อนุทิน งัด ม.28 ไฟเขียว ธ.ก.ส. ปล่อย ‘สินเชื่อคนละครึ่ง’ ลดต้นทุนปุ๋ย-เมล็ดพันธุ์ ดอกเบี้ยเบา 3%
อนุทิน พลิกเกมเกษตร เลิกแจกเงินหันมาสอนตกปลาด้วยเทคโนโลยี ดึงมาตรา 28 เปิดทาง ธ.ก.ส. เปิดตัวสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง วงเงิน 30,000 ล้านบาท หนุนเกษตรกรกู้ซื้อปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์รายละไม่เกิน 1 แสนบาท ช่วยจ่ายดอกเบี้ยให้ครึ่งหนึ่งจาก 6% เหลือจ่ายจริงแค่ 3% นาน 3 ปี หวังดัดหลังปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก เปิดเงื่อนไขต้องผ่านการอบรมใช้ปุ๋ยตามค่าดินและใช้พันธุ์พืชมาตรฐาน ชี้ปรับตัวสู้ศึกวิกฤตโลกยุคที่อาหารมีค่ามากกว่าน้ำมัน ดีเดย์พื้นที่อยุธยา-อ่างทองตื่นตัวยื่นกู้แล้ว 40 ล้าน
3 กรกฎาคม 2569 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยในโอกาสลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นประธานเปิดตัว โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพื่อลดต้นทุนการผลิต ว่า นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลในปัจจุบันมุ่งเน้นการวางรากฐานให้ภาคเกษตรกรรมเติบโตในระยะยาว โดยจะไม่เน้นการแจกเงินแบบชั่วคราว แต่จะเน้นการสร้างโอกาสให้เข้าถึงเงินทุนและการใช้เทคโนโลยีเข้ามาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างความยั่งยืน
รัฐบาลพยายามหาทางลดต้นทุนให้เกษตรกรมาโดยตลอด เพราะถ้าปล่อยให้ปลูกพืชไปเรื่อยๆ โดยไม่คำนึงถึงต้นทุน โอกาสที่จะสร้างกำไรก็น้อยลง การจัดทำมาตรการในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการส่งมอบเครื่องมือให้ทำมาหากินในระยะยาว แตกต่างจากในอดีตที่จะเป็นลักษณะของการเยียวยาหลังจากเกิดความเสียหายขึ้นแล้ว
"แนวทางเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ เราจะไม่เอาแต่แจกปลาให้กับพี่น้องประชาชน แต่จะให้เบ็ดตกปลาที่จะทำให้ทุกคนสามารถไปบริหารจัดการรายได้และโอกาสของตัวเองได้มากขึ้น" นายอนุทินกล่าว
นายอนุทินระบุว่า ในอดีตตั้งแต่สมัยที่ตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อถึงฤดูกาลน้ำท่วมตนต้องลงพื้นที่มาแจกยาและแจกถุงยังชีพทุกวันอาทิตย์ ซึ่งตนเคยตั้งคำถามกับตัวเองมาตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมาว่าเหตุใดจึงต้องเกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากเช่นนี้ทุกปี แต่ในเวลานั้นยังไม่มีอำนาจเต็มในการสั่งการแก้ไขปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จ
ทั้งนี้ ปัญหาน้ำท่วมในแต่ละปี รัฐบาลต้องเสียเงินงบประมาณไปกับการเยียวยาภัยพิบัติทั่วประเทศเฉลี่ยปีละ 40,000 - 50,000 ล้านบาท หากรวมระยะเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่าสูงถึงเกือบ 300,000 ล้านบาท ซึ่งการเยียวยาหลังคาเรือนละ 9,000 บาท ไม่สามารถช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้จริงเพราะเกษตรกรต้องทนน้ำท่วมขังเป็นเวลานานกว่า 2 เดือนจนทำมาหากินลำบาก ไม่มีแม้กระทั่งไฟฟ้าใช้
รัฐบาลจึงเปลี่ยนวิธีคิดด้วยการหันมาลงทุนในระบบชลประทานเพื่อตัดงบประมาณการเยียวยาซ้ำซากไปทำโครงการผันน้ำระยะยาว โดยได้หารือกับอธิบดีกรมชลประทานเพื่อผลักดันโครงการผันน้ำจากแม่น้ำป่าสักออกสู่อ่าวไทย ซึ่งเป็นโครงการที่ออกแบบไว้แล้วแต่ยังติดขัดเรื่องงบประมาณ โดยโครงการนี้จะใช้ งบประมาณรวมแสนกว่าล้านบาท เฉลี่ยปีละหมื่นกว่าล้านบาทผูกพัน 7-8 ปี ซึ่งคุ้มค่ากว่าการเสียเงินเยียวยาทิ้งไปในแต่ละปี โดยในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรมชลประทานมีโครงการผันน้ำรวม 7 โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในเขตภาคกลาง ตั้งแต่อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ปทุมธานี นนทบุรี ไปจนถึงกรุงเทพมหานคร
นอกจากนี้ ในภาวะวิกฤตความขัดแย้งทั่วโลก ประเทศที่เกิดการสู้รบส่วนใหญ่เป็นประเทศกลุ่มพลังงานที่มีน้ำมันแต่ผลิตอาหารเองไม่ได้ เมื่อเกิดสงครามสิ่งแรกที่จะขาดแคลนคืออาหาร ประเทศไทยแม้จะไม่มีน้ำมันแต่เรามีอาหารและมีศักยภาพในการผลิต ซึ่งถือเป็นโอกาสและสร้างอำนาจต่อรองในตลาดโลก รัฐบาลจึงต้องเข้ามาอุดหนุนเพื่อเสริมความแข็งแกร่งตั้งแต่ฐานราก ไม่ให้สินค้าเกษตรไทยถูกกดราคาในอนาคต และหากเกิดปัญหาน้ำท่วมขังขึ้นในอนาคต กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็จะต้องเข้ามาส่งเสริมให้เกษตรกรสร้างรายได้จากน้ำที่ท่วมขัง เช่น การหาพันธุ์ปลาคุณภาพสูงมาแปรสภาพขายสร้างมูลค่าแทนการปล่อยให้เสียโอกาสในการทำกิน
ด้าน ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า สินเชื่อดังกล่าวจัดตั้งขึ้นภายใต้กรอบวงเงินโครงการรวม 30,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรที่เป็นลูกค้า ธ.ก.ส. และขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนหมุนเวียนในการจัดซื้อปัจจัยการผลิตที่จำเป็น โดยเฉพาะการซื้อปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ในราคาที่เป็นธรรมภายใต้การควบคุมของกรมการค้าภายใน
สำหรับเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อ กำหนดวงเงินกู้รายละไม่เกิน 100,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี โดยรัฐบาลจะเข้ามาช่วยชดเชยค่าดอกเบี้ยให้ครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 3 ต่อปี ทำให้เกษตรกรมีภาระจ่ายดอกเบี้ยจริงเพียงร้อยละ 3 ต่อปีเท่านั้น กำหนดระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ไม่เกิน 12 เดือน โดยเมื่อเกษตรกรขายผลผลิตและชำระเงินคืนเสร็จสิ้นตามเงื่อนไข จะสามารถวนกู้ใหม่ในรอบการผลิตถัดไปได้ทันที ซึ่งวงเงินกู้รายละ 100,000 บาทนี้ คำนวณมาจากต้นทุนการผลิตเฉลี่ยของเกษตรกรทั่วไปที่อยู่ราว 5,000 บาทต่อไร่ รองรับการเพาะปลูกสูงสุดรายละ 20 ไร่
ขณะที่ นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธ.ก.ส. ชี้แจงถึงรายละเอียดทางบัญชีและการบริหารจัดการวงเงินว่า ธ.ก.ส. ได้ดึงงบประมาณมาจากวงเงินตามมาตรา 28 ของ พ.ร.บ.สถาบันการเงินชุมชนสร้างไทย เดิมที่มีกรอบอยู่ 5,280 ล้านบาท แบ่งมาใช้ในโครงการนี้จำนวน 2,970 ล้านบาท โดยแยกเป็นงบประมาณสำหรับชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 3 ให้แก่เกษตรกรจำนวน 2,700 ล้านบาท และอีก 270 ล้านบาทจัดสรรไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการลงพื้นที่และจัดอบรมความรู้ทางเทคโนโลยีการผลิตเพื่อปรับเปลี่ยนวิธีทำเกษตรกรรมดั้งเดิมไปสู่เกษตรแม่นยำ
โครงการนี้กำหนดกลุ่มเป้าหมายในเฟสแรกไว้ที่พืชเศรษฐกิจหลักและผลไม้รวม 7 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ยางพารา อ้อย และผลไม้บางชนิด ซึ่งเป็นพืชที่จะต้องเริ่มใส่ปุ๋ยในช่วงเดือนกรกฎาคม สิงหาคม และกันยายน การอนุมัติสินเชื่อจึงออกมาสอดรับกับฤดูกาลผลิตจริง โดยหลังจากเปิดให้ยื่นกู้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา เฉพาะในพื้นที่นำร่องอย่างอำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดอ่างทอง มีเกษตรกรให้ความสนใจยื่นขอสินเชื่อเข้ามาแล้วกว่า 40 ล้านบาท สะท้อนว่าเกษตรกรตื่นตัวกับการลดต้นทุน
เพื่อป้องกันการนำเงินกู้ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ธ.ก.ส. ได้จัดวางระบบตรวจสอบอย่างเข้มงวด โดยเกษตรกรที่กู้เงินจะต้องนำไปซื้อปุ๋ยจากร้านค้า A-Shop ของ ธ.ก.ส. สหกรณ์การเกษตร หรือร้านค้าภายใต้กรมส่งเสริมสหกรณ์เท่านั้น และทางธนาคารจะมีกระบวนการลงพื้นที่สอบทานทางกายภาพหรือตรวจสอบ ‘ซากถุงปุ๋ย’ นำมาคีย์ข้อมูลเทียบรหัสยันกับระบบในตอนซื้อ เพื่อยืนยันว่าเม็ดเงินไหลเข้าสู่ภาคการผลิตจริง
นอกจากมาตรการทางการเงินแล้ว เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะต้องผ่านหลักสูตรพัฒนาทักษะ (Upskill/Reskill) ผ่านระบบออนไลน์และวิดีโอ ซึ่ง ธ.ก.ส. ได้ร่วมมือกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำเทคโนโลยี AI Chatbot ชื่อว่า "น้องเมฆฝน" เข้ามาให้บริการบนแอปพลิเคชัน BAAC Mobile เพื่อให้เกษตรกรสามารถแชทสอบถามข้อมูลการวิเคราะห์ค่าดินในพื้นที่ของตนเอง และรับคำแนะนำสูตรการผสมแม่ปุ๋ยให้ตรงกับสภาพดิน ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเกินความจำเป็น รวมถึงเชื่อมต่อข้อมูลกับระบบแผนที่ออนไลน์ Agri-Map ของกรมพัฒนาที่ดินเพื่อใช้วางแผนเพาะปลูกพืชทดแทนที่เหมาะสมกับสภาพอากาศในอนาคต
ทั้งนี้ ปัจจุบัน ธ.ก.ส. มีการปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบภาคการเกษตรทั้งหมดปีละประมาณ 500,000 - 600,000 ล้านบาท ซึ่งร้อยละ 70-80 เป็นสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยการผลิต เช่น เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ค่าแรง และค่าเครื่องจักรกล หากวงเงินโครงการกู้ดอกเบี้ยคนละครึ่งที่ตั้งไว้ปีละ 30,000 ล้านบาทไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรทั่วประเทศ รัฐบาลและ ธ.ก.ส. ก็พร้อมที่จะพิจารณาขยายกรอบวงเงินโดยใช้มาตรา 28 เพิ่มเติมเพื่อรองรับการผลิตต่อไป เกษตรกรที่สนใจสามารถแสดงความประสงค์เข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ