นิติบุคคล ส่งงบปี 69 ทะลุ7 แสน พาณิชย์เตือน 1.8 แสนรายค้างส่ง เสียเครดิต-แบงก์ไม่ปล่อยกู้
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผย นิติบุคคล ยื่นงบปี 69 ทะลุ 7 แสนราย ชู e-Filing เฉียด 100% ตกค้างอีกกว่าสองแสนรายที่ยังไม่ส่งงบตามกำหนด เตือนกลุ่มค้างส่ง 21% เสี่ยงสูญเสียเครดิตความน่าเชื่อถือทางบัญชีทันทีหลังระบบเตรียมโชว์สถานะเตือนต่อสาธารณะ ย้ำโทษปรับคู่ขนานทั้งตัวบริษัทและกรรมการผู้จัดการ หากปล่อยค้างส่งสะสมครบสามปีพร้อมใช้ไม้ตายสั่งถอนทะเบียนเป็นบริษัทร้าง
29 มิถุนายน 2569 - นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยสถิติเชิงลึกเกี่ยวกับการนำส่งงบการเงินประจำปี 2569 ของนิติบุคคลไทย ซึ่งเป็นรอบปีบัญชีสิ้นสุดปี 2568 โดยระบุว่า ฐานข้อมูลงบการเงินเหล่านี้ถือเป็นตัวบ่งชี้สำคัญถึงความโปร่งใสและเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจไทย จากการประมวลผลล่าสุดพบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลที่มีหน้าที่ต้องยื่นงบการเงินตามกฎหมายรวมทั้งสิ้น 907,151 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้าซึ่งมียอดรวมอยู่ที่ 867,911 ราย
หากทำการแยกแยะข้อมูลนิติบุคคลทั้งหมดตามพื้นที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ จะพบว่าเป็นนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการตั้งอยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครจำนวน 319,417 ราย และกระจายตัวอยู่ในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศอีกจำนวน 587,734 ราย โดยในภาพรวมมีนิติบุคคลที่ได้ดำเนินการจัดส่งงบการเงินเข้าสู่ระบบเป็นที่เรียบร้อยแล้วจำนวน 717,468 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 79 ของนิติบุคคลทั้งหมดที่มีหน้าที่ต้องนำส่ง แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงมีนิติบุคคลที่ยังไม่ได้นำส่งงบการเงินอีกจำนวน 189,683 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 21
เมื่อเจาะลึกรายละเอียดตามประเภทขององค์กรธุรกิจที่มีการจัดส่งงบการเงินสูงสุด 3 อันดับแรก พบว่ากลุ่มบริษัทจำกัดมีการนำส่งงบการเงินแล้วมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งจำนวน 572,768 ราย ตามมาด้วยกลุ่มห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนจำนวน 140,213 ราย และอันดับที่สามคือกลุ่มบริษัทมหาชนจำกัดจำนวน 1,371 ราย โดยความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่น่าสนใจในรอบปีนี้คือ นิติบุคคลที่ส่งงบการเงินแล้วเกือบทั้งหมด หรือคิดเป็นจำนวน 715,718 ราย ซึ่งเท่ากับร้อยละ 99.8 ของผู้ที่นำส่งแล้ว ตัดสินใจเลือกใช้งานการยื่นงบการเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ DBD e-Filing ซึ่งทางกรมฯ คาดการณ์ว่าช่องทางดิจิทัลนี้จะขยับขึ้นไปแตะระดับร้อยละ 100 เต็มในระยะเวลาอันใกล้
“กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ขอขอบคุณนิติบุคคลทุกรายที่ให้ความร่วมมือในการนำส่งงบการเงินอย่างถูกต้องและตรงเวลา แสดงถึงความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ และขอแจ้งเตือนนิติบุคคล ที่ยังไม่ได้นำส่งงบการเงินอีก 189,683 ราย หรือ 21% ที่เหลือ ให้เร่งดำเนินการนำส่งผ่านระบบ DBD e-Filing โดยเร็วที่สุด เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ ตลอดจนร่วมขับเคลื่อนฐานข้อมูลเศรษฐกิจไทยให้มีความสมบูรณ์ ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน” นายพูนพงษ์ กล่าว
สำหรับกลุ่มนิติบุคคลที่ยังคงตกค้างและยังไม่ได้ดำเนินการนำส่งงบการเงินอีกกว่า 1.8 แสนรายนั้น ทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับผลกระทบทางกฎหมายและผลกระทบเชิงพาณิชย์ โดยระบุว่าหากผู้ประกอบการยังเพิกเฉยจะจงใจหรือไม่ก็ตาม จะต้องเผชิญกับบทลงโทษและความเสี่ยงร้ายแรงใน 3 ด้านหลักด้วยกัน
ด้านแรก คือ ผลกระทบทางคดีและมาตรการเปรียบเทียบปรับ ซึ่งนิติบุคคลที่ส่งงบการเงินล่าช้าหรือขาดส่งจะต้องชำระค่าปรับตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ โดยอัตราโทษปรับดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้แบบคู่ขนาน ทั้งในส่วนของนิติบุคคลที่เป็นตัวองค์กรธุรกิจเอง และในส่วนของบุคคลธรรมดาที่เป็นผู้แทนหรือกรรมการผู้มีอำนาจของนิติบุคคลนั้นๆ ด้วย
ด้านที่สอง คือ ผลกระทบต่อขีดความสามารถและความน่าเชื่อถือในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากหากบริษัทใดไม่นำส่งงบการเงินตามกำหนด ระบบฐานข้อมูลกลางจะทำการปรับสถานะและแสดงข้อความแจ้งเตือนอย่างชัดเจนว่า "ขาดส่งงบการเงิน" ซึ่งสถานะนี้จะเปิดเผยต่อสาธารณะ ส่งผลให้นักลงทุน คู่ค้าทางธุรกิจ ตลอดจนสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์ต่างๆ เกิดความไม่เชื่อมั่นในความโปร่งใสและฐานะทางการเงิน จนอาจส่งผลให้พลาดโอกาสในการร่วมทุนหรือการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อเพื่อหมุนเวียนในกิจการทันที
และ ด้านสุดท้าย ที่เป็นบทลงโทษขั้นรุนแรงที่สุด คือ ความเสี่ยงที่จะได้รับหมายเรียกทางกฎหมาย และหากนิติบุคคลรายใดมีพฤติกรรมค้างส่งงบการเงินติดต่อกันเป็นระยะเวลายาวนานต่อเนื่องกัน 3 ปี ทางกรมฯ จะใช้มาตรการเด็ดขาดในการพิจารณาถอนทะเบียนรายชื่อและปรับเปลี่ยนสถานะของบริษัทดังกล่าวให้เป็นบริษัทร้าง ซึ่งจะส่งผลให้สิ้นสภาพความเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายและไม่สามารถทำนิติกรรมสัญญาใดๆ ได้อีกต่อไป
“กรมฯ ไม่ประสงค์ที่จะเรียกนิติบุคคลชำระค่าปรับ แต่ประสงค์ให้นิติบุคคลปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย” นายพูนพงษ์ กล่าวย้ำ