จีนย้ายค่ายหนีญี่ปุ่นซบไทย ททท. กางงบ 8.2 ล้านคน ผ่าสูตรลุย Value-driven ดึงเศรษฐีเพื่อนบ้านเติมพอร์ต
เจาะสถิติ 5 เสือเอเชีย: จีนนำลิ่วทะลุ 2.1 ล้านคน ตามติดด้วยมาเลเซีย-อินเดีย ดันเป้าทั้งปีแตะ 21.8 ล้านคน อินไซต์หนีสงคราม-ช้อปปิ้ง เมียนมากำลังซื้อสูงแห่พึ่งพา Wellness ไทย ฝั่งฟิลิปปินส์-ไต้หวันบินตามกระแสคอนเสิร์ต แก้เกมตั๋วเครื่องบินแพง ททท. สลัดตำราปั๊มยอดหัวคน หันจับกลุ่มนิชเกรดพรีเมียมดันรายได้ต่อหัวสู้ศึกชิงตัวในภูมิภาค
21 พฤษภาคม 2569 ในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน แต่สำหรับภาคการท่องเที่ยวไทยแล้ว “ตลาดระยะใกล้” หรือกลุ่มประเทศในเอเชียและแปซิฟิกใต้ กลับกำลังทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์หลักในการพยุงและขับเคลื่อนเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ สะท้อนภาพชัดจากตัวเลขล่าสุดของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่โชว์ยอดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ทะยานทะลุ 8.24 ล้านคนไปเรียบร้อยแล้ว (เก็บสถิติตั้งแต่ 1 ม.ค. - 16 พ.ค. 2569)
หากวิเคราะห์ในเชิงลึก สมรภูมิตลาดระยะใกล้ในปัจจุบันไม่ได้อยู่ในยุคของการเน้นปริมาณหรือการอัดโปรโมชั่นราคาถูกเพื่อดึงทัวร์ศูนย์เหรียญอีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โหมดการแข่งขันที่ต้องใช้กลยุทธ์ Value-driven Growth หรือการมุ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากนักท่องเที่ยวเกรดพรีเมียม เพื่อรับมือกับต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นและการแข่งขันชิงตัวนักท่องเที่ยวที่ดุเดือดขึ้นในภูมิภาค
สแกนพอร์ต 5 อันดับแรก: จีนยังยืนหนึ่ง ไต้หวันได้อานิสงส์ “ย้ายค่าย”
เมื่อกางสถิติรายประเทศจะเห็นบิ๊กดาต้าที่น่าสนใจ โดยภูมิภาคอาเซียน เอเชียใต้ และแปซิฟิกใต้ มียอดสะสมนำอยู่ที่ 4.50 ล้านคน ขณะที่เอเชียตะวันออกตามมาติดๆ ที่ 3.73 ล้านคน ซึ่งเมื่อสแกนลึกไปที่ 5 อันดับแรกที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำหลักของไทย พบตัวเลขและพฤติกรรมที่น่าจับตาดังนี้:
- อันดับ 1 จีน (2,151,861 คน): ครองแชมป์สูงสุดและเติบโตแรงที่สุดในภูมิภาคถึง 18.79% (เพิ่มขึ้นกว่า 340,000 คนจากปีก่อน) เป็นหัวเจาะหลักที่ขับเคลื่อนตลาดอย่างชัดเจน
- อันดับ 2 มาเลเซีย (1,460,000 คน): ยังคงรักษาฐานลูกค้าสัมพันธ์ได้อย่างเหนียวแน่น เดินทางข้ามแดนเข้ามาอย่างต่อเนื่องตามเทศกาลวันหยุด
- อันดับ 3 อินเดีย (941,331 คน): เติบโตต่อเนื่องที่ 8.80% ขยายตัวในฐานะตลาดศักยภาพขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวตระกูลใหญ่และทริปแต่งงานกระเป๋าหนัก
- อันดับ 4 เกาหลีใต้ (510,000 คน): กลุ่มเดินทางซ้ำ (Repeat Visitor) ที่นิยมเข้ามาทำกิจกรรมเฉพาะทาง เช่น สนามกอล์ฟ และการตามรอยสตรีทฟู้ด
- อันดับ 5 ไต้หวัน (410,785 คน): ขยายตัวในแดนบวกที่ 3.68% โดดเด่นด้วยสัดส่วนกลุ่มที่เดินทางด้วยตัวเอง (FIT) และกลุ่มที่กลับมาเที่ยวซ้ำสูง
ปัจจัยเร่งที่ทำให้ตัวเลขฝั่งจีนและไต้หวันพุ่งสูงขึ้น นอกจากอานิสงส์วันหยุดยาวช่วงตรุษจีนแล้ว ยังเกิดปรากฏการณ์ที่นักการตลาดเรียกว่า Shift Destination หรือการย้ายหมุดหมายการเดินทาง ที่เดิมทีตั้งใจจะไปประเทศญี่ปุ่น แต่เปลี่ยนใจเบนเข็มมาลงที่ประเทศไทยแทน ควบคู่ไปกับการที่สายการบินทยอยเพิ่มเที่ยวบินและจำนวนที่นั่ง (Capacity) เข้าไทยอย่างต่อเนื่อง
เจาะอินไซต์กระเป๋าหนัก: เมื่อ “เมียนมา” เดินสาย Wellness และ “ฟิลิปปินส์” ตามรอย T-Pop
สิ่งที่คนทำธุรกิจท่องเที่ยวและบริการห้ามมองข้ามคือ พฤติกรรมเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ของประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่ได้มาแค่เที่ยวเล่นทั่วไป แต่มาพร้อมกับเม็ดเงินก้อนโตเพื่อเป้าหมายเฉพาะ
- เมียนมา (ยอดสะสม 291,913 คน | โตพุ่ง 24.47%): แม้จะเผชิญข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศ แต่กลุ่มที่เดินทางเข้าไทยคือระดับ "อีลิท" หรือผู้มีกำลังซื้อสูงมาก โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการเข้ามาเพื่อรักษาพยาบาล (Medical & Wellness) ศึกษาต่อในสถานศึกษาชั้นนำ และการติดต่อธุรกิจระยะยาว
- ฟิลิปปินส์ (ยอดสะสม 244,375 คน | โต 2.21%): ประเทศไทยยังคงเหนียวแน่นในฐานะ Top 10 จุดหมายปลายทางยอดนิยม โดยมีแรงขับเคลื่อนใหม่จากกระแสวงการบันเทิง ทั้งการเดินทางเข้ามาร่วมชมคอนเสิร์ต, แฟนคอน (Fan Con) และงานแฟนมีตติ้งของศิลปิน K-pop และ T-pop ซึ่งกลุ่มแฟนคลับเหล่านี้จัดเป็นกลุ่มที่มี Loyalty สูงและพร้อมจ่ายเพื่อประสบการณ์ที่จับต้องได้
พลิกเกมสู้ตั๋วแพง: สลัดตำราหา "หัวคน" มุ่งหา "มูลค่าต่อหัว"
ททท. คาดการณ์ว่าตลอดปี 2569 จะสามารถดึงนักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้เข้าไทยได้ราว 21.87 ล้านคน อย่างไรก็ตาม สัญญาณเตือนภัยในไตรมาส 3 ที่กำลังจะมาถึงคือ แนวโน้มตลาดที่อาจจะทรงตัวหรือโตเพียงเล็กน้อย เนื่องจากข้อจำกัดเรื่อง "ราคาตั๋วเครื่องบินที่ปรับตัวสูงขึ้น"
แต่ในวิกฤตนี้ยังมีโอกาสเชิงกลยุทธ์ เพราะเมื่อค่าตั๋วแพงขึ้น นักท่องเที่ยวทั่วโลกจะเลือกบินระยะใกล้ภายในภูมิภาคแทน ส่งผลให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นสมรภูมิเดือดที่ทุกประเทศพยายามสาดแคมเปญแย่งเค้กก้อนนี้
นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท. ได้ฉายภาพการปรับกระบวนยุทธวิธีของไทยในการรับมือกับความท้าทายนี้ไว้อย่างคมคาย
“ช่วงเดือนพฤษภาคม–กรกฎาคม จะเป็นจังหวะสำคัญของประเทศไทยในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพและช่วงชิง Capacity ด้วยการปรับกลยุทธ์จากแนวคิด Volume Recovery สู่ Value-driven Growth ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ยังมีศักยภาพในการเดินทาง”
นั่นหมายความว่า แผนการตลาดของไทยหลังจากนี้จะหันหลังให้กับการปั๊มตัวเลขจำนวนคน (Volume) แล้วเปลี่ยนมาโฟกัสที่การดึง "นักท่องเที่ยวคุณภาพ" ผ่านโครงการเชิงรุกอย่าง Thailand Summer Blast เน้นเจาะกลุ่มความสนใจพิเศษ เช่น กลุ่ม Incentive (ท่องเที่ยวเป็นรางวัล), กลุ่มนักกอล์ฟ, กลุ่ม Wellness และกลุ่มคู่รัก (Couples) ซึ่งคนกลุ่มนี้พร้อม Spending เม็ดเงินต่อหัวสูงกว่าปกติหลายเท่า