โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้นเกาหลีใต้เข้าสู่ ‘ตลาดหมี’ ร่วงเกือบ 30% ใน 3 สัปดาห์ สวนทางมูลค่าที่ลงมาถูกกว่าวิกฤตปี 2008

THE STANDARD

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
หุ้นเกาหลีใต้เข้าสู่ ‘ตลาดหมี’ ร่วงเกือบ 30% ใน 3 สัปดาห์ สวนทางมูลค่าที่ลงมาถูกกว่าวิกฤตปี 2008

ภายในเวลาประมาณ 3 สัปดาห์ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ได้ชื่อว่าเป็นตลาดหุ้นที่ร้อนแรงที่สุดในโลกตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงกว่า 27% จากจุดสูงสุด ซึ่งตามนิยามทางเทคนิค (ราคาลดลงเกิน 20% จากจุดสูงสุด) ถือเป็นการเข้าสู่ตลาดหมี (Bear Market) อย่างเป็นทางการ และเป็นจุดที่เทรนด์ขาขึ้นอันร้อนแรงอาจสะดุดลงชั่วคราว หรืออาจสิ้นสุดลงแล้ว

ประเด็นสำคัญ

  • AI Trade ที่กระจุกตัวเกินไป จุดเปราะบางของตลาดที่ร้อนแรงที่สุดในโลก
  • Leveraged ETF ตัวเร่งความผันผวน ครองการซื้อขายกว่า 70% ของทั้งตลาด
  • ตำราบอกว่าตลาดหมี แต่พื้นฐานอาจกำลังสะท้อนโอกาส
  • 2 ปัจจัยมหภาคจุดชนวนแรงขาย ‘ภูมิรัฐศาสตร์ – ดอกเบี้ยเกาหลีใต้’
  • ถูกสุดในประวัติศาสตร์ ถูกกว่าวิกฤตปี 2008
  • แต่ ‘ถูก’ อย่างเดียวอาจไม่พอ เสียงเตือนจากฝั่งระมัดระวัง

ตลอดช่วงกว่า 1 ปีที่ผ่านมา ดัชนี KOSPI ซึ่งเป็นดัชนีตัวแทนของหุ้นเกาหลีใต้พุ่งขึ้นราว 4 เท่า นำโดยสองหุ้นหลักอย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของโลก ซึ่งเคยมีมูลค่ารวมกันคิดเป็นเกือบ 60% ของมูลค่าตลาดหุ้นเกาหลีใต้ทั้งหมด และเมื่อหุ้นทั้งสองตัวถูกเทขาย ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ทั้งตลาดจึงถูกฉุดลงตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ล่าสุด (13 กรกฎาคม) ดัชนี KOSPI ติดลบเกือบ 10% ภายในวันเดียว ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลงมาแล้วกว่า 27% จากจุดสูงสุดที่ 9,385.59 จุด เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา ขณะที่ก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ต้องใช้มาตรการหยุดการซื้อขายชั่วคราว (Circuit Breaker) เป็นครั้งที่ 6 ของปีนี้ หลังดัชนีร่วงลงกว่า 8% ระหว่างวัน คิดเป็นครึ่งหนึ่งของจำนวนครั้งที่มีการใช้ Circuit Breaker ทั้งหมดนับตั้งแต่ปี 2000

AI Trade ที่กระจุกตัวเกินไป จุดเปราะบางของตลาดที่ร้อนแรงที่สุดในโลก

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า การพลิกกลับอย่างรวดเร็วของดัชนี KOSPI จากตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลก สู่ตลาดหมีที่ให้ผลตอบแทนเกือบจะแย่ที่สุดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นจุดอ่อนสำคัญของการปรับขึ้นรอบนี้ นั่นคือการพึ่งพาธีม AI อย่างหนักเกินไป ประกอบกับการกระจุกตัวของตลาดในระดับสุดขั้ว คือแรงขับเคลื่อนหลักของการเทขายรอบนี้

Jung In Yun ผู้ก่อตั้ง Fibonacci Asset Management Global มองว่า การปรับฐานรอบนี้เกิดจากการปรับสถานะการลงทุนมากกว่าความอ่อนแอของปัจจัยพื้นฐาน เพราะหุ้นเกาหลีใต้กลายเป็นหนึ่งใน ‘AI Trade’ ที่แออัดที่สุดในโลกหลังจากปรับขึ้นอย่างร้อนแรง จึงไม่ต้องอาศัยแรงกระตุ้นมากนักในการจุดชนวนแรงขายทำกำไร พร้อมมองว่านี่คือการรีเซ็ตที่ดีต่อตลาด มากกว่าการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มในเชิงพื้นฐาน

ขณะที่ Peter Kim นักกลยุทธ์การลงทุนระดับโลกจาก KB Financial Group ชี้ว่า ปรากฏการณ์นี้สะท้อนพฤติกรรมของตลาดยุคใหม่ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสข่าวและแฟชั่นการลงทุนมากกว่าปัจจัยพื้นฐาน โดยเงินลงทุนรายย่อย, ETF แบบใช้เลเวอเรจ และการกระจุกตัวในธีม AI ทำให้ความผันผวนระดับ 5-10% ต่อวันกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น สอดคล้องกับดัชนีความผันผวนของ KOSPI ที่พุ่งขึ้นกว่า 200% นับตั้งแต่ต้นปี

Leveraged ETF ตัวเร่งความผันผวน ครองการซื้อขายกว่า 70% ของทั้งตลาด

รายงานจาก Bloomberg เปิดเผยว่า กระแสความคลั่งไคล้ของนักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้ต่อ ETF แบบใช้เลเวอเรจ ซึ่งให้ผลตอบแทน 2 เท่าของราคาหุ้น Samsung และ SK Hynix รายวัน ที่เพิ่งเปิดซื้อขายเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ทำให้มูลค่าการซื้อขายของหุ้นสองตัวนี้รวมกับ ETF ดังกล่าว คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 70% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งตลาดที่มีขนาด 4.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 142 ล้านล้านบาท และเคยพุ่งขึ้นไปแตะ 84% ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน จากระดับ 31% ก่อนที่ ETF เหล่านี้จะเข้าจดทะเบียน

Ian Samson ผู้จัดการกองทุนจาก Fidelity International อธิบายกลไกที่ทำให้ความผันผวนทวีความรุนแรงว่า โดยธรรมชาติของ Leveraged ETF ผู้ออกผลิตภัณฑ์จำเป็นต้องซื้อหุ้นอ้างอิงเพิ่มขึ้นอีกเมื่อราคาปรับขึ้น และขายเพิ่มขึ้นอีกเมื่อราคาปรับลง เพื่อรักษาอัตราเลเวอเรจให้คงที่ ความผันผวนจากนักลงทุนรายย่อยและผลิตภัณฑ์เลเวอเรจใหม่ๆ จึงยิ่งซ้ำเติมความผันผวนที่มีอยู่แล้วจากความไม่แน่นอนเชิงพื้นฐานของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เกาหลีใต้

ปรากฏการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์หน่วยงานกำกับดูแลที่อนุญาตให้ผลิตภัณฑ์เสี่ยงสูงเหล่านี้เข้าจดทะเบียน ถึงขั้นที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านรายหนึ่งเรียกร้องให้ถอดถอนออกจากตลาด ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงินสูงสุดของเกาหลีใต้เองก็ออกมาแสดงความเสียใจต่อผลข้างเคียงเชิงลบที่เกิดขึ้น ทั้งที่เจตนาเดิมของการอนุมัติผลิตภัณฑ์เหล่านี้คือการดึงเงินรายย่อยกลับจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ และช่วยพยุงค่าเงินวอน

ตำราบอกว่าตลาดหมี แต่พื้นฐานอาจกำลังสะท้อนโอกาส

กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า หากยึดตามตำรา ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ได้เข้าสู่ตลาดหมีแล้วจริง แต่ต้องเข้าใจบริบทว่าตลาดหุ้นเกาหลีใต้มีการใช้เลเวอเรจสูง และนักลงทุนรุ่นใหม่มีเทรนด์ ‘All in’ ในหุ้น Samsung และ SK Hynix ทำให้ความผันผวนสูงมากเป็นพิเศษ อีกทั้งแรงขายส่วนหนึ่งในรอบนี้เป็นการถูกบังคับขาย (Force Sell) ไม่ใช่การขายตามปัจจัยพื้นฐาน

“ตอนนี้ KOSPI มี P/E 6.5 เท่า ถูกที่สุดในประวัติการณ์ เพราะราคาที่ปรับลดลงมา ขณะที่แนวโน้มกำไรแข็งแกร่งอย่างมีนัยสำคัญจากความต้องการชิป High-Bandwidth Memory (HBM) จริงๆ แล้วนี่เป็นโอกาสในการสะสม ถ้ามันลงเพราะภูมิรัฐศาสตร์หรือปัจจัยแวดล้อม ทุกจังหวะการลงเป็นการซื้อสะสม แต่ไม่ซื้อไม้เดียว เพราะอาจจะลงต่อได้อีก” กรรณ์กล่าว

กรรณ์ยังบอกอีกว่า ตัวเลขการส่งออกของเกาหลีใต้ในช่วง 10 วันแรกของเดือนกรกฎาคมทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้แรงหนุนจากชิป HBM ซึ่งบ่งชี้ว่ากำไรไตรมาส 3 น่าจะยังเติบโตต่อเนื่อง “ตราบใดที่เห็นตัวเลขการส่งออกยังดีเช่นนี้ ก็น่าเสี่ยงซื้อทุกการปรับฐาน”

ด้าน ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ ให้ข้อมูลเสริมในมิติของกระแสเงินทุน (Fund Flow) ว่า นับตั้งแต่ต้นปีนี้ เงินทุนต่างชาติไหลออกจากหุ้นเกาหลีใต้แล้วราว 1.01 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.4 ล้านล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่ไหลออกเพียง 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.5 แสนล้านบาท โดยปัจจัยกดดันสำคัญคือค่าเงินวอนที่อ่อนค่าลง 3.4% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ จากปีก่อนที่ทรงตัว

อย่างไรก็ตาม ณัฐชาตชี้ให้เห็นโครงสร้างที่ต่างจากตลาดหุ้นไทยว่า นักลงทุนต่างชาติถือครองหุ้นเกาหลีใต้ในสัดส่วนราว 40% ต่ำกว่าไทยที่ราว 50% เท่ากับว่าหุ้นเกาหลีใต้พึ่งพานักลงทุนในประเทศมากกว่า และตลอดช่วงขาขึ้นที่ผ่านมา ตลาดปรับขึ้นได้โดยไม่ต้องอาศัยแรงซื้อต่างชาติ แต่ในเดือนที่ผ่านมา นักลงทุนทั้งในและนอกประเทศต่างเทขายพร้อมกัน

“หุ้นเกาหลีใต้ไม่ได้ย่อตัวเพราะพื้นฐาน ไม่ว่าจะดูจากประมาณการกำไรของนักวิเคราะห์ที่ยังเป็นเทรนด์ขาขึ้นชัดเจน และ guidance ที่ยังดีต่อเนื่อง ทั้งหุ้นเกาหลีใต้และหุ้นไต้หวัน ไม่มีอะไรเป็นเชิงลบในเชิงพื้นฐาน” ณัฐชาตกล่าว

2 ปัจจัยมหภาคจุดชนวนแรงขาย ‘ภูมิรัฐศาสตร์ – ดอกเบี้ยเกาหลีใต้’

ณัฐชาตวิเคราะห์ว่า การปรับฐานรอบนี้มาจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่

ปัจจัยแรก ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ซึ่งก่อนหน้านี้นักลงทุนแทบไม่ได้ให้น้ำหนัก แต่เมื่อความตึงเครียดกลับมา ราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง สะท้อนผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ รุ่นอายุสั้นที่ทะลุจุดสูงสุดเดิม เป็นภาพคล้ายกับช่วงแรกหลังเกิดสงครามที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น ซึ่งหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมักถูกเทขายออกมาก่อนเป็นกลุ่มแรก

ปัจจัยที่สอง ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) ที่เตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกของวัฏจักร หลังจากตรึงดอกเบี้ยมาอย่างยาวนาน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2021

“สุดท้ายตอนนี้ตลาดกำลังย่อยหรือ price in ปัจจัยมหภาคเข้าไปในราคา บทสรุปจะอยู่ที่กำไรไตรมาส 2 ที่กำลังจะทยอยประกาศออกมา ถ้าไม่มีเซอร์ไพรส์เชิงลบและไม่มีการปรับลดประมาณการ ตลาดก็จะกลับสู่พื้นฐาน” ณัฐชาตกล่าว

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในภาวะเช่นนี้ ณัฐชาตแนะนำว่า เมื่อ valuation อยู่ในระดับต่ำมากแต่ตลาดผันผวนสูง วิธีที่ง่ายที่สุดคือการทยอยลงทุนแบบถัวเฉลี่ย (DCA) เพราะแต้มต่อของนักลงทุนมีสูงมาก โดยความไม่แน่นอนเหลือเพียงว่าราคาปัจจุบัน ‘ถูกมาก’ หรือ ‘ถูกน้อย’ เท่านั้น พร้อมเทียบเคียงกับกรณีหุ้นเวียดนามและหุ้นจีนที่เคยปรับฐานรุนแรง แต่เมื่อปัจจัยกดดันคลี่คลาย ราคาหุ้นก็กลับสู่พื้นฐานได้อย่างรวดเร็ว

ถูกสุดในประวัติศาสตร์ ถูกกว่าวิกฤตปี 2008

ข้อมูลจาก Bloomberg ตอกย้ำภาพความถูกของหุ้นเกาหลีใต้ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยแม้ดัชนี KOSPI จะปรับขึ้นอย่างร้อนแรง แต่การปรับเพิ่มประมาณการกำไรของนักวิเคราะห์กลับเร็วยิ่งกว่า ผลคือดัชนีซื้อขายที่ Forward P/E เพียงราว 6.4 เท่า ต่ำกว่าแม้กระทั่งระดับที่เคยเห็นในช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008 และคิดเป็นเพียง 1 ใน 3 ของ P/E ตลาดหุ้นไต้หวัน (Taiex) ซึ่งเป็นตลาดที่มีน้ำหนักหุ้นชิปสูงเช่นเดียวกัน

ความพิเศษของขาขึ้นรอบนี้คือ ต่างจากตลาดกระทิงทั่วไปที่นักลงทุนยอมจ่ายแพงขึ้น (Multiple Expansion) แต่ขาขึ้นของเกาหลีใต้ถูกขับเคลื่อนด้วยกำไรที่เติบโตเหนือความคาดหมาย โดยประมาณการกำไรของบริษัทใน KOSPI ถูกปรับขึ้นต่อเนื่อง 17 เดือนติดต่อกัน ยาวนานที่สุดในรอบกว่า 9 ปี ขณะที่ประมาณการกำไรต่อหุ้นล่วงหน้า (Forward EPS) ของดัชนีเพิ่มขึ้นราว 170% ในปีนี้ นับเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีที่มากที่สุดนับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลในปี 2006

แต่ ‘ถูก’ อย่างเดียวอาจไม่พอ เสียงเตือนจากฝั่งระมัดระวัง

ไม่ใช่ทุกฝ่ายที่มองว่าความถูกคือเหตุผลเพียงพอในการซื้อ Charu Chanana หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนจาก Saxo Markets เตือนว่า เกาหลีใต้ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าซูเปอร์ไซเคิลของชิปหน่วยความจำยังเดินหน้าต่อได้จริง โดยความเสี่ยงในไตรมาสนี้คือบรรดา Hyperscaler อาจยังคงลงทุนหนัก แต่เริ่มพูดถึงการปรับlean ต้นทุน ซึ่งจะเป็นข่าวร้ายสำหรับชิปหน่วยความจำ เพราะสะท้อนว่าราคาที่สูงกำลังบั่นทอนอุปสงค์

นอกจากนี้ หากมองผ่านมาตรวัดอื่นนอกเหนือจาก P/E เช่น อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ของ KOSPI ปีนี้ปรับขึ้นเหนือระดับ 2 เท่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ขณะที่ Keith Bortoluzzi กรรมการผู้จัดการของ Impactfull Partners ในสิงคโปร์ ประเมินผ่าน PEG Ratio ว่าหุ้น Samsung และ SK Hynix ไม่ได้ถูกจนน่าตกใจอีกต่อไป และแม้ราคาหุ้นอาจทรงตัวได้อีกราว 6 เดือน แต่โอกาสปรับขึ้นแรงจากนี้มีจำกัด

ความเสี่ยงอีกด้านที่ต้องจับตาคือการแข่งขันจากผู้ผลิตชิปจีนอย่าง ChangXin Memory Technologies (CXMT) ที่กำลังไล่ตามขึ้นมา รวมถึงความกังวลว่าการขยายกำลังการผลิตของ Samsung และ SK Hynix เพื่อแก้ปัญหาอุปทานตึงตัว อาจกลับมากดดันมาร์จิ้นเมื่ออุปสงค์ชะลอลงตามวัฏจักรปกติของอุตสาหกรรม

ขณะที่ปัจจัยชี้ทิศทางระยะสั้นที่ต้องจับตา ได้แก่ การเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ของ SK Hynix ในวันศุกร์นี้ ซึ่ง Rolf Bulk หัวหน้าฝ่ายเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานของ Futurum Group มองว่าอาจเป็นแรงหนุนระยะสั้นให้หุ้นกลุ่มชิปหน่วยความจำ และช่วยลดส่วนลดด้าน valuation เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Micron Technology รวมถึงการประกาศกำไรไตรมาส 2 ของทั้ง SK Hynix และ Samsung ในช่วงปลายเดือนนี้ ซึ่งหากผู้บริหารส่งสัญญาณเชิงบวกต่อความยั่งยืนของวัฏจักรชิปในครึ่งหลังของปี 2026 ก็อาจเป็นแรงส่งให้ทั้งหุ้นชิปและตลาดหุ้นเกาหลีใต้โดยรวมฟื้นตัว

แม้ดัชนี KOSPI จะเข้าสู่ตลาดหมีในทางเทคนิค แต่หากถอยออกมามองภาพกว้าง ดัชนียังคงปรับขึ้นมากกว่า 70% นับตั้งแต่ต้นปี หลังจากปีก่อนหน้าที่ปรับขึ้นกว่า 75% คำถามที่เหลืออยู่จึงไม่ใช่ว่าหุ้นเกาหลีใต้ถูกหรือไม่ แต่คือตลาดกำลังตีราคา ‘จุดจบของวัฏจักรชิปหน่วยความจำ’ ล่วงหน้า หรือกำลังมอบโอกาสซื้อของถูกครั้งประวัติศาสตร์ให้กับนักลงทุนที่ทนความผันผวนได้กันแน่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...