โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

UN เตือนไทย! ติดอันดับ 17 โลกเสี่ยงอากาศสุดขั้ว อุณหภูมิพุ่ง 44.2°C

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
องค์การสหประชาชาติ (UN) เตือนประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง น้ำท่วมฉับพลัน และระดับน้ำทะเลสูงขึ้น จากวิกฤตโลกร้อนที่รุนแรงขึ้น โดยไทยถูกจัดอยู่ใน อันดับ 17 ของโลก ที่มีความเสี่ยงสูงจากสภาพอากาศสุดขั้ว ขณะที่อุณหภูมิในภูมิภาคอาจแตะ 44.2 องศาเซลเซียส

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับเสียงเตือนจากสหประชาชาติ เมื่อโลกเดือดกำลังท้าทายประเทศไทย

ประเทศไทยกำลังเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยองค์การสหประชาชาติ (UN) และองค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UN Thailand) ได้ออกมาแสดงความกังวลถึงความเสี่ยงด้านสภาพอากาศสุดขั้วที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง

UN Thailand ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในหลายมิติ โดยภัยพิบัติทางธรรมชาติมีแนวโน้มเกิดบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น ทั้งภัยแล้งที่ยาวนาน การขาดแคลนน้ำ และน้ำท่วมฉับพลันที่ส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่ของประเทศ

ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครยังเผชิญความเสี่ยงจากปัญหาความร้อนสะสมในเขตเมือง รวมถึงระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจเร่งให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งและสร้างผลกระทบต่อพื้นที่ชายฝั่งในอนาคต4

นอกจากนี้ UN Thailand ยังชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำจากผลกระทบของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยกลุ่มคนยากจน ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบาง มักเป็นกลุ่มแรกที่สูญเสียอาชีพและได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวน ขณะที่เด็กในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ถูกประเมินว่ามีความเสี่ยงสูงต่อโรคระบาดและภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ

สำหรับปี 2026 องค์การสหประชาชาติแสดงความกังวลเป็นพิเศษต่อสถานการณ์สภาพภูมิอากาศของประเทศไทย หลังอุณหภูมิโลกยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลให้ประเทศไทยมีแนวโน้มเผชิญคลื่นความร้อน สภาพอากาศสุดขั้ว และวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงกว่าหลายปีที่ผ่านมา

ข้อมูลจากรายงาน Climate Risk Index ระบุว่า ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 17 ของโลกในด้านความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้ว ขณะที่ข้อมูลจากหน่วยงานภายใต้สหประชาชาติและ Germanwatch ชี้ว่า ประเทศไทยจะเผชิญเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลัน ภัยแล้ง และคลื่นความร้อนที่เกิดถี่ขึ้นและมีความรุนแรงมากขึ้น

UN ยังเตือนว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในปี 2026 มีแนวโน้มสูงกว่าระดับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อฤดูกาลและระบบมรสุมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย โดยอุณหภูมิในหลายพื้นที่ของภูมิภาคอาจแตะระดับ 44.2 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ การดำรงชีวิต และภาคเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากความร้อนที่รุนแรงขึ้นแล้ว UN ยังระบุว่า ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กและมลพิษทางอากาศอาจทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน รวมถึงภาคการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร

ในระดับภูมิภาค องค์การสหประชาชาติประเมินว่า ประเทศไทยและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงอยู่ในกลุ่มพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยความเสียหายทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาจสูงถึง 47.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หากไม่สามารถรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยได้ประกาศยกระดับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศให้สอดคล้องกับความร่วมมือของประชาคมโลก โดยตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 และมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปีเดียวกัน พร้อมผลักดันร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) เพื่อวางกลไกการบริหารจัดการด้านสภาพภูมิอากาศ รวมถึงระบบภาษีคาร์บอน เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

เสียงเตือนจากองค์การสหประชาชาติสะท้อนว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ใช่ปัญหาในอนาคตอีกต่อไป แต่กำลังเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน และประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งทั้งการปรับตัวและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในทุกปี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...