โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อนุทิน งัด ม.28 ไฟเขียว ธ.ก.ส. ปล่อย ‘สินเชื่อคนละครึ่ง’ ลดต้นทุนปุ๋ย-เมล็ดพันธุ์ ดอกเบี้ยเบา 3%

การเงินธนาคาร

อัพเดต 3 กรกฎาคม 2569 เวลา 21.43 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

อนุทิน พลิกเกมเกษตร เลิกแจกเงินหันมาสอนตกปลาด้วยเทคโนโลยี ดึงมาตรา 28 เปิดทาง ธ.ก.ส. เปิดตัวสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง วงเงิน 30,000 ล้านบาท หนุนเกษตรกรกู้ซื้อปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์รายละไม่เกิน 1 แสนบาท ช่วยจ่ายดอกเบี้ยให้ครึ่งหนึ่งจาก 6% เหลือจ่ายจริงแค่ 3% นาน 3 ปี หวังดัดหลังปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก เปิดเงื่อนไขต้องผ่านการอบรมใช้ปุ๋ยตามค่าดินและใช้พันธุ์พืชมาตรฐาน ชี้ปรับตัวสู้ศึกวิกฤตโลกยุคที่อาหารมีค่ามากกว่าน้ำมัน ดีเดย์พื้นที่อยุธยา-อ่างทองตื่นตัวยื่นกู้แล้ว 40 ล้าน

3 กรกฎาคม 2569 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยในโอกาสลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นประธานเปิดตัว โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพื่อลดต้นทุนการผลิต ว่า นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลในปัจจุบันมุ่งเน้นการวางรากฐานให้ภาคเกษตรกรรมเติบโตในระยะยาว โดยจะไม่เน้นการแจกเงินแบบชั่วคราว แต่จะเน้นการสร้างโอกาสให้เข้าถึงเงินทุนและการใช้เทคโนโลยีเข้ามาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างความยั่งยืน

รัฐบาลพยายามหาทางลดต้นทุนให้เกษตรกรมาโดยตลอด เพราะถ้าปล่อยให้ปลูกพืชไปเรื่อยๆ โดยไม่คำนึงถึงต้นทุน โอกาสที่จะสร้างกำไรก็น้อยลง การจัดทำมาตรการในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการส่งมอบเครื่องมือให้ทำมาหากินในระยะยาว แตกต่างจากในอดีตที่จะเป็นลักษณะของการเยียวยาหลังจากเกิดความเสียหายขึ้นแล้ว

"แนวทางเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ เราจะไม่เอาแต่แจกปลาให้กับพี่น้องประชาชน แต่จะให้เบ็ดตกปลาที่จะทำให้ทุกคนสามารถไปบริหารจัดการรายได้และโอกาสของตัวเองได้มากขึ้น" นายอนุทินกล่าว

นายอนุทินระบุว่า ในอดีตตั้งแต่สมัยที่ตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อถึงฤดูกาลน้ำท่วมตนต้องลงพื้นที่มาแจกยาและแจกถุงยังชีพทุกวันอาทิตย์ ซึ่งตนเคยตั้งคำถามกับตัวเองมาตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมาว่าเหตุใดจึงต้องเกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากเช่นนี้ทุกปี แต่ในเวลานั้นยังไม่มีอำนาจเต็มในการสั่งการแก้ไขปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จ

ทั้งนี้ ปัญหาน้ำท่วมในแต่ละปี รัฐบาลต้องเสียเงินงบประมาณไปกับการเยียวยาภัยพิบัติทั่วประเทศเฉลี่ยปีละ 40,000 - 50,000 ล้านบาท หากรวมระยะเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่าสูงถึงเกือบ 300,000 ล้านบาท ซึ่งการเยียวยาหลังคาเรือนละ 9,000 บาท ไม่สามารถช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้จริงเพราะเกษตรกรต้องทนน้ำท่วมขังเป็นเวลานานกว่า 2 เดือนจนทำมาหากินลำบาก ไม่มีแม้กระทั่งไฟฟ้าใช้

รัฐบาลจึงเปลี่ยนวิธีคิดด้วยการหันมาลงทุนในระบบชลประทานเพื่อตัดงบประมาณการเยียวยาซ้ำซากไปทำโครงการผันน้ำระยะยาว โดยได้หารือกับอธิบดีกรมชลประทานเพื่อผลักดันโครงการผันน้ำจากแม่น้ำป่าสักออกสู่อ่าวไทย ซึ่งเป็นโครงการที่ออกแบบไว้แล้วแต่ยังติดขัดเรื่องงบประมาณ โดยโครงการนี้จะใช้ งบประมาณรวมแสนกว่าล้านบาท เฉลี่ยปีละหมื่นกว่าล้านบาทผูกพัน 7-8 ปี ซึ่งคุ้มค่ากว่าการเสียเงินเยียวยาทิ้งไปในแต่ละปี โดยในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรมชลประทานมีโครงการผันน้ำรวม 7 โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในเขตภาคกลาง ตั้งแต่อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ปทุมธานี นนทบุรี ไปจนถึงกรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ ในภาวะวิกฤตความขัดแย้งทั่วโลก ประเทศที่เกิดการสู้รบส่วนใหญ่เป็นประเทศกลุ่มพลังงานที่มีน้ำมันแต่ผลิตอาหารเองไม่ได้ เมื่อเกิดสงครามสิ่งแรกที่จะขาดแคลนคืออาหาร ประเทศไทยแม้จะไม่มีน้ำมันแต่เรามีอาหารและมีศักยภาพในการผลิต ซึ่งถือเป็นโอกาสและสร้างอำนาจต่อรองในตลาดโลก รัฐบาลจึงต้องเข้ามาอุดหนุนเพื่อเสริมความแข็งแกร่งตั้งแต่ฐานราก ไม่ให้สินค้าเกษตรไทยถูกกดราคาในอนาคต และหากเกิดปัญหาน้ำท่วมขังขึ้นในอนาคต กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็จะต้องเข้ามาส่งเสริมให้เกษตรกรสร้างรายได้จากน้ำที่ท่วมขัง เช่น การหาพันธุ์ปลาคุณภาพสูงมาแปรสภาพขายสร้างมูลค่าแทนการปล่อยให้เสียโอกาสในการทำกิน

ด้าน ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า สินเชื่อดังกล่าวจัดตั้งขึ้นภายใต้กรอบวงเงินโครงการรวม 30,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรที่เป็นลูกค้า ธ.ก.ส. และขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนหมุนเวียนในการจัดซื้อปัจจัยการผลิตที่จำเป็น โดยเฉพาะการซื้อปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ในราคาที่เป็นธรรมภายใต้การควบคุมของกรมการค้าภายใน

สำหรับเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อ กำหนดวงเงินกู้รายละไม่เกิน 100,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี โดยรัฐบาลจะเข้ามาช่วยชดเชยค่าดอกเบี้ยให้ครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 3 ต่อปี ทำให้เกษตรกรมีภาระจ่ายดอกเบี้ยจริงเพียงร้อยละ 3 ต่อปีเท่านั้น กำหนดระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ไม่เกิน 12 เดือน โดยเมื่อเกษตรกรขายผลผลิตและชำระเงินคืนเสร็จสิ้นตามเงื่อนไข จะสามารถวนกู้ใหม่ในรอบการผลิตถัดไปได้ทันที ซึ่งวงเงินกู้รายละ 100,000 บาทนี้ คำนวณมาจากต้นทุนการผลิตเฉลี่ยของเกษตรกรทั่วไปที่อยู่ราว 5,000 บาทต่อไร่ รองรับการเพาะปลูกสูงสุดรายละ 20 ไร่

ขณะที่ นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธ.ก.ส. ชี้แจงถึงรายละเอียดทางบัญชีและการบริหารจัดการวงเงินว่า ธ.ก.ส. ได้ดึงงบประมาณมาจากวงเงินตามมาตรา 28 ของ พ.ร.บ.สถาบันการเงินชุมชนสร้างไทย เดิมที่มีกรอบอยู่ 5,280 ล้านบาท แบ่งมาใช้ในโครงการนี้จำนวน 2,970 ล้านบาท โดยแยกเป็นงบประมาณสำหรับชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 3 ให้แก่เกษตรกรจำนวน 2,700 ล้านบาท และอีก 270 ล้านบาทจัดสรรไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการลงพื้นที่และจัดอบรมความรู้ทางเทคโนโลยีการผลิตเพื่อปรับเปลี่ยนวิธีทำเกษตรกรรมดั้งเดิมไปสู่เกษตรแม่นยำ

โครงการนี้กำหนดกลุ่มเป้าหมายในเฟสแรกไว้ที่พืชเศรษฐกิจหลักและผลไม้รวม 7 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ยางพารา อ้อย และผลไม้บางชนิด ซึ่งเป็นพืชที่จะต้องเริ่มใส่ปุ๋ยในช่วงเดือนกรกฎาคม สิงหาคม และกันยายน การอนุมัติสินเชื่อจึงออกมาสอดรับกับฤดูกาลผลิตจริง โดยหลังจากเปิดให้ยื่นกู้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา เฉพาะในพื้นที่นำร่องอย่างอำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดอ่างทอง มีเกษตรกรให้ความสนใจยื่นขอสินเชื่อเข้ามาแล้วกว่า 40 ล้านบาท สะท้อนว่าเกษตรกรตื่นตัวกับการลดต้นทุน

เพื่อป้องกันการนำเงินกู้ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ธ.ก.ส. ได้จัดวางระบบตรวจสอบอย่างเข้มงวด โดยเกษตรกรที่กู้เงินจะต้องนำไปซื้อปุ๋ยจากร้านค้า A-Shop ของ ธ.ก.ส. สหกรณ์การเกษตร หรือร้านค้าภายใต้กรมส่งเสริมสหกรณ์เท่านั้น และทางธนาคารจะมีกระบวนการลงพื้นที่สอบทานทางกายภาพหรือตรวจสอบ ‘ซากถุงปุ๋ย’ นำมาคีย์ข้อมูลเทียบรหัสยันกับระบบในตอนซื้อ เพื่อยืนยันว่าเม็ดเงินไหลเข้าสู่ภาคการผลิตจริง

นอกจากมาตรการทางการเงินแล้ว เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะต้องผ่านหลักสูตรพัฒนาทักษะ (Upskill/Reskill) ผ่านระบบออนไลน์และวิดีโอ ซึ่ง ธ.ก.ส. ได้ร่วมมือกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำเทคโนโลยี AI Chatbot ชื่อว่า "น้องเมฆฝน" เข้ามาให้บริการบนแอปพลิเคชัน BAAC Mobile เพื่อให้เกษตรกรสามารถแชทสอบถามข้อมูลการวิเคราะห์ค่าดินในพื้นที่ของตนเอง และรับคำแนะนำสูตรการผสมแม่ปุ๋ยให้ตรงกับสภาพดิน ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเกินความจำเป็น รวมถึงเชื่อมต่อข้อมูลกับระบบแผนที่ออนไลน์ Agri-Map ของกรมพัฒนาที่ดินเพื่อใช้วางแผนเพาะปลูกพืชทดแทนที่เหมาะสมกับสภาพอากาศในอนาคต

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ธ.ก.ส. มีการปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบภาคการเกษตรทั้งหมดปีละประมาณ 500,000 - 600,000 ล้านบาท ซึ่งร้อยละ 70-80 เป็นสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยการผลิต เช่น เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ค่าแรง และค่าเครื่องจักรกล หากวงเงินโครงการกู้ดอกเบี้ยคนละครึ่งที่ตั้งไว้ปีละ 30,000 ล้านบาทไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรทั่วประเทศ รัฐบาลและ ธ.ก.ส. ก็พร้อมที่จะพิจารณาขยายกรอบวงเงินโดยใช้มาตรา 28 เพิ่มเติมเพื่อรองรับการผลิตต่อไป เกษตรกรที่สนใจสามารถแสดงความประสงค์เข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจทั่วไทย ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...