โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ละเมิดลิขสิทธิ์พุ่ง ออนไลน์โตแรง - เร่งอุดช่องโหว่กม. ดันไทยสู่มาตรฐาน OECD

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กรมทรัพย์สินทางปัญญา รายงานสถิติ 5 เดือนแรก (มกราคม-พฤษภาคม 2569) มีการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในไทย เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์รวม 31,917 คำขอ เพิ่มขึ้น 8.72% จากช่วงเดียวกันในปี 2568 จำนวน 29,357 คำขอ, จดเครื่องหมายการค้า 23,397 คำขอ เพิ่มขึ้น 7.64% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 จำนวน 21,736 คำขอ

จดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ 3,662 คำขอ เพิ่มขึ้น 7.99% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 จำนวน 3,391 คำขอ, จดอนุสิทธิบัตร 2,244 คำขอ เพิ่มขึ้น 16.69% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 จำนวน 1,923 คำขอ, จดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ 2,614 คำขอ เพิ่มขึ้น 13.31% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 จำนวน 2,307 คำขอ และจดลิขสิทธิ์ 7,214 ผลงาน เพิ่มขึ้น 18.13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 จำนวน 6,107 ผลงาน

สถิติ 5 เดือนแรก (มกราคม-พฤษภาคม 2569) การยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในไทย เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์

โดยประเทศไทยได้คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญากว่า 1.26 ล้านรายการ แบ่งเป็นเครื่องหมายการค้า (51%), ลิขสิทธิ์ (35%), สิทธิบัตรการประดิษฐ์ (8%) และสิทธิบัตรการออกแบบ (4%) ซึ่งบทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือคุ้มครองสิทธิ์ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญทางธุรกิจที่ใช้สร้างแบรนด์ เพิ่มมูลค่า และขยายโอกาสทางการค้าระดับสากล

5 เดือนจับกุมคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามูลค่าความเสียหายกว่า 700 ล้านบาท

ขณะเดียวกันจะพบว่า การปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ มีการจับกุมคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 170 คดี ยึดของกลางได้กว่า 1.3 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 700 ล้านบาท แม้จำนวนคดีโดยรวมจะลดลงจากปีก่อน แต่การกระทำผิดผ่านช่องทางออนไลน์กลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยจำนวนคดีออนไลน์เพิ่มขึ้น 286% สะท้อนถึงพฤติกรรมการค้าสินค้าละเมิดที่ย้ายเข้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น

นายณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาพรวมสถานการณ์การละเมิดลิขสิทธิ์ในอุตสาหกรรมหนังสือปัจจุบัน แม้การละเมิดลิขสิทธิ์ภายในงานหนังสือจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ผ่านช่องทางออนไลน์ยังคงมีความรุนแรงและดำเนินการอย่างเปิดเผย

ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT)

โดยพบว่ามีเพจเฟซบุ๊กและสื่อสังคมออนไลน์หลายแห่งนำไฟล์หนังสือที่มีลิขสิทธิ์มาวางจำหน่ายในรูปแบบไฟล์ดิจิทัลอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ซึ่งกลุ่มผู้กระทำผิดเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นสมาชิกของสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ทำให้การควบคุมดูแลเป็นไปได้ยากกว่าการจัดการสมาชิกภายในสมาคมฯ เอง

ละเมิดลิขสิทธิ์โทษหนัก ทั้งจำ ทั้งปรับ

ในส่วนของมาตรการจัดการภายในสมาคม นายณัฐกรระบุว่าทางสมาคมได้ดำเนินการเชิงรุกอย่างเข้มงวดในช่วงปีที่ผ่านมา โดยสมาชิกสำนักพิมพ์รายใดที่ตรวจสอบพบว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์ จะถูกดำเนินการตามข้อบังคับขั้นเด็ดขาดคือการให้ออกจากสมาชิกสมาคมฯ และตัดสิทธิ์การเช่าพื้นที่เพื่อจำหน่ายหนังสือในงานแสดงหนังสือทุกรายการที่สมาคมเป็นผู้จัด

ซึ่งมาตรการดังกล่าวส่งผลให้จำนวนการขายหนังสือละเมิดลิขสิทธิ์ในงานหนังสือลดลงอย่างมากจนแทบไม่พบเห็นอีกเลยในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การทำซ้ำหรือขายไฟล์เถื่อนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดัดแปลงวรรณกรรมไปเป็นสื่อรูปแบบอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น การนำนิยายจากอินเทอร์เน็ตไปดัดแปลงเป็นละครหรือซีรีส์ หรือการนำการ์ตูนต่างประเทศมาแปลและเผยแพร่โดยไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง

ในทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ระบุชัดเจนว่าการละเมิดลิขสิทธิ์มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 4 ปี หรือปรับสูงสุด 8 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ชี้ให้เห็นว่าหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาคือการทำให้เกิด “ผลกระทบต่อเนื่อง” (Consequence) ทางกฎหมายแก่ผู้กระทำผิด เพื่อไม่ให้เกิดการเลียนแบบหรือทำผิดซ้ำอีก

5 อันดับแรก กลุ่มสินค้าและบริการที่ยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด

นายณัฐกร กล่าวต่อไปว่า การละเมิดลิขสิทธิ์ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นในระดับนานาชาติ เมื่อข่าวการละเมิดลิขสิทธิ์ในประเทศไทยแพร่ออกไป เจ้าของลิขสิทธิ์ในต่างประเทศจะมองภาพรวมของทั้งประเทศมากกว่ามองเป็นรายสำนักพิมพ์ ส่งผลให้สำนักพิมพ์ไทยที่ดำเนินการถูกต้องประสบความยากลำบากในการเจรจาซื้อลิขสิทธิ์หนังสือดีๆ จากต่างประเทศ

หรือต้องแบกรับต้นทุนค่าลิขสิทธิ์ที่แพงขึ้น เนื่องจากเจ้าของลิขสิทธิ์มองว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงในการคุ้มครองสิทธิ "ความน่าเชื่อถือเป็นเรื่องสำคัญมากในการทำธุรกิจหนังสือระดับสากล ถ้าเขาไม่มั่นใจว่าเราจะดูแลลิขสิทธิ์ของเขาได้ เขาก็อาจจะไม่ขายลิขสิทธิ์ให้เรา หรือคิดราคาที่แพงมากเพื่อชดเชยความเสี่ยง

เตรียมพร้อมไทยก้าวสู่สมาชิก OECD

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งกำหนดมาตรฐานการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาไว้สูงมาก นายณัฐกรย้ำว่าความสามารถในการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมถือเป็น “กุญแจสำคัญ” ในการสร้างความเชื่อใจทางการค้าระดับโลก หากรัฐปล่อยให้มีการขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์อย่างโจ่งแจ้งโดยไม่มีมาตรการจัดการ ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในส่วนของแผนการดำเนินงานในอนาคต สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ เตรียมเข้าพบอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาในเดือนหน้าเพื่อหารือในเชิงลึกเกี่ยวกับ “ช่องโหว่ทางกฎหมาย” ที่ผู้กระทำผิดมักนำมาใช้แอบอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการละเมิดลิขสิทธิ์

โดยสมาคมต้องการสร้างความชัดเจนว่าการกระทำลักษณะใดถือว่าผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความสับสน พร้อมกันนี้ยังมีแผนที่จะร่วมมือกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาในการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบคลิปวิดีโอ เพื่อกระจายความรู้ที่ถูกต้องเรื่องลิขสิทธิ์สู่สาธารณชนในวงกว้าง

นอกจากนี้ นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ยังได้เรียกร้องให้ตัวแทนลิขสิทธิ์หรือเอเจนซี่ (Agency) ของนักเขียนต่างประเทศในไทย มีความจริงจังในการดำเนินคดีทางกฎหมายมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาเอเจนซี่บางแห่งอาจมองว่าการฟ้องร้องไม่คุ้มค่ากับเวลาและค่าใช้จ่าย แต่ในทางปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้การละเมิดลิขสิทธิ์ลดลง โดยสมาคมพร้อมที่จะให้การสนับสนุนข้อมูลและช่วยเหลือเจ้าของลิขสิทธิ์ในการดำเนินคดีอย่างเต็มที่ 100%

“เราอยากเห็นประเทศไทยเป็นประเทศที่ปลอดการละเมิดลิขสิทธิ์ หรือมีการละเมิดให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะในต่างประเทศเกือบจะไม่มีการนำของละเมิดลิขสิทธิ์มาขายออนไลน์อย่างโจ่งแจ้งแบบนี้ได้เลย เนื่องจากระบบการดำเนินคดีเข้มงวดมาก”

อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั่วโลกโต 10%

ด้านนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 8.01% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขณะที่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยปีละ 10%

“ประเทศไทยได้คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญากว่า 1.26 ล้านรายการ แบ่งเป็นเครื่องหมายการค้า (51%), ลิขสิทธิ์ (35%), สิทธิบัตรการประดิษฐ์ (8%) และสิทธิบัตรการออกแบบ (4%) ซึ่งบทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือคุ้มครองสิทธิ์ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญทางธุรกิจที่ใช้สร้างแบรนด์เพิ่มมูลค่า และขยายโอกาสทางการค้าระดับสากล

สะท้อนว่าความคิดสร้างสรรค์และทรัพย์สินทางปัญญา กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก และเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะใช้จุดแข็งดังกล่าว สร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”

สอดคล้องกับ กระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ให้สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผลักดันให้ผลงานสร้างสรรค์ของไทย สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้นในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...