โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขจรัสแสง : คู่มือผู้ดูแลจิต (Radically Happy: A user's guide to the mind) “...การเข้าถึงความสุข..ในโมงยามที่ท้าทาย...”

สยามรัฐ

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต

“ความสุขแห่งชีวิต เป็นพลังอันบริสุทธิ์ที่เราทุกคนสมควรที่จะต้องแผ้วถางค้นหา..แม้จะด้วยหนทางหรือวิธีการที่ยากลำบากสักเพียงใดก็ตาม!

…ครั้นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับโมงยามที่ท้าทาย…การเข้าถึงความสุขก็ย่อมจะเป็นเสียยิ่งกว่าทฤษฎีอันสลับซับซ้อนใดๆ… ที่จะนำพาตัวตนให้บรรลุถึงเป้าหมายแห่งปรารถนาอันแท้จริง…!

แน่นอนว่า…เมื่อจิตดวงใดๆ ก็ตามได้รับการดูแลอย่างทะนุถนอม จิตดวงนั้นๆ ก็ย่อมจะ “เจิดจรัส” ขึ้นด้วย “แสงฉายแห่งความสุขที่เป็นสุข”..เป็นทาบเงาแห่งภาพแสดงที่ทั้งไหวเคลื่อน ดิ่งลึก และเอ่อท้นไปด้วยสำนึกแห่งจิตวิญญาณอันเที่ยงแท้มิแปรเปลี่ยน…!

“..ไม่มีใครอยากสติแตก เวลาชีวิตไม่เป็นดั่งใจ…และประเด็นนี้แหละที่เป็นความสุขของ “ความเจิดจรัส” มันเป็นแง่มุมอันละเอียดอ่อนของสุขภาวะ..ที่เราเข้าถึงได้เสมอ..โดยเฉพาะในเวลาที่โลกไม่น่าอภิรมย์..!!”

บทเริ่มต้นนี้..คือแรงบันดาลใจที่เสริมส่งความคิดอันงดงามหยั่งลึกจากหนังสือ “สุขจรัสแสง” : คู่มือดูแลจิต (Radically Happy: A user's guide to the mind)…งานเขียนสร้างสรรค์ของ “พักชก ริมโปเช” (Phakchok Rinpoche) อาจารย์ผู้สอนสมาธิชาวทิเบตที่เขียนร่วมกับ “เอริก โซโลมอน” (Erric Solomon)..นักปฏิบัติธรรมและนักธุรกิจจาก “ซิลิคอนวัลเลย์”

ด้วยมุมมองแห่งการผสานและบรรจบกันระหว่างคำสอนทางวิทยาศาสตร์กับคำสอนทางจิตวิญญาณ..ด้วยการนำเสนอเทคนิคทางปฏิบัติในการฝึกสติ นำเสนอแบบฝึกหัดสู่การภาวนาที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน..!

นั่นคือที่มาแห่งความสุขที่สามารถเข้าถึงได้จริงและลึกซึ้งยิ่ง..ไม่ว่าชีวิตจักต้องเผชิญกับสภาวะที่ท้าทายใดๆ ก็ตาม..

“ไม่มียุคสมัยใดที่จำเป็นต่อการฝึกปฏิบัติเท่าทุกวันนี้ นับแต่วันที่คนเริ่มฝึกจิตด้วยวิธีอันเก่าแก่ โลกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เทคโนโลยี และเทคโนโลยี ดูจะเร่งรุดขึ้นในทุกโมงยาม..

และกระแสอันเชี่ยวกรากนี้ก็เรียกร้องให้เราปรับตัวเข้าหาสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา..จนเราหัวหมุน..! เหตุนี้..จึงไม่น่าแปลกใจว่าผู้คนนับล้านพากันแสวงหา “สันติเบื้องใน” ผ่านการปฏิบัติภาวนา..

โดยการบริหารจิตนั้นมีมากมายหลายรูปแบบ บางแบบให้ผลดีเลิศ บางแบบให้ผลไม่ดีนัก แต่ไม่ว่าจะฝึกภาวนาหรือไม่ เราต่างต้องการคู่มือง่ายๆ เพื่อสามารถใช้งานได้จริง..สำหรับจิตใจ..

…และ..มันอยู่ในมือคุณแล้ว…!!! มีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่า..“ความสุขอันเจิดจรัส” ไม่ใช่ทฤษฎี หากเป็นสิ่งที่เราทดสอบแล้วด้วยตัวเอง โดยครอบครัว มิตรสหาย และผู้คนนับพันที่เข้าร่วมปฏิบัติการเชิงทดลอง ปลีกวิเวก และการสัมมนา…เช่นเดียวกับนักพัฒนาแอปพลิเคชันที่ดีที่ทำการทดสอบระบบเบต้าอย่างเข้มข้น “ทำเรื่องผิดพลาดแล้วแก้ไข” สิ่งนี้จะช่วยทำให้เราค้นพบวิธีที่ทำให้กระบวนการเรียนรู้และอยู่เหนือจิต..เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ทำได้ และสนุก..

“ความสุขเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นได้..มันไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ แต่เกิดขึ้นจากการฝึกฝนจิตใจให้คุ้นเคยกับความสุขที่แท้จริง..ซึ่งซ่อนอยู่ภายในตัวเราทุกคน..!”

…ในภาคแรกของหนังสือเล่มนี้ นำเสนอวิถีเปลี่ยนผ่านสัมพันธภาพที่มีต่อตนเอง ด้วยวิธีเปลี่ยนการรับมือความคิดและอารมณ์ เพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบันขณะให้มากขึ้น…

เราเรียกสิ่งนี้ว่า..“สุขพื้นฐาน”…ความสุขพื้นฐาน..คือการเปลี่ยนแปลงชนิดที่ถอนรากถอนโคน..“เพราะเราจะไล่งับก้อนหินเหมือนหมาน้อยลง” ซึ่งก็คือการวิ่งตามความคิดและอารมณ์ตามความเคยชิน วนเวียนซ้ำซากแม้ไม่อยากทำ..เรื่องนี้สามารถเรียนรู้ได้โดยใช้เวลาสักเล็กน้อยในปัจจุบัน ฝึกที่จะรู้ตัวกับปัจจุบัน..เราเรียกสิ่งนี้ว่า “การภาวนา” แต่เราไม่ควรสลัดความรู้ตัวทิ้งทันทีที่หมดช่วงภาวนา..

ฉะนั้น..“เราจะอธิบายถึงวิธีที่อยู่กับปัจจุบันในทุกเรื่อง..ที่ทำตลอดทั้งวัน!”

ประเด็นที่สอง..เป็นประเด็นที่ว่า…เราเกี่ยวกับเรื่องรอบตัวเช่นไร? สัมพันธ์โยงใยกับเรื่องรอบตัวอย่างไร? โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้คนที่แวดล้อมเราอยู่ ทั้งนี้ด้วยการค่อยๆ พินิจใคร่ครวญ เราจะค่อยๆ เริ่มความเข้าใจในการเชื่อมร้อยของประสบการณ์ที่เรามีร่วมกัน.. สิ่งนี้จะนำไปสู่ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจในเวลาที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และเรียนรู้ที่จะปฏิบัติโดยใคร่ครวญ หรือแม้แต่กับคนที่กวนประสาทเราเหลือเกิน..

เมื่อการกระทำของเรากำกับด้วยการมองเห็นถึงความต้องการของผู้อื่น ผลลัพธ์ก็คือ -สุขโยงใย- ความพอใจเป็นพิเศษ.. เรื่องนี้อาจฟังกลับตาลปัตรดูสักหน่อย..! เพราะโดยปกติแล้วเรามักจะคิดว่า..สามารถดูแลตนเองและคนอื่นที่เรารักได้..

“ความต้องการของพวกเราต้องมาก่อนใคร แต่ความสุขโยงใยงอกงามจากการบ่มเพาะความเมตตาและการุณยกิจ..และการเรียนรู้ที่จะให้ความสำคัญกับผู้อื่น..แทบจะเสมอกับตัวเอง…!

“เราคุ้นเคยกันดีกับกฎทองที่ว่า..“ปฏิบัติต่อเขาอย่างที่ต้องการให้เขาปฏิบัติต่อเรา” หลายคนอาจได้ยินศาสตร์เกิดใหม่เกี่ยวกับการุณยจิต แต่กลับไม่มีใครบอกวิธีใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน เราไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นทีละขั้น แต่จะแสดงว่ามันสามารถร้อยรัดไปกับชีวิตโดยไม่สะดุดเลยได้อย่างไร? และ..ด้วยวิธีนี้เราจะสามารถตัดสินใจและทดลองได้เองว่า..“ความสุขที่โยงใยทำงานอย่างไร?….

ในภาคที่สาม..ประเด็นที่สาม..เราจะตระหนักได้ว่า ความคิดแห่งความสุขในสองแบบเบื้องต้นนั้น..เสริมส่งกันและนำไปสู่ความเจิดจรัสได้อย่างไร? ว่ากันว่า..เมื่อเราพบความสุขขั้นพื้นฐานในปัจจุบัน เราจะไม่ “แส่ส่าย” ไล่ตามความคิดโดยไม่รู้ตัวอีกต่อไป..การบ่มเพาะการใส่ใจในความต้องการของผู้อื่นอยู่เสมอเป็นรากฐานของความสุข มันจะโยงใยช่วยให้เราเห็นคุณค่า และจะเริ่มใช้ชีวิตสอดคล้องกับการพึ่งพาอาศัยกันตามธรรมชาติ ระหว่างตัวเรา โลกของเรา ตลอดจนชีวิตทั้งผองของโลกใบนี้..!

“เราต้องอาศัยพลังแห่งสติเพื่อระลึกรู้ จากการภาวนาเพื่อให้ความเมตตาและการุณยจิตมั่นคง เพื่อ..ที่จะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติในทุกสถานการณ์ แม้ในเวลาที่คนอื่นทำตัวเลวร้าย..เมื่อนึกถึงผู้อื่นเราจะลืมตัวเอง สิ่งนี้จะช่วยใหอาการ “ไล่งับความคิดเหมือนหมา” จนเป็นนิสัย รวมถึงอารมณ์ทั้งหลาย..เบาบางลง”

“สุขจรัสแสง”..จะช่วยให้เราเรียนรู้และเปลี่ยนทัศนะ (Perspective) โดยการแค่ปรับเปลี่ยนมุมมอง รวมทั้งทัศนคติที่มีต่อชีวิตเพียงเล็กน้อย ก็จะทำให้สามารถบังเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ชนิดถอนรากถอนโคนภายในจิตใจของเราได้…

อีกทั้ง…ยังทำให้เราสามารถทำความเข้าใจกับกรอบความคิด ด้วยการแนะนำให้เราเท่าทันกับอคติ การเหมารวม การตัดสินผู้อื่น รวมทั้งการทำตามกระแสสังคมโดยไม่ไตร่ตรอง ซึ่งถือเป็นอุปสรรคต่อการใช้ศักยภาพของการใช้ชีวิต..อย่างเต็มที่..!

“ไม่มียุคใดสมัยใดจำเป็นต่อการฝึกปฏิบัติเท่ากับในทุกวันนี้..นับแต่วันที่ผู้คนเริ่มฝึกจิตอันเก่าแก่ โลกก็ได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง การเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม และเทคโนโลยี..ดูจะเร่งรุดในทุกโมงยาม และกระแสอันเชี่ยวกรากนี้ได้เร่งรุดให้เรา..ปรับตัวเข้าหาสิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลาจนหัวหมุน..!”

นัยที่สำคัญอีกส่วนหนึ่ง..หนังสือเล่มนี้ได้ชี้ให้เห็นการใคร่ครวญถึงว่า..การผ่อนพักจิตใจในระหว่างวันเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นการวาง (Drop) การอยู่กับปัจจุบัน (Be present) และการหยุด (Stop) เพื่อสังเกตลมหายใจของตนเอง จะทำให้..จิตใจได้มีโอกาสได้พักผ่อน..เป็นการก้าวข้ามการจมอยู่กับความคิด โดยจิตเรามักหลงใหลไปคิดปรุงแต่งแต่เรื่องราวต่างๆ เหตุนี้..เราจึงควรฝึกสังเกตความคิดโดยปล่อยให้มันลอยผ่านไปเหมือนใบไม้ร่วงในแม่น้ำ แล้วนำใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน..

“ความสุขของคนเรา..เริ่มจากความทุกข์” ในโมงยามที่ท้าทาย ในท้ายที่สุดจะทั้งสอนสั่งและตั้งคำถามที่สำคัญกับเราว่า..ความสุขเป็นสิ่งที่ฝึกฝนได้ มันไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่เป็นทักษะการใช้งาน “จิต” ที่ทุกคนสามารถเรียนรู้และใช้งานได้ในทุกสถานการณ์ การมีความสุขกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และเรียบง่ายในแต่ละวัน จะนำไปสู่ความรู้สึกขอบคุณและเบิกบานใจ..

“จงสร้างความปรารถนาดีต่อผู้อื่น การเปิดใจกว้างและช่วยเหลือผู้อื่นจักเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้จิตใจของเราปลอดโปร่งและมีความสุขที่ยั่งยืนได้..ตลอดไป!”

นี่คือหนังสือที่ร่วมกันสร้างสรรค์ด้วยจิตปัญญาอันลึกซึ้งของ “นักปฏิบัติการธรรมะแห่งซิลิคอนวัลเลย์” ที่จับมือกับริมโปเชหนุ่มชาวทิเบตผู้เปี่ยมปัญญา ..ผู้ฝึกตนในสายธรรมอันเก่าแก่ เพื่อเสนอทางสู่ความสุขอันเจิดจรัส โดยการผสานวิธีคิดแบบใหม่เก่าเข้าด้วยกันอย่างงดงาม..ด้วยสัมผัสที่ว่า..

“การเปลี่ยนทัศนะเพียงเล็กน้อย สามารถก่อการเปลี่ยนแปลงแต่ละชั่วขณะในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างไร?” และ..การผสานวิธีคิดใหม่เก่าเข้าด้วยกัน เป็นส่วนผสมระหว่างปัญญาญาณโบราณ กับโลกแห่งเทคโนโลยี ณ ปัจจุบัน จะช่วยให้เราสามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ว่า..การภาวนา ความเมตตา และปัญญาญาณ สามารถเปลี่ยนชั่วขณะในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างไร?

…ทำไม..ความสุขอันเจิดจรัสในชีวิตจึงสำคัญและจำเป็น?

แท้จริงแล้ว..มันคือปริศนาแห่งการตามหาความสุขในใจตน เพื่อพึงสนองตอบในทุกความคิด คลายการเปรียบเทียบ และอยู่กับปัจจุบัน ด้วยการใคร่ครวญในธรรมชาติแห่งความเป็นจริงในการพึ่งพาอาศัย รวมทั้งการเอาใจใส่ชีวิต ด้วยการบ่มเพาะศักดิ์ศรี คลายการยึดติด กระทั่งสามารถระลึกรู้!

“สายพิณ กุลกนกวรรณ ฮัมดานี” แปลและถอดความหนังสือเล่มนี้ออกมาอย่างลึกซึ้งและงดงามยิ่ง..โดยมี “พจนา จันทรสันติ” ทำหน้าที่บรรณาธิการ..

…มีพุทธิปัญญามากมายที่ “กอปรประกอบ” อยู่ในหนังสือเล่มนี้ เป็นสายทางใหม่แห่งการก้าวย่างระหว่างความทุกข์สู่การบรรลุผลถึงมรรคาแห่งความสุข การผสานความคิดที่ต่างสถานะระหว่างนักคิดกับนักบวชทั้งสองท่าน คือประจุความคิดแห่งคุณค่าของความแตกต่าง ภายใต้เวิ้งรู้ที่ทั้งเปิดกว้างและฝังลึก ..เป็นภาวะหลอมรวมของจิตวิญญาณในจิตวิญญาณอันโชนแสง และจรัสเรืองเหนือตัวตนแห่งตน..แม้เมื่อใด…!

“แทนที่จะเป็น “สุนัข” ที่คอยไล่กวดทุกก้อนหินที่ปาเข้าใส่..เราควรเลือกเป็น “ราชสีห์” ที่เพิกเฉยต่อก้อนหิน แต่มุ่งตรงไปยังผู้ที่ปา..!”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...