โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

แบงก์ใหญ่ 'MUFG' แซงหน้า 'โตโยต้า' ขึ้นแท่นบริษัทมูลค่าอันดับ 1 ในญี่ปุ่น

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ธนาคารมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป อิงค์ (MUFG) ขึ้นแท่นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ในญี่ปุ่นวันนี้ แซงหน้าแชมป์เก่า "โตโยต้า มอเตอร์" และยังนับเป็นครั้งแรกที่ธุรกิจธนาคารก้าวขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง นับตั้งแต่มีการจัดตั้งกลุ่ม "เมกะแบงก์" ทั้ง 3 แห่งในปัจจุบัน

บลูมเบิร์กระบุว่า ราคาหุ้น ของ MUFG ซึ่งเป็นธนาคารรายใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นปรับตัวขึ้น 2.3% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3,541 เยน ในการซื้อขายวันจันทร์นี้ (13 ก.ค.) ส่งผลให้มาร์เก็ตแคปของบริษัทพุ่งขึ้นเป็น 42 ล้านล้านเยน (ราว 8.64 ล้านล้านบาท)

ตัวเลขดังกล่าวจึงแซงหน้าบริษัทรถยนต์อันดับหนึ่งในประเทศอย่างโตโยต้า ที่มีมูลค่าราว 41 ล้านล้านเยน (ราว 8.44 ล้านล้านบาท) และ Kioxia Holdings ที่ 36.7 ล้านล้านเยน

นอกจาก MUFG แล้ว หุ้นธนาคารซูมิโตโม มิตซุย ไฟแนนเชียล กรุ๊ป อิงค์ (SMFG) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเมกะแบงก์ของญี่ปุ่น ก็ปรับตัวขึ้น 1.6% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกันในวันนี้

หุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่ "ธนาคารกลางญี่ปุ่น" (BOJ) ยุตินโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบในเดือนมี.ค. 2024 ที่ดำเนินมานานถึง 17 ปี เปิดทางให้ธนาคารสามารถคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ได้สูงขึ้น

ตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา กลุ่มแบงก์ต้องเผชิญความยากลำบากหลังฟองสบู่เศรษฐกิจญี่ปุ่นแตกในช่วงต้นทศวรรษ 1990 จนเกิดหนี้เสียจำนวนมหาศาล ขณะที่นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษเพื่อรับมือกับภาวะเงินฝืด ก็ทำให้ธนาคารไม่สามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ได้

ทว่านับตั้งแต่มีการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในปี 2024 BOJได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 4 ครั้ง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1% การปรับขึ้นดังกล่าวช่วยให้ธนาคารได้รับประโยชน์จากส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่กว้างขึ้น ซึ่งช่วยหนุนผลประกอบการ

MUFG ประเมินว่า ทุกๆ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จะช่วยเพิ่มรายได้ดอกเบี้ยสุทธิของธนาคารในอนาคตได้ราว 180,000 ล้านเยนต่อปี (ราว 37,000 ล้านบาท)

ที่มา: Bloomberg

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...