"พริษฐ์" ซัด "ภูมิใจไทย" ฉวยโอกาสคำวินิจฉัยคลุมเครือ ตัดการมีส่วนร่วมประชาชน ถามมีธงเลือกตั้งสสร.อยู่แล้วใช่หรือไม่
">
วันที่ 22 มิ.ย.2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน และประธานวิปฝ่ายค้าน โพสต์เฟซบุ๊ก “พริษฐ์ วัชรสินธุ – ไอติม – Parit Wacharasindhu” เรื่อง “เหตุผลที่ต้องรีบปฏิเสธข้อมูลใหม่จากผลการหารือประธานศาลรัฐธรรมนูญ เพราะมีธงอยู่แล้วใช่หรือไม่ ระบุว่า
" ต้องการฉวยโอกาสจากคำวินิจฉัยที่คลุมเครือ เพื่อตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้ง สสร.?” เนื้อหาระบุว่า เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทาง กมธ. สส.-สว. ได้หารือกับประธานและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยได้รับคำอธิบายว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 18/2568 ที่ระบุว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” หมายความถึงการห้ามไม่ให้ประชาชนเลือกตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่ไม่ได้ห้ามหรือตัดสิทธิประชาชนในการเลือกตั้ง สสร. โดยตรง (โดยมี กมธ. ยกร่าง ที่ถูกแต่งตั้งโดย สสร. อีกทีหนึ่ง)
เมื่อ สสร. เลือกตั้ง มีโอกาสจะไปต่อได้ สิ่งที่ผมหวังจะเห็นคือการที่พรรคการเมืองทุกพรรคที่เคยประกาศสนับสนุน สสร. เลือกตั้ง (ก่อนคำวินิจฉัยศาลออกมา) หันมาหารือร่วมกันถึงแนวทางดังกล่าว
แต่ผ่านไปไม่ถึง 2 วัน สิ่งที่เรากลับเห็นคือแกนนำพรรคภูมิใจไทย 3 คน เรียงคิวกันออกมารีบปัดตกข้อมูลใหม่ดังกล่าวทันทีด้วยสารพัดเหตุผล เพื่อปิดประตูใส่ การมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง
1. ผมทราบดีว่าทั้ง 3 ท่านไม่ต้องการทำอะไรที่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แต่ผมเชื่อว่าทั้ง 3 ท่านก็ทราบดี ว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีความคลุมเครือและไม่มีหลักการประชาธิปไตยอ้างอิง – ดังนั้น คำอธิบายที่เราได้รับเพิ่มเติมจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็เป็นการเพิ่มความชัดเจนว่าอะไรที่ขัดหรือไม่ขัดคำวินิจฉัย และการเดินหน้าตามคำอธิบายดังกล่าว ก็ไม่ควรที่จะขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
2. หากทั้ง 3 ท่าน จะอ้างว่าคำอธิบายดังกล่าว เป็นความเห็นส่วนตัวของประธานศาลรัฐธรรมนูญ หรือตุลาการเพียงบางคน ผมก็ต้องย้ำ (ตามที่ผมได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อไปแล้วตั้งแต่วันศุกร์) ว่าทางประธานศาลรัฐธรรมนูญได้ย้ำชัดตอนเริ่มประชุม ว่าคำอธิบายของเขา ไม่ใช่การอธิบายความเห็นส่วนตัวของเขา (เนื่องจากในคำวินิจฉัยส่วนตนของเขา เขาไม่ได้วินิจฉัยข้อห้ามใดๆเรื่องการเลือกผู้ร่างโดยตรง) แต่เป็นการอธิบายความเห็นของ “ที่ประชุมร่วมกันของตุลาการทุกคน” ก่อนจะออกคำวินิจฉัยกลางดังกล่าว – หากไม่เชื่อมั่นคำพูดผม ท่านลองถาม สส. พรรคภูมิใจไทย ที่ร่วมประชุมอยู่ด้วยก็ได้
3. หากทั้ง 3 ท่าน จะอ้างว่าผมเคยได้ข้อสรุปจากการหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญในปี 2567 ว่าทำประชามติแค่ 2 รอบได้ แต่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในปี 2568 กลับบอกให้ทำ 3 ครั้ง ผมเห็นว่าท่านต้องทบทวนข้อเท็จจริงกันดีๆ แทนที่จะประสานเสียงกันในข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อน
หลังผมหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญในปี 2567 ข้อสรุปที่ได้คือเราสามารถเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยทำประชามติเพียง 2 รอบ (โดยตอนนำเสนอรายละเอียดดังกล่าวต่อคณะกรรมการของประธานรัฐสภา ผมก็ได้ย้ำว่าในการทำประชามติรอบแรก เราอาจจะต้องถาม 2 คำถาม ซึ่งจะเท่ากับการทำประชามติทั้งหมด 3 คำถามใน 2 รอบ (รอบแรก = 2 คำถาม / รอบสอง = 1 คำถาม))
พอศาลมีคำวินิจฉัย 18/2568 คำวินิจฉัยดังกล่าวก็ระบุชัดว่าทำประชามติเพียง 2 รอบได้ (โดยรอบแรกจะต้องมี 2 คำถาม + รอบสองที่มี 1 คำถาม) ซึ่งก็ตรงกับข้อสรุปจากการหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญ
ในทางกลับกัน หากย้อนไปก่อนคำวินิจฉัย สังคมคงจำได้ว่าพรรคภูมิใจไทยออกมาย้ำตลอดในช่วงนั้น ว่าจะต้องทำประชามติ 3 ครั้งแยกกันเท่านั้น ถึงขั้นเดินออก (walk out) จากห้องประชุมสภาใน ก.พ. 68 ก่อนจะยอมกลับมาร่วมพิจารณาในที่ประชุมสภาใน มี.ค. 68 ซึ่งมีมติส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ
หากวันนั้น เรายอมทำตามความเชื่อของภูมิใจไทย และ walk out ไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจข้อสรุปที่ได้จากการหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญ การเดินหน้าสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็อาจไม่เดินมาถึงทุกวันนี้
ดังนั้น หากพรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจที่จะหาแนวทางให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง สสร. ผมเสนอว่าเราทุกฝ่ายควรหารือร่วมกันอย่างจริงจังถึงข้อมูลใหม่ที่เราได้รับจากการหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญ
แต่หากพรรคภูมิใจไทยเลือกเดินหน้าต่อโดยปฏิเสธข้อมูลใหม่ที่ได้จากการหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ผมก็อดสงสัยไม่ได้ ว่าเป็นเพราะพรรคภูมิใจไทยมีธงอยู่แล้วใช่หรือไม่ ว่าต้องการฉวยโอกาสจากคำวินิจฉัยที่คลุมเครือ เพื่อตีขลุมและตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้ง สสร."