โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เศรษฐกิจไทย Q1 ยังดูดี KKP เตือนรับมือมรสุมอีกหลายลูก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย-ดนุชา พิชยนันท์

เศรษฐกิจไทย ปี 2569 นี้ต้องเผชิญความเสี่ยงสำคัญอย่างปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง จนส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน ซึ่งแม้จะมีท่าทีการเจรจายุติสงครามระหว่างคู่ขัดแย้ง แต่ก็ยังไม่ลงเอย ยังไม่เห็นข้อสรุปสุดท้ายว่าจะจบลงตรงไหน แน่นอนว่า จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย

ล่าสุด “ดนุชา พิชยนันท์” เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ แถลงว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ขยายตัวได้ 2.8% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 2.5% ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 โดยมีปัจจัยจากทุกเครื่องชี้ที่ขยายตัว โดยเฉพาะการลงทุนรวมและการส่งออกสินค้าและบริการที่เร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า แม้บางเครื่องชี้จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางก็ตาม

ขณะที่ภาพรวมทั้งปี สศช.ยังคงประมาณการว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 
จะขยายตัวได้ 1.5-2.5% (ค่ากลางที่ 2.0%) เท่ากับคาดการณ์เดิมเมื่อเดือน ก.พ.2569 ซึ่งการประมาณการได้คำนึงถึงผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางแล้ว

“สภาพัฒน์ได้รวมผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาทไว้แล้ว รวมถึงการขยายตัวของจีดีพีไตรมาส 1 ที่ขยายตัว 2.8% ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม ทำให้สภาพัฒน์ยังคงจีดีพีทั้งปีไว้เท่าเดิม แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง”

“ดนุชา” กล่าวอีกว่า มีข้อเสนอเชิงนโยบาย ในเรื่องการบริหารเศรษฐกิจปี 2569 ต้องให้ความสำคัญกับ 6 ด้าน ประกอบด้วย 1.การดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยการบริหารจัดการความมั่นคงทางพลังงานเพื่อรองรับในกรณีที่สถานการณ์ความขัดแย้งมีความยืดเยื้อ การดำเนินมาตรการเฉพาะเจาะจงแบบมุ่งเป้า (Targeted) เพื่อดูแลผลกระทบต่อภาคธุรกิจจากการปรับขึ้นของต้นทุนพลังงาน การดูแลความเพียงพอของวัตถุดิบ และการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านของพลังงานและการปรับตัวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

2.การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยการอำนวยความสะดวกและการแก้ไขอุปสรรคในการลงทุน การพัฒนาระบบนิเวศให้เอื้อต่อการลงทุน และการสร้างประโยชน์ต่อเนื่องจากการลงทุนจากต่างประเทศให้แก่ผู้ประกอบการภายในประเทศ

3.การรักษาการขยายตัวของภาคการส่งออกให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง การลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ การขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง การลดต้นทุนการผลิตและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ การให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการขนส่งสินค้าเพื่อให้สินค้าไทยสามารถเข้าถึงตลาดสำคัญ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

4.การรักษาแรงสนับสนุนของการใช้จ่ายภาครัฐควบคู่ไปกับการรักษาวินัยการเงินการคลัง การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 การบริหารจัดการงบประมาณภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายและดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัดกุม และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงของเงื่อนไขและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ และการรักษาพื้นที่ทางการคลังให้เพียงพอสำหรับการรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในอนาคต

5.การดูแลผลกระทบต่อภาคเกษตรจากการเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบทางการเกษตร และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยการเร่งจัดหาแหล่งนำเข้าอื่น ๆ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตร

และ 6.การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน โดยให้ความสำคัญแก่การลดแรงกดดันจากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาคครัวเรือน การให้ความช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจ SMEs การเร่งดำเนินการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะต่อไป การสร้างความตระหนักรู้ทางการเงิน

“ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ระบุว่า GDP ไตรมาส 1 ที่ 2.8% พร้อมตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนที่ดูดี ถือเป็นสัญญาณบวก และเป็น “กันชน” หรือแต้มต่อที่ดี แต่อย่าเพิ่งรีบฉลองจนลืมไปว่ามรสุมลูกจริงของปี 2569 ทั้งจากปัจจัยภายนอก (ราคาน้ำมัน/สงคราม) ที่ยังไม่รู้จะจบยังไง และปัจจัยภายใน (ความสามารถในการแข่งขัน หนี้ครัวเรือน/K-Shape) ยังคงเป็นปัญหาซ้ำซ้อนรุมเร้าเศรษฐกิจไทยอยู่

“ยังไม่ทันได้ซ่อมบ้าน ต้องมาดับไฟที่กำลังไหม้กันอีกแล้ว”

ด้าน “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ระบุว่า ท่ามกลางผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เดิมศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ว่าจะขยายตัวได้ในกรอบ 0.8-1.2% (ณ เม.ย. 2569) จากผลกระทบของราคาพลังงานที่สูงขึ้นและภาคท่องเที่ยวที่ชะลอลง

อย่างไรก็ดี ตัวเลข GDP ไตรมาส 1/2569 ออกมาดีกว่าคาด ประกอบกับโมเมนตัมการลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่งกว่าที่ประเมิน รวมถึงแรงหนุนเพิ่มเติมจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้มีการทบทวนประมาณการเศรษฐกิจไทย และปรับคาดการณ์ GDP ปี 2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.0% จาก 1.2%

ส่วนดุลการค้าไทยปี 2569 คาดว่าจะเกินดุลลดลงจากที่เคยประเมินไว้ และลดลงจากปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยการส่งออกปี 2569 คาดว่าจะขยายตัว 8.2% เพิ่มขึ้นจากการประเมินก่อนหน้าท่ามกลางแรงหนุนสำคัญจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตามประมาณการดังกล่าวได้คำนึงถึงความเสี่ยงจากมาตรการการค้าของสหรัฐ ที่อาจมีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 301 กับสินค้าไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เป็นต้นไป

ขณะเดียวกันการนำเข้าในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวสูงถึง 13.9% สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออก และการลงทุนภาคเอกชน

นอกจากนี้ “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 จะลดลงมาอยู่ที่ราว 30 ล้านคน จากประมาณการเดิมที่ 31.5 ล้านคน เนื่องจากราคาน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) มีแนวโน้มยังทรงตัวในระดับสูงและกดดันต้นทุนของสายการบินทั่วโลก ซึ่งนำไปสู่การปรับขึ้นค่าโดยสารและกระทบต่อความเชื่อมั่นในการเดินทางของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เศรษฐกิจไทย Q1 ยังดูดี KKP เตือนรับมือมรสุมอีกหลายลูก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...