โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ฮอร์มุซฝั่งอิหร่าน VS ฝั่งโอมาน ชนวนเหตุ ‘ทำข้อตกลงล่ม’

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

หากมองเพียงผิวเผิน เหตุปะทะรอบล่าสุดระหว่างสหรัฐ กับอิหร่าน ซึ่งลุกลามจนทำให้ข้อตกลงระหว่างสองฝ่าย “พังลง” ดูเหมือนมีจุดเริ่มต้นจากการที่อิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์ 3 ลำในน่านน้ำโอมาน ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐมองว่า นี่ถือเป็นการละเมิด MOU ที่เพิ่งลงนามกัน จึงตอบโต้ด้วยการถล่มอิหร่านครั้งใหญ่

แต่ในความเป็นจริง “ต้นตอของความขัดแย้ง” กลับอยู่ลึกกว่านั้น นั่นคือการแย่งชิง “สิทธิในการควบคุมเส้นทางเดินเรือ” ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก

หลังสงครามตะวันออกกลางปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงัก เส้นทางเดินเรือสากลที่ใช้มานานหลายสิบปีไม่สามารถใช้งานได้จากความเสี่ยงของทุ่นระเบิดและการโจมตี ส่งผลให้ต้องเกิด “เส้นทางใหม่” ขึ้นสองสาย ซึ่งกลายเป็นชนวนของความขัดแย้งครั้งใหม่ระหว่างวอชิงตันและเตหะรานในเวลาต่อมา

เส้นทางแรกคือ “เส้นทางอิหร่าน” ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของช่องแคบ ภายใต้การกำกับของอิหร่าน เรือทุกลำต้องยื่นขออนุญาตจากหน่วยงาน Persian Gulf Strait Authority (PGSA) ก่อนเดินทางผ่าน พร้อมรับใบอนุญาตที่ใช้ได้เพียงครั้งเดียว

อีกเส้นทางคือ “เส้นทางโอมาน” ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของช่องแคบ ได้รับการสนับสนุนจากโอมาน องค์การสหประชาชาติ และองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ขณะที่สหรัฐ และพันธมิตรตะวันตกแนะนำให้บริษัทเดินเรือเลือกใช้เส้นทางนี้ เพราะไม่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของอิหร่าน

- ภาพ: MarineTraffic /BBC -

ปัญหาคือ ทั้งสองฝ่ายต่างมอง “ความชอบธรรม” ของเส้นทางเหล่านี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
สำหรับสหรัฐ และพันธมิตร ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศที่ต้องเปิดเสรี ทุกประเทศควรมีสิทธิผ่านได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากรัฐใดรัฐหนึ่ง และไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าผ่านทาง

แต่อิหร่านกลับยืนยันว่า เส้นทางที่ปลอดภัยเพียงเส้นทางเดียวคือ เส้นทางที่รัฐบาลอิหร่านกำหนด พร้อมประกาศว่า การเดินเรือผ่านช่องแคบต้องอยู่ภายใต้การบริหารของอิหร่าน และในอนาคตอาจมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการผ่านช่องแคบอีกด้วย

ความขัดแย้งเริ่มรุนแรงขึ้นหลังสหรัฐ และอิหร่านลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน เพื่อยุติสงคราม โดยมีข้อความระบุให้อิหร่าน “ใช้ความพยายามอย่างดีที่สุด” เพื่อดูแลความปลอดภัยของการเดินเรือ และหารือกับโอมานเกี่ยวกับการบริหารช่องแคบในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ข้อความดังกล่าวกลับคลุมเครือ เปิดช่องให้ทั้งสองฝ่ายตีความแตกต่างกัน

อิหร่านมองว่า MOU ยอมรับบทบาทของตนในการกำหนดกฎการเดินเรือ ขณะที่สหรัฐเห็นว่า ข้อตกลงไม่ได้มอบสิทธิให้อิหร่านควบคุมช่องแคบหรือจำกัดเสรีภาพในการเดินเรือ ความคลุมเครือเพียงไม่กี่บรรทัดในข้อตกลง จึงกลายเป็นชนวนให้ทั้งสองฝ่ายเดินหน้าในทิศทางตรงกันข้าม

ในช่วงแรกหลังลงนาม MOU การเดินเรือเริ่มฟื้นตัว จำนวนเรือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และหลายบริษัทหันไปใช้“เส้นทางฝั่งโอมาน” มากกว่าเส้นทางฝั่งอิหร่าน

แต่สถานการณ์กลับพลิกผัน เมื่อเรือพาณิชย์หลายลำที่กำลังใช้เส้นทางโอมานถูกโจมตี อิหร่านย้ำว่า เส้นทางดังกล่าวไม่ได้รับการรับรอง และเตือนให้เรือทุกลำใช้เฉพาะเส้นทางที่รัฐบาลอิหร่านกำหนดเท่านั้น

สำหรับสหรัฐ เหตุโจมตีดังกล่าวถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและเป็นภัยต่อเสรีภาพในการเดินเรือ จึงตอบโต้ด้วยปฏิบัติการทางทหารต่อเป้าหมายของอิหร่าน ขณะที่อิหร่านกล่าวหาว่าสหรัฐเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงก่อนด้วยการกลับมาคว่ำบาตรและใช้กำลังทางทหาร ส่งผลให้การปะทะระลอกใหม่ปะทุขึ้นอย่างรวดเร็ว

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงอีกครั้งอย่างรวดเร็ว จากเรือหลายสิบลำต่อวัน เหลือเพียงไม่กี่ลำ หลายบริษัทเลือกหยุดเดินเรือหรือปิดระบบติดตามตำแหน่ง (AIS) เพื่อลดความเสี่ยงในการตกเป็นเป้าหมาย ขณะที่เบี้ยประกันภัยและต้นทุนการขนส่งพุ่งสูงขึ้นตามความตึงเครียดในภูมิภาค

ท้ายที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า จุดปะทะระหว่างสหรัฐ กับอิหร่านไม่ได้อยู่ที่เรือสามลำหรือการโจมตีเพียงไม่กี่ครั้ง หากแต่อยู่ที่คำถามพื้นฐานว่า “ใครมีสิทธิเป็นผู้กำหนดกติกาการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ”

ตราบใดที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่อาจหาข้อยุติร่วมกันได้ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ก็จะไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางลำเลียงพลังงานของโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นสมรภูมิแห่งการช่วงชิงอำนาจและอิทธิพล ซึ่งพร้อมกลายเป็นชนวนให้ความขัดแย้งระลอกใหม่ปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ
อ้างอิง: alarabiya, bbc

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...