โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

'โคเมียว' จักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่นผู้เปี่ยมไปด้วยมหากรุณา ใช้พระโอษฐ์ดูดฝีเพื่อบรรเทาทุกข์คนโรคเรื้อน

The Better

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • THE BETTER

ในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น มีจักรพรรดินีพระองค์หนึ่งทรงเป็นที่รักยิ่งของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย นั่นคือ พระจักรพรรดินีโคเมียว

จักรพรรดินีโคเมียว (光明皇后 ประสูติ ค.ศ. 701 สวรรคต ค.ศ. 760) ทรงเป็นพระมเหสีของพระจักรพรรดิโชมุแห่งญี่ปุ่น (聖武天皇 ประสูติ ค.ศ. 701 สวรรคต ค.ศ. 756) ในยุคนาระผู้ทรงสร้างหลวงพ่อโตวัดโทไดจิอันยิ่งใหญ่ จักรพรรดินีโคเมียวนั้นเล่าก็มีศรัทธาปสาทะในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง โดยทรงมีพระราชกรณียกิจสำคัญด้านการคัดลอกพระสูตรเพื่อขออำนาจจากพระสูตรปกป้องบ้านเมือง กับทรงมีมหากรุณาอันยิ่งใหญ่ต่อพสกนิกรเหล่าสรรพชีวิตด้วยการอุทิศพระองค์ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก

ในบรรดาพระราชกรณียกิจของจักรพรรดินีโคเมียวมีเรื่องหนึ่งสร้างความประทับใจให้กับผู้คนทุกยุคทุกสมัย

ในหนังสือประวัติศาสตร์ 'เง็นโก ชะคุโช' 『元亨釈書』 เล่าว่า ครั้งหนึ่งทรงไปอาสาชำระล้างร่างกายของคนป่วยที่โรงพยาบาล (สมัยนาระมีโรงพยาบาลเรียกว่า ยะคุอินหรือเซยะคุอิน/施薬院) ทรงช่วยล้างเนื้อล้างตัวผู้ป่วยนับพันคนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย พอมาถึงคนที่หนึ่งพันอันเป็นคนสุดท้ายซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคเรื้อน ก็เกิดเรี่องไม่คาดฝันขึ้น

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ในสมัยนั้นโรคเรื้อนเป็นที่รังเกียจและหวาดกลัวของผู้คน เพราะหากติดโรคนี้แล้วร่างกายจะพิกลพิการ เนื้อหนังหลุดรุ่ยดูน่าเวทนาและน่าหวาดกลัว

แต่คนป่วยผู้นั้นร้องขอให้จักรพรรดินีโคเมียวทรงใช้พระโอษฐ์ (ปาก) ดูดเอาฝีของเขาออกมา

แม้จะเป็นคำขอที่เกินกว่าเหตุและน่าขยะแขยงยิ่งนั้น แต่จักรพรรดินีโคเมียวก็ทรงทำตามคำขอ ทันใดนั้นคนโรคเรื้อนก็จำแลงกายแท้จริงให้ประจักษ์ปรากฏว่าพระอักโษภยพุทธะ ซึ่งเป็นหนึ่งในพระธยานิพุทธะ 1 ใน 5 องค์ ผู้ประทับทางทิศตะวันออก

ตำนานเรื่องนี้ เทะซึโร วะซึจิ (和辻哲郎) นักปรัชญาและนักประวัติศาสตต์วัฒนธรรม ผู้เขียนหนังสืออันโด่งดังเรื่อง 'จาริกแสวงบุญวัดโบราณ'『古寺巡礼』เมื่อปี ค.ศ. 1918 เล่าไว้ด้วยพรรณนาโวหารอย่างได้รสชาติว่าที่วัดฮกเกจิ (法華寺) เมืองนาระ มีสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับจักรพรรดินีโคเมียวอยู่หลายอย่าง อย่างหนึ่งนั้นคือ ห้องอบไอน้ำ หรือ คาระบุโร (カラ風呂) ซึ่งว่ากันว่าทรงให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่รักษาคนป่วย

"ไม่ใช่เรื่องยากที่จะจินตนาการว่าในยุคเท็นเปียว โรคฮิสทีเรียรุนแรงและโรคอื่นๆ ที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอได้รับการรักษาในระดับหนึ่งด้วยการอบไอน้ำ ดังนั้น การจัดหาห้องอบไอน้ำให้แก่ประชาชนจึงเทียบเท่ากับการดำเนินงานโรงพยาบาลการกุศล เป็นไปได้มากว่าจักรพรรดินีผู้ทรงยกย่องความเมตตา จะทรงกระทำการ "เซโยกุ" (施浴 คือการที่วัดในสมัยโบราณจัดหาห้องอาบน้ำให้คนป่วยและคนยากจนด้วยความกรุณา) ด้วยการอบไอน้ำเช่นนั้น ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จักรพรรดินีจะเสด็จไปยังโรงอาบน้ำและทำบางสิ่งบางอย่าง แสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นในระดับเดียวกับผู้คนรอบข้าง อย่างไรก็ตาม ตำนานไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การเล่าเรื่อง "เซโยกุ" ดังกล่าว ตามตำราต่างๆ เช่น เง็นโก ชะคุโช จักรพรรดินีโคเมียวผู้เริ่มรู้สึกพึงพอใจหลังจากการสร้างวัดโทไดจิเสร็จสมบูรณ์ ได้ยินเสียงเรียกร้อง "เซโยกุ" ในคืนหนึ่งและทรงสร้างเรือนอบไอน้ำ แต่ไม่เพียงเท่านั้น พระองค์ยังทรงตั้งปณิธานที่จะ "ชำระล้างมลทินให้แก่ผู้คนหนึ่งพันคน" แน่นอนว่าผู้คนรอบข้างพยายามห้ามปรามพระนาง แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งความตั้งใจแน่วแน่ของจักรพรรดินีได้ ดังนั้น พระนางจึงชำระล้างสิ่งสกปรกของคน 999 คน จนเหลือเพียงคนเดียว คนนั้นคือผู้ป่วยโรคเรื้อน ร่างกายของเขากำลังทรุดโทรม และห้องนั้นก็เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็น แม้แต่จักรพรรดินีเอง แม้จะลังเลในตอนแรก แต่ในที่สุดก็ถูกโน้มน้าวด้วยโอกาสที่จะทรงทำสำเร็จเป็นคนที่ 1,000 ที่ทำเช่นนั้น และในที่สุดพระนางก็รับปากและเริ่มนวดหลังให้เขา จากนั้นผู้ป่วยก็กล่าวว่า

“ข้าป่วยเป็นโรคร้ายแรงมานานแล้ว หมอผู้ใจดีคนหนึ่งบอกว่า ถ้าข้ายอมให้ใครสักใช้ปากดูดฝีของข้าออกมา ข้าก็จะหายเป็นปกติ แต่ไม่มีใครในโลกนี้ใจดีพอที่จะทำเช่นนั้น และอาการของข้าก็แย่ลงเรื่อยๆ ท่านผู้มีเมตตากรุณาช่วยเหลือผู้คนอย่างเท่าเทียมกัน จะไม่ช่วยข้าด้วยหรือ?” — จักรพรรดินีโคเมียวทรงเป็นตัวแทนของสุนทรียภาพในยุคเท็นเปียว (天平 ยุคหนึ่งของสมัยนาระ อันเป็นยุคแห่งคสามงามอันดื่มด่ำของศิลปะญี่ปุ่น) ความรู้สึกของพระนางคุ้นเคยกับกลิ่นหอมของดินแดนร้อนระอุ ความเรียบเนียนของหยก และรูปทรงของสิ่งต่างๆ ที่กลมกลืนกับสิ่งเหล่านั้น ไม่ว่าพระนางจะทำไปด้วยความเมตตาเพียงใด พระนางก็ไม่อาจทนที่จะเอาริมฝีปากไปแตะผิวของคนเป็นโรคเรื้อนได้ แต่ถ้าพระนางทำเช่นนั้นไม่ได้ การกระทำทั้งหมดของพระนางจนถึงตอนนี้ก็จะเป็นเพียงการหลอกลวง ถ้าพระนางช่วยเขาไม่ได้เพราะเขาไม่สะอาด พระนางก็ไม่ควรพยายามทำเช่นนั้นตั้งแต่แรก ละทิ้งความเชื่อ หรือเหยียบย่ำรสนิยมทางสุนทรียภาพของพระนางเอง เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ จักรพรรดินีผู้ไม่สามารถเลือกได้ จึงทรงใช้พระพักตร์สีแดงสดอันงดงามที่สุดแห่งยุคเท็นเปียวประทับลงบนแผลบนร่างกายของคนโรคเรื้อน ทรงดูดหนองออกมาและคายออกทางฟันอันสวยงามของพระองค์ ด้วยเหตุนี้ แผลที่ลุกลามจากไหล่ไปยังหน้าอก จากหน้าอกไปยังเอว และสุดท้ายไปยังบั้นท้าย รองเท้าสกปรกของชายต่ำต้อยและอัปลักษณ์ได้ถูกสัมผัสโดยริมฝีปากของหญิงสาวผู้เป็นตัวอย่างของความเป็นหญิงอย่างแท้จริง “ตอนนี้ฉันดูดหนองออกหมดแล้ว อย่าบอกใครเรื่องนี้นะ” ร่างของชายป่วยพลันแปรเปลี่ยนเป็นรูปร่างสง่างามและเริ่มเปล่งประกายเจิดจ้า “ท่านได้ชำระล้างมลทินของอักโษภยพุทธเจ้าจนหมดสิ้นแล้ว จงอย่าบอกใคร นี่เป็นเรื่องราวที่น่าอัศจรรย์อย่างแท้จริง และเป็นความภาคภูมิใจของเราที่มีจักรพรรดินีผู้ทรงแบกรับตำนานเช่นนี้”

ทั้งนี้จะขอเล่าเรื่องยะคุอินหรือโรงพยาบาลโบราณเพิ่มเติม เพราะเกี่ยวเนื่องกับมหากรุณาในพุทธศาสนา

ยะคุอินนั้นแรกเริ่มที่เจ้าชายโชโตกุ ผู้เป็นมหาอุบาสกและปราชญ์พุทธศาสนาผู้ยิ่งใหญ่สร้างขึ้นในวัดชิเทนโนจิ (วัดจตุรมหาราชิกา) อันเป็นอารามเต็มรูปแบบแห่งแรกของญี่ปุ่นในปีแรกของรัชสมัยจักรพรรดินีซุยโกะ (ค.ศ. 593) เพื่อช่วยผู้คนที่ได้รับบาดเจ็บและเจ็บป่วยด้วยการปลูกสมุนไพรที่นั่นตามแนวคิดเรื่องความเมตตากรุณาของพุทธศาสนา

ต่อมาในรัชศกเทนเปียวปีที่ 2 (ค.ศ. 730) มีการสร้างยะคุอินขึ้นอีกก่อตั้งขึ้นร่วมกับไซดะอิน (悲田院) อันเป็นที่สงเคราะห์คนยากจนและลูกกำพร้าตามหลักเมตตากรุณาของพุทธศาสนา ทั้งนี้ตามคำร้องขอของจักรพรรดินีโคเมียว และให้ความคุ้มครอง การรักษา และยารักษาโรคสำหรับผู้ป่วยและเด็กกำพร้า สมุนไพรที่บริจาคจากประเทศต่างๆ มอบให้คนยากจนฟรี

นี่คือมหากรุณาของพระจักรพรรดินี

'มหากรุณา' เป็นหลักใหญ่หนึ่งในสองหลักการของความเป็น 'มหายาน' อันประกอบไปด้วย โพธิจิตและมหากรุณา

โพธิจิต คือจิตที่ปราถนาการรู้แจ้ง (โพธิ) เพื่อนำสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ด้วยวิธีการต่างๆ โดยมีการรู้แจ้งเป็นปลายทางของการพ้นทุกข์ ดังนั้น ผู้มีโพธิจิตจึงตั้งใจจะเป็นพระโพธิสัตว์แล้วเป็นพุทธองค์เพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้มากที่สุดและยอมเกิดลหายภพชาติที่สุดเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น

ความตั้งใจเช่นนั้น ยังเรียกว่า มหากรุณา คือความสงสาร เวทนา และความเห็นอกเป็นใจอย่างที่สุดในสรรพชีวิตโดยไม่แบ่งเขาแบ่งเรา ช่วยเหลือทุกคนโดยใจที่เสมอภาพ และเพราะความกรุณาอันยิ่งใหญ่นั้นเอง จึงทำให้คนๆ หนึ่งเกิดโพธิจิตขึ้นมา

นี่คือเสาหลักทั้งสองของความเป็นมหายาน

ในบรรดาพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ทรงเป็นบุคคลาธิษฐานของหลักมหากรุณา เพราะทรงอุทิศตนสดับฟังสัตว์ทั่วโลก (อวโลกิตะ) แล้วจะเร่งรุดไปช่วยเหลือด้วยการสำแดงกายเป็นปางต่างๆ ตามจริตและเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสรรพสัตว์เหล่านั้น

ปางหนึ่งเรียกว่า 'เอกาทศมุขอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์' คือ พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ 11 หน้า

หน้าทั้ง 11 นี้ 10 หน้าเป็นใบหน้าของโพธิสัตว์ลักษณ์ต่างๆ มองทิศทั้ง 8 และทิศเบื้องบนกับเบื้องล่างอีก 2 เพื่อมองหาผู้ขอความช่วยเหลือ

ใบหน้าที่ 11 บนยอดสุด คือพระเศียรของพระอมิตาภพุทธเจ้า ซึ่งเป็นประธานแห่งโลกธาตุ (จักรวาล) และพุทธเกษตร (ดินแดนแห่งพระพุทธเจ้า) ที่เรียกว่า 'สุขาวตี' อันเป็นเกษตรที่มีแต่ความสุขไม่มีความทุกข์เลย ผุ้ที่ปรารถนาจะไปเกิดยังเกษตรแห่งนั้น เพียงแค่ภาวนาพระนามพระอมิตาภพุทธเจ้า (เช่น การสวดว่า นะโม อมิตาภพุทธ) ก็จะได้ไปเกิดยังที่นั่น ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายในสหาโลกธาตุ (จักรวาลที่เราอยุ่กัน ณ ขณะนี้) เพื่อเสวยทุกข์อีก

อนึ่ง พระอมิตาภพุทธเจ้าก็ทรงเป็นพระธยานิพุทธะ 1 ใน 5 องค์ ทรงประทับทางทิศตะวันตก

พระอมิตาภพุทธเจ้าทรงมีพระโพธิสัตว์บริวารสองพระองค์ หนึ่งคือ พระอวโลกิเตศวร สองคือ พระมหาสถามปราปต์

พระมหาสถาปปราต์โพธิสัตว์ มักจะจำแลงพระองค์มาเป็นพระภิกษุที่มีชื่อเสียงในยุคสมัยต่างๆ เพื่อสอนให้ผู้คนสวดภาวนาพระนามพระอมิตาภพุทธเจ้าแล้วตั้งใจไปเกิดยังสุขาวตีโลกธาตุ จะได้ไม่ต้องทุกข์อีกโดยถาวร

พระอวโลกิเตศวรทรงเปี่ยมด้วยความกรุณาจึงคอยช่วยสรรพสัตว์ แม้สรรพสัตว์นั้นจะยังไม่อยากบรรลุกธรรมเพื่อพ้นทุกข์ถาวร ก็จะทรงช่วยเรื่อยๆ ไปไม่มีที่สิ้นสุด

ความกรุณาอันไร้ขอบเขตนี้เป็นคุณสมบัติของพระอวโลกิเตศวร และผู้คนในยุคนั้นก็ตระหนักว่าพระจักรพรรดินีโคเมียวเปี่ยมด้วยความเวทนาสงสารประชาชน ทรงไม่ต่างอะไรกับพระอวโลกิเตศวรเลย

ที่วัดฮกเกจิ (法華寺) เมืองนาระ มีสมบัติของชาติญี่ปุ่น (国宝) อยู่ชิ้นหนึ่ง คือ พระเอกาทศมุขอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ความพิเศษของพุทธปฏิมาองค์นี้ก็คึอ สร้างตามรูปลักษณ์ของพระจักรพรรดินีโคเมียว (光明皇后) ผู้ทรงพระเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์และอาณาประชาราษฎร์ และยังอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่างไพศาล ทรงสร้างและส่งเสริมวัดต่างๆ ในราชธานีนาระ รวมถึงวัดฮกเกจิด้วย

พระเอกาทศมุขอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์องค์นี้เป็นพระประธานของวัดฮกเกจิ แกะสลักจากไม้สนคายะ (カヤ) สูง 1 เมตร ประดิษฐานอยู่ในศาลในพระวิหารหลวง โดยปกติจะไม่เปิดให้ประชาชนเข้าชม และจะเปิดให้ชมเฉพาะในบางวันในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงเท่านั้น

มีตำนานเล่าว่าสร้างโดยประติมากรจากชมพูทวีป ชื่อมอนโทชิ (問答師) โดยจำลองแบบมาจากพระรูปพระโฉมของจักรพรรดินีโคเมียว โดยตำนานนี้ปรากฏในหนังสือ 'โคฟุคุจิ รันโช-กิ' 『興福寺濫觴記』หรือ 'ตำนานความเป็นมาของวัดโคฟุคุจิ' ซึ่งกล่าวว่ากษัตริย์พระนามว่า พระเจ้าทฤษฏิสมุตถิตะ (見生王) แห่งอาณาจักรคันธาระ (ปัจจุบันคือทางตอนเหนือของปากีสถาน) ปรารถนาจะบูชาพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์องค์เป็นๆ คืนหนึ่งในความฝัน กษัตริย์ได้รับคำบอกกล่าวว่า หากพระองค์ต้องการบูชาอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ที่มีชีวิต พระองค์ควรบูชาจักรพรรดินีโคเมียวแห่งญี่ปุ่น ดังนั้นพระองค์จึงส่งประติมากรชื่อมอนโทชิไปยังญี่ปุ่น มอนโดชิได้สร้างรูปปั้นพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ 3 องค์ โดยจำลองแบบมาจากจักรพรรดินีโคเมียว และหนึ่งในนั้นคือรูปพระเอกาทศมุขอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ประจำวัดฮกเกจิ

ดังนั้น จักรพรรดินีโคเมียวจึงทรงเป็นนิรมาณกายหรือการจำแลงกายของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ สมแล้วกับที่พระนางทรงมีมหากรุณาที่ไร้ขอบเขตต่อพสกนิกรและสรรพสัตว์ทั้งหลาย

แม้ว่ากันตามหลักประมานวิทยา (คือวิชาว่าด้วยการประเมินลักษณะของประติมากรรม) เชื่อกันว่าสร้างขึ้นในช่วงต้นยุคเฮอัน คือครึ่งแรกของศตวรรษที่ 9 ซึ่งคล้อยหลังจากยุคสมัยของจักรพรรดินีโคเมียวนานหลายร้อยปีแล้ว

แต่ดวงหน้าที่อ่อนโยน เปี่ยมด้วยเมตตากรุณาของเอกาทศมุขอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ผู้ที่พบเห็นและทราบตำนานเบื้องหลัง ย่อมอดไม่ได้จริงๆ ที่จะติดว่า พุทธปฏิมาองค์นี้ ช่างเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของจักรพรรดินีโคเมียวเสียเหลือเกิน

ความงามอันลึกซึ้งนี้ เทะซึโร วะซึจิ ได้สัมผัสและพรรณนาเอาไว้ในหนังสือ 'จาริกแสวงบุญวัดโบราณ' ว่า

"รูปเคารพหลักของวัดฮกเกจิ คือ พระเอกาทศมุขอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ เป็นรูปแกะสลักไม้ขนาดค่อนข้างเล็ก สูงเพียงสองฟุตกว่าๆ เมื่อคุณมองเข้าไปในตู้ที่แสงสลัวอย่างลังเล สิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาคุณจากรูปปั้นที่ดำคล้ำด้วยเขม่า คือ ดวงตาที่เปล่งประกายและริมฝีปากสีแดงก่ำ แม้ว่าใบหน้าจะดูอวบอิ่ม แต่ก็มีบางอย่างที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ อาจเป็นเพราะความประทับใจแรกเริ่มนี้ ทำให้พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ดูเหมือนถูกห้อมล้อมด้วยบรรยากาศลึกลับ อกที่งดงาม ลำตัวที่อวบอิ่มและนุ่มนวล ความอ่อนนุ่มและยืดหยุ่น และความโค้งมนยาวผิดปกติของแขนขวา ส่วนโค้งที่เป็นเอกลักษณ์จากปลายแขนถึงนิ้วอวบที่กำลังจับอาภรสวรรค์ คุณลักษณะเหล่านี้ถูกแกะสลักอย่างชัดเจนและคมชัด แต่ความงามของมันกลับสร้างความประทับใจที่แตกต่างจากพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์องค์อื่นๆ ในยุคเท็นเปียว หากจะกล่าวถึงคุณลักษณะลึกลับของนิกายคุยหยาน (密宗 คือ พุทธศาสนาที่ถ่ายทอดด้วยคำสอนอันลึกลับ) อย่างเต็มที่แล้ว รูปปั้นที่คล้ายกับพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์นี้ ย่อมนับได้ว่าเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีที่สุดของศิลปะพุทธศาสนาฝ่ายคุยหยาน ศิลปะคุยหยานดูเหมือนจะแสดงออกถึงความรู้สึกทางเพศที่โดดเด่นเป็นพิเศษ และจากมุมมองของคุยหยานซึ่งแสวงหาการแสดงออกของสัจธรรมที่แท้จริงในทุกสิ่ง การตระหนักถึงพุทธภาวะในความงามอันเย้ายวนของสตรีจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม การตระหนักถึงความลึกซึ้งอันไร้ขอบเขตที่อยู่เบื้องหลังความงามเช่นนี้ ส่งผลให้เกิด "ความมืดมน" อันลึกลับเพิ่มเติมเข้าไปในประติมากรรมรูปทรงสตรี รูปสลักพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์นี้เป็นหลักฐานที่ยอดเยี่ยมของเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความตระหนักรู้ทั้งในการปฏิเสธความรู้สึกทางเพศในฐานะศัตรู และความตระหนักรู้ถึงพลังอันหยั่งไม่ถึงที่อยู่ภายในนั้น การแบ่งแยกเช่นนี้ไม่ปรากฏให้เห็นในความกลมกลืนอันงดงามของศิลปะเท็นเปียว"

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - Hokkeiji Nunnery Eleven-Headed Kwannon II, Imperial Japanese Commission to the Panama-Pacific International Exposition - Japanese Temples and their Treasures (The Shimbi Shoin 1915)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...