินวีเออาร์ รวมถึงคำตัดสินนอกสนามที่ถูกตั้งคำถามจากทั้งโลก

ฟุตบอลโลกซึ่งมีชาติเจ้าภาพอย่างสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโกครั้งนี้อาจเป็นมหกรรมกีฬาที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ มียอดผู้ชมมากที่สุด เมื่อเทียบกับฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมา ทั้งยังเป็นฟุตบอลโลกที่มีการนำเทคโนโลยีที่ดีที่สุดมาใช้ เพื่อให้ผลการแข่งขันบริสุทธิ์ยุติธรรม ไร้ข้อโต้แย้ง

จนแล้วจนรอด มันกลายเป็นทัวร์นาเมนต์ที่มีข้อถกเถียงมากที่สุดครั้งหนึ่ง มีการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในยุคที่เต็มไปด้วยการตรวจสอบ เป็นทัวร์นาเมนต์ที่อาจทำลายสิ่งแวดล้อมมากที่สุด และเหนือสิ่งอื่นใด มันทำลายสุขภาพนักกีฬา รวมถึงความน่าเชื่อถือของผู้จัดอย่างตัวฟีฟ่าเอง

ถึงวันนี้ โลกทุนนิยมเปลี่ยนฟุตบอลโลก 2026 ไปแล้วอย่างไรบ้าง ข้างล่างคือคำตอบ…

เปิดโอกาสให้ประเทศหน้าใหม่หรือเปิดรายได้ให้ฟีฟ่า?

นี่คือครั้งแรกของฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ที่มีชาติเข้าร่วมมากถึง 48 ประเทศ ฟีฟ่าย้ำชัดว่า การเพิ่มจาก 32 ทีม เป็น 48 ทีม คือการเปิดพื้นที่ให้ชาติเล็กๆ มีโอกาสสัมผัสเวทีฟุตบอลโลกมากขึ้น

ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า อย่าง จานนี อินฟันตีโน (Gianni Infantino) ให้สัมภาษณ์อยู่เสมอว่า ‘ฟุตบอลโลกยุคใหม่’ จะช่วยให้หลายชาติได้ ‘Dream, Participate and Improve’ หรือ ‘ได้ฝัน ได้แข่งขัน และได้พัฒนา’

ความตั้งใจอันดีที่ปรากฏในถ้อยคำของนายใหญ่แห่งฟีฟ่า นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่าง จากการฟาดแข้ง 64 แมตช์ตลอดทัวร์นาเมนต์ เพิ่มขึ้นเป็น 104 แมตช์ และนั่นหมายถึงพื้นที่โฆษณาที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดที่มีมูลค่าสูงขึ้น สปอนเซอร์มีเวลาปรากฏบนหน้าจอมากขึ้น

ถึงขั้นมีการวิเคราะห์ว่า รายรับของฟีฟ่าช่วงปี 2023-2026 จะพุ่งสูงกว่า 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงปี 2019–2022 ประมาณ 5.43 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 72 เปอร์เซ็นต์

ทั้งหมดนี้อาจเป็นเพียงผลพลอยได้ของการเปิดโอกาสให้ประเทศเล็กๆ หรืออาจเป็นโมเดลธุรกิจอันแยบยลที่ผู้คิดค้นต้องการกวาดรายรับให้ได้มากที่สุด ผู้ชมอย่างเราคงไม่สามารถฟันธงคำตอบ แต่เชื่อเถอะว่าฟีฟ่ารู้ความจริงเรื่องนี้ดีที่สุด

นักเตะเหนื่อย โลกร้อน… แต่ก็แข่งไหวนี่นา

ก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬาออกมาเตือนตรงกันว่า หลายเมืองเจ้าภาพมีความเสี่ยงเผชิญสภาพอากาศร้อนเกินกว่าระดับที่สหภาพนักฟุตบอลอาชีพโลก (FIFPRO) แนะนำให้เริ่มใช้มาตรการป้องกัน ฟีฟ่าจึงแก้ปัญหาด้วยการกำหนดให้ทุกแมตช์มี ‘Hydration Break’ ประมาณ 3 นาทีในช่วงกึ่งกลางของครึ่งเวลาแรกแ ละครึ่งเวลาหลัง (ราวนาทีที่ 22 และ 67)

จานนี อินฟันตีโน ยืนยันว่า “Hydration breaks are purely sporting, not commercial.” หรือก็คือ “Hydration Break มีขึ้นเพื่อเหตุผลทางด้านการกีฬาล้วนๆ ไม่ใช่เพื่อการโฆษณา”

แต่อีกด้านหนึ่ง สำนักข่าว Reuters กลับเรียกช่วงพักนี้ว่า ‘Lucrative Opportunity for Broadcasters (โอกาสฟันกำไรของผู้ถือลิขสิทธิ์)’ เพราะการหยุดเกมในเวลาที่ถูกกำหนดไว้แน่นอน ย่อมเอื้อให้ผู้ถือลิขสิทธิ์สามารถวางแผนขายโฆษณาได้อย่างแม่นยำ ตั้งแต่ก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มต้น

นอกจากนี้ หลายฝ่ายยังมองว่า หากฟีฟ่าตั้งใจให้ช่วงพักดื่มน้ำเป็นไปเพื่อการแข่งขันฟุตบอลอย่างแท้จริง การกำหนดเวลาที่แน่นอน 3 นาทีอาจไม่ตอบโจทย์ เพราะในวันที่อุณหภูมิไม่สูงกว่าเกณฑ์ การปล่อยให้เกมดำเนินต่อไปโดยไม่มี Hydration Break อาจช่วยให้การแข่งขันลื่นไหลมากกว่า

ขณะที่ในวันที่นักเตะถูกคลื่นความร้อนเล่นงานจนร่างกายทนไม่ไหว การยอมให้นักเตะพักมากกว่า 3 นาทีก็อาจเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล แต่ก็อย่างที่เรารู้กันว่า ทั้งสองวิธีไม่ใช่แนวทางที่ฟีฟ่าเลือกใช้ในฟุตบอลโลกหนนี้

เราอาจไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่า การพักดื่มน้ำถูกออกแบบขึ้นเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า แต่ถึงตรงนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า มาตรการที่อ้างว่า ‘เพื่อสุขภาพ’ กำลังสร้างมูลค่าทางธุรกิจมหาศาล

เมื่อโลกร้อนขึ้น ฟุตบอลกลับเลือกให้นักเตะปรับตัว แทนที่จะปรับโมเดลการแข่งขันของตัวเอง…

ทำนาบนหลังนักฟุตบอล?

“นักเตะในทีมป่วย หลายคนไอ มีไข้ ผมคิดว่าคงเป็นเพราะการเดินทาง เครื่องปรับอากาศ ความกดดัน และความเหนื่อยล้าสะสม”

นี่คือคำสัมภาษณ์ของ สเตล โซลบัคเคน (Ståle Solbakken) หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาตินอร์เวย์ หลังเกมฟุตบอลโลกที่ลูกทีมหลายคน รวมถึงกองหน้าตัวเก่งอย่าง ยอร์เกน สแตรนด์ ลาร์เซน (Jørgen Strand Larsen)มีอาการป่วยระหว่างการแข่งขัน

คำพูดของโค้ชชาวนอร์เวย์สะท้อนสิ่งที่หลายฝ่ายกังวลมาตั้งแต่ต้น นั่นคือการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้ทดสอบแค่ฝีเท้าของนักเตะ หากยังทดสอบ ‘ขีดจำกัด’ ของร่างกายพวกเขาด้วย

ฟุตบอลโลก 2026 ถูกจัดขึ้นใน 16 เมือง ของ 3 ประเทศ ไล่ตั้งแต่เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา ไปจนถึงแคนาดา แต่ละเมืองมีทั้งสภาพภูมิอากาศ ระดับความสูง และเขตเวลาที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้บางทีมต้องลงเล่นท่ามกลางอากาศร้อนจัด ก่อนที่ในอีกไม่กี่วันก็ต้องเดินทางหลายพันกิโลเมตร เพื่อแข่งขันในอีกประเทศ

ยิ่งเวลาผ่านไป ความเหนื่อยล้าสะสมยิ่งมากขึ้น พร้อมกับที่การเดินทาง การขนส่ง และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มากขึ้นไปเรื่อยๆ หลายงานศึกษาประเมินว่า ฟุตบอลโลกครั้งนี้อาจปล่อยคาร์บอนสูงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ในมุมหนึ่งจึงสรุปได้เป็นวงจรอันแปลกประหลาดว่า

โลกยิ่งร้อน → นักเตะยิ่งต้องรับมือกับสภาพอากาศที่รุนแรง → ฟุตบอลโลกยิ่งขยายการแข่งขัน → การเดินทางเพิ่ม → ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น → โลกยิ่งร้อนกว่าเดิม

คำถามคือ หากวงจรนี้ยังดำเนินต่อไป นักฟุตบอลจะต้องเอาชนะขีดจำกัดของร่างกายตัวเองอีกมากแค่ไหน และเพราะเหตุใด ทั้งที่โลกกำลังร้อนขึ้นทุกวัน ฟุตบอลถึงยังเลือกเติบโตในรูปแบบที่นอกจากจะไม่ช่วยแก้ไข ยังซ้ำเติมปัญหา โดยมีนักฟุตบอลเป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่ต้องวิ่งพล่านในสนามกลางแจ้งเพื่อจ่ายต้นทุน

มากไปกว่านั้น รายงานติดตามนักฟุตบอลอาชีพในฤดูกาล 2023/24 ของ FIFPRO ยังตอกย้ำภาพเดียวกันว่า 54% ของผู้เล่นที่ศึกษา กำลังเผชิญภาระการแข่งขันในระดับที่สูงเกินไป ปฏิทินการแข่งขันที่อัดแน่น และไม่มีช่วงพักฟื้นขั้นต่ำกำลังกระทบทั้งสุขภาพ และประสิทธิภาพของนักเตะในระยะยาว

นั่นทำให้คำถามไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในฟุตบอลโลกหนนี้ เพราะแท้จริงแล้ว อาจไม่ได้มีแค่มหกรรมฟุตบอลโลกที่ต้องการผลกำไรสูงสุด แต่อุตสาหกรรมฟุตบอลทั้งระบบ ต่างต้องการใช้ประโยชน์จากร่างกายของนักเตะชุดเดียวกันเป็นต้นทุนในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

และเมื่อทุกองค์กรต่างมี ‘ความต้องการ’ เป็นของตัวเอง โปรแกรมแข่งขันก็จะยิ่งถูกเติมเข้าไปเรื่อยๆ พร้อมเหตุผลต่างๆ นานาที่อ้างว่า ‘สำคัญ’ กว่าสิ่งแวดล้อม และชีวิตความปลอดภัยของนักกีฬา

ความยุติธรรมสำคัญน้อยกว่าอำนาจเงิน?

ฟุตบอลอาจเป็นกีฬาที่มีเทคโนโลยีช่วยตัดสินมากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก VAR กล้องความละเอียดสูง ระบบจับล้ำหน้าแบบกึ่งอัตโนมัติ ไปจนถึงเซ็นเซอร์ในลูกฟุตบอล ต่างถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้ผลการแข่งขันแม่นยำและโปร่งใส ทว่าแม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้ามากเพียงใด ความเชื่อมั่นของผู้ชมกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

หลายชาติที่เข้าร่วมฟุตบอลโลกครั้งนี้ ล้วนยื่นเรื่องร้องเรียนต่อฟีฟ่าในประเด็นที่แตกต่างกัน อาทิ สมาคมฟุตบอลอียิปต์ยื่นหนังสือประท้วงการทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน VAR หลังจบเกมรอบน็อกเอาต์ที่พ่ายต่ออาร์เจนตินาไป 3 ประตูต่อ 2 พร้อมกับที่โลกโซเชียลมีกระแสทฤษฎีสมคบคิดว่า ฟีฟ่าต้องการให้อาร์เจนตินาเข้ารอบให้ลึกที่สุด เพราะการมีเมสซี่อยู่ในทัวร์นาเมนต์เป็นการการันตียอดผู้ชมที่มีประสิทธิภาพ

อีกหนึ่งการตัดสินใจที่ชวนสับสนที่สุด คือการที่ฟีฟ่าประกาศยกเลิกโทษแบนของกองหน้าตัวเก่งชาวสหรัฐฯ อย่าง โฟลาริน บาโลกัน (Folarin Balogun) จนสมาคมฟุตบอลเบลเยี่ยม ทีมคู่แข่งออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง เพราะการยกเลิกโทษแบนลักษณะนี้เป็นการตีความกฎที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเมื่อมันเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา ผู้เป็นชาติเจ้าภาพ จึงไม่แปลกที่ทั่วทั้งโลกจะเคลือบแคลงสงสัยถึงความเป็นธรรม

สื่อบางเจ้าวิเคราะห์ว่า ฟีฟ่าต้องการใช้เรื่องนี้เอาใจสหรัฐฯ เพราะอยากให้ประเทศมหาอำนาจแห่งนี้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกอีกครั้งในปี 2038 ทว่านี่ก็เป็นข้อสันนิษฐานที่ไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นของเหตุการณ์นี้ คือการที่แฟนบอลจำนวนไม่น้อยพร้อมใจเชียร์ทีมชาติเบลเยี่ยมโดยไม่ได้นัดหมาย เพราะไม่ต้องการให้ทีมที่ได้อานิสงส์จากความอยุติธรรมเป็นฝ่ายชนะ ขณะเดียวกัน นักเตะและสตาฟฟ์ทีมชาติสหรัฐฯ ก็ตกเป็นเป้าความไม่พอใจ ทั้งที่พวกเขาไม่ได้มีส่วนในการตัดสินใจดังกล่าวเลยด้วยซ้ำ

ท้ายที่สุดจึงไม่มีฝ่ายใดได้ประโยชน์ ฟีฟ่าถูกตั้งคำถาม สหรัฐฯ ถูกมองด้วยสายตาเคลือบแคลง แฟนบอลสูญเสียความเชื่อมั่น พลางสงสัยว่า กฎเดียวกันถูกบังคับใช้กับทุกทีมจริงหรือไม่

กรณีของโฟลาริน บาโลกันเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า ในยุคที่ฟุตบอลใช้เทคโนโลยีและมีการตรวจสอบมากที่สุด ความน่าเชื่อถือของการแข่งขันยังคงเป็นสิ่งที่เปราะบางที่สุดเช่นกัน

48 ทีมยังไม่พอ?

แม้ฟุตบอลโลก 2026 จะยังไม่จบ แต่ฟีฟ่าเริ่มหารืออนาคตของการแข่งขันครั้งต่อไปแล้วเรียบร้อย โดยหนึ่งในข้อเสนอที่สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด คือแนวคิดขยายฟุตบอลโลกปี 2030 จาก 48 ทีม เป็น 64 ทีม

แนวคิดดังกล่าวยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ข้อสรุปยังอีกยาวไกล แต่การยอมรับว่าจะนำข้อเสนอนี้มาหารือก็เพียงพอให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า ฟุตบอลโลกยังจำเป็นต้องใหญ่ขึ้นอีกหรือ

ขณะเดียวกัน สำนักข่าว CNBC ยังรายงานอีกหนึ่งประเด็นร้อน ที่หากเกิดขึ้นจริง เงินคงสะพัดจนต้องร้องว่า ‘รวยไม่ไหวแล้ว’ นั่นคือ ฟีฟ่าเตรียมเปิดรับข้อเสนอจากแพลตฟอร์มสตรีมมิงระดับโลกสำหรับลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกปี 2030 และ 2034 ทั้งเน็ตฟลิกซ์ ดิสนีย์ ยูทูป อเมซอน และแอปเปิ้ล

ซึ่งแน่นอนว่า แต่ละรายย่อมมาพร้อมข้อเสนอระดับหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแย่งสิทธิ์การถ่ายทอดสดมหกรรมกีฬาที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลก

คงไม่มีใครปฏิเสธว่าฟุตบอลโลกควรเติบโต การแข่งขันระดับนี้ย่อมต้องใช้เงินมหาศาลในการจัดงาน อีกทั้งรายได้ที่เพิ่มขึ้นก็สามารถนำกลับไปใช้พัฒนาวงการฟุตบอลในอีกหลายประเทศ แต่ตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก 2026 คำถามที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ คือการเติบโตนั้นกำลังแลกมาด้วยอะไร

เมื่อจำนวนทีมเพิ่มขึ้น จำนวนแมตช์เพิ่มขึ้น การเดินทางเพิ่มขึ้น ภาระของนักเตะเพิ่มขึ้น ตลอดจนข้อถกเถียงเรื่องความน่าเชื่อถือของการแข่งขันเองก็เพิ่มขึ้น สิ่งเหล่านี้คุ้มค่าจริงหรือไม่กับตัวเลขดอลลาร์ที่ได้มา

ในโลกทุนนิยม เงินอาจเป็นหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่ในโลกลูกหนัง ผู้กุมอำนาจไม่ควรปล่อยให้เม็ดเงินอยู่เหนือความยุติธรรมของการแข่งขัน และสุขภาวะของนักฟุตบอล

อีกไม่กี่วัน เราจะรู้ว่าใครคือแชมป์โลก แต่กว่าจะรู้ว่า ‘ฟุตบอลโลกยุคทุนนิยม’ ได้พรากอะไรไปบ้าง คำตอบอาจมาในวันที่ช้าเกินไป

อ้างอิง

reuters.com

inside.fifa.com

reuters.com

media.fifpro.org

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...