โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ค่ายรถตะวันตกสะเทือน “จีน” ขึ้นแท่นผู้นำ EV โลก รุกหนักทั้งชิป-ซอฟต์แวร์-AI

การเงินธนาคาร

อัพเดต 28 พ.ค. เวลา 10.08 น. • เผยแพร่ 28 พ.ค. เวลา 03.08 น.

ผู้ผลิตรถยนต์ตะวันตกกำลังเสียความได้เปรียบให้ค่ายรถจีนที่เร่งพัฒนา EV แบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ และ AI จนหลายแบรนด์เริ่มหันมาพึ่งพาเทคโนโลยีจาก "จีน" ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เวลา 04.49 น. สำนักข่าว BBC รายงานว่า อุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ หลังผู้ผลิตรถยนต์จากสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น เริ่มสูญเสียความได้เปรียบให้กับค่ายรถจีน ซึ่งกำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ ไม่เพียงในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่ยังรวมถึงแบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ การออกแบบ และเทคโนโลยีการผลิตยุคใหม่

สำนักข่าว BBC ลงพื้นที่โรงงานผลิตรถยนต์ในกรุงปักกิ่งและเมืองเหอเฝย์ ระหว่างงาน Auto China 2026 ซึ่งถือเป็นมหกรรมยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก และพบระดับของระบบอัตโนมัติ รวมถึงความเร็วในการพัฒนาซอฟต์แวร์ ที่ทำให้แบรนด์ต่างชาติซึ่งเคยครองตลาดจีน เริ่มตามไม่ทัน

โทชิฮิโระ มิเบะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Honda กล่าวกับสื่อญี่ปุ่น หลังเยี่ยมชมโรงงานอัตโนมัติระดับสูงแห่งหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ ว่า “เราไม่มีทางสู้ได้เลย”

ด้านจิม ฟาร์ลีย์ ซีอีโอของ Ford ก็เตือนว่า ผู้ผลิตรถยนต์ตะวันตกกำลังต่อสู้เพื่อความอยู่รอด หลังคู่แข่งจากจีนเร่งขยายตลาดไปทั่วโลก

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ค่ายรถต่างชาติลงทุนผ่านบริษัทร่วมทุนในจีน เพื่อใช้ฐานการผลิตและเข้าถึงตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันรูปแบบความสัมพันธ์ดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เมื่อบริษัทต่างชาติเริ่มต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากจีนมากขึ้น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของตนเอง

บิล รุสโซ นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมยานยนต์ในเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า ความผิดพลาดสำคัญของโลกตะวันตก คือ การเชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เป็นเพียงเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งที่ความจริงแล้ว เป็นการแข่งขันเพื่อชิงความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการเดินทางยุคใหม่

“รถยนต์กำลังกลายเป็นสมาร์ตโฟนติดล้อ” เขากล่าว

จีนไม่ได้ครองความได้เปรียบแค่ตัวรถยนต์ แต่ยังครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน โดย ข้อมูลจาก Rhodium Group ระบุว่า ปัจจุบันจีนเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลกในสินค้ามากกว่า 315 หมวด เพิ่มขึ้นจาก 163 หมวดในปี 2559 และหลายหมวดเกี่ยวข้องโดยตรงกับห่วงโซ่อุปทาน EV ทั้งแบตเตอรี่ ชิ้นส่วน และเครื่องจักรการผลิต

สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ประเมินว่า การผลิตรถ SUV ไฟฟ้าขนาดเล็กในจีน มีต้นทุนต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างน้อย 30% ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนแบตเตอรี่ที่ต่ำและระบบซัพพลายเชนที่ครบวงจร

ความได้เปรียบดังกล่าวเกิดขึ้นจากการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลจีน โดย Rhodium Group ประเมินว่า จีนอัดฉีดเงินสนับสนุนอุตสาหกรรม EV และแบตเตอรี่รวมหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

แม้มาตรการอุดหนุนเหล่านี้จะถูกสหรัฐและยุโรปวิจารณ์ว่า เป็นการบิดเบือนการแข่งขันทางการค้า แต่ก็ช่วยให้บริษัทจีนขยายธุรกิจได้รวดเร็ว พร้อมลดต้นทุนและเร่งนวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง

การแข่งขันภายในประเทศจีนเอง ยังยิ่งผลักดันให้เทคโนโลยีพัฒนาเร็วขึ้น เมื่อบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Xiaomi, Huawei และ Alibaba เข้าสู่ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า โดยนำแนวคิดแบบอุตสาหกรรมเทคโนโลยีผู้บริโภคเข้ามาผสานกับรถยนต์

“ตอนนี้พวกเขาไม่ได้แข่งกับตะวันตกแล้ว แต่กำลังแข่งกันเอง” รุสโซกล่าว

ในยุคที่รถยนต์พึ่งพาซอฟต์แวร์มากขึ้น ตั้งแต่ระบบช่วยขับ ระบบอัตโนมัติ ไปจนถึงระบบความบันเทิง บริษัทเทคโนโลยีจีนจึงกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญของผู้ผลิตรถจีน ภาพดังกล่าวเห็นได้ชัดในโรงงาน EV ของ Xiaomi นอกกรุงปักกิ่ง ซึ่งรถยนต์สามารถออกจากสายการผลิตได้ประมาณทุก 76 วินาที

แม้ Xiaomi จะเพิ่งเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกในปี 2567 แต่ปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์รถยนต์ขายดีที่สุดของจีนแล้ว โดยใช้กลยุทธ์เชื่อมรถยนต์เข้ากับสมาร์ตโฟน แอปพลิเคชัน และอุปกรณ์สมาร์ตโฮม ให้กลายเป็นระบบนิเวศเดียวกัน ขณะที่โรงงานของ Nio ในเมืองเหอเฝย์ มีสายการผลิตบางส่วนที่เกือบเป็นระบบอัตโนมัติทั้งหมด

ด้าน BYD ได้พัฒนาเทคโนโลยีชาร์จเร็วพิเศษ ที่สามารถเพิ่มระยะทางวิ่งได้ 400 กิโลเมตรภายในเวลาประมาณ 5 นาที ซึ่งใกล้เคียงกับเวลาเติมน้ำมันรถทั่วไป

เหอ เสี่ยวเผิง ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ XPeng เปิดเผยกับ BBC ว่า บริษัทกำลังให้ความสำคัญกับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และรถยนต์บินได้ควบคู่กับธุรกิจ EV พร้อมเสริมว่า “ในอีก 10 ปีข้างหน้า บริษัทผลิตรถยนต์ทุกแห่งจะกลายเป็นบริษัทหุ่นยนต์ด้วย”

แม้ผู้ผลิตต่างชาติยังคงพึ่งพาจีนในการผลิตเพื่อส่งออก เช่น Tesla ที่ส่งออก Model 3 จากเซี่ยงไฮ้ไปยุโรป หรือ BMW ที่ผลิตรถ Mini EV ในจีนเพื่อจำหน่ายต่างประเทศ แต่หลายบริษัทกลับเริ่มสูญเสียตลาดภายในจีนอย่างหนัก

ข้อมูลจาก Automobility ระบุว่า ส่วนแบ่งตลาดของแบรนด์ต่างชาติในจีนลดลงจาก 64% ในปี 2563 เหลือเพียง 32% ในปีนี้

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของ General Motors และผู้ผลิตรถยนต์เยอรมัน ที่เคยพึ่งพาตลาดจีนอย่างมาก

แม้แต่ตลาดรถหรูยังถูกท้าทาย เมื่อ Huawei Maextro S800 กลายเป็นรถยนต์ขายดีที่สุดในจีนในกลุ่มราคาสูงกว่า 100,000 ดอลลาร์ แซงหน้า Porsche Panamera และ BMW 7 Series ซึ่งเคยครองตลาดมายาวนาน

ปัจจุบันจีนส่งออกรถยนต์ประมาณ 7 ล้านคันต่อปี และเกือบครึ่งหนึ่งเป็นรถ EV ในอดีต ผู้ผลิตต่างชาตินำเทคโนโลยีและแบรนด์เข้ามา ขณะที่พันธมิตรจีนให้โรงงานและตลาด แต่ปัจจุบันบทบาทดังกล่าวเริ่มกลับด้าน

ล่าสุด Stellantis ลงนามข้อตกลงมูลค่า 1,000 ล้านยูโรกับ Dongfeng เพื่อผลิตรถ Peugeot และ Jeep ในจีน ทั้งสำหรับจำหน่ายในประเทศและส่งออก

นอกจากนี้ Stellantis ยังเตรียมนำแบรนด์รถ EV ของ Dongfeng อย่าง Voyah เข้าสู่ตลาดยุโรป และกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิตรถที่ออกแบบโดยจีนในโรงงานที่ฝรั่งเศส

Volkswagen ก็จ่ายเงิน 700 ล้านดอลลาร์ เพื่อเข้าถึงแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์และระบบขับขี่อัตโนมัติของ XPeng หลังยอมรับว่า ไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวได้เร็วพอในประเทศของตนเอง

เหอ เสี่ยวเผิง ระบุว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการเรียนรู้ร่วมกัน

ขณะเดียวกัน Toyota, Hyundai, Ford และ Nissan ต่างเร่งขยายศูนย์วิจัยในจีน หรือศึกษาการผลิตรถที่ออกแบบโดยจีนในโรงงานต่างประเทศ โดยใช้ความรู้และบุคลากรจีนในการพัฒนา มากกว่าการใช้จีนเป็นเพียงฐานการผลิตเหมือนในอดีต

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกกลยุทธ์จะประสบความสำเร็จ Audi ต้องลดราคา E5 รุ่นที่ออกแบบเฉพาะสำหรับจีน หลังยอดขายต่ำกว่าคาด ขณะที่ GM ต้องบันทึกขาดทุนจากธุรกิจในจีนหลายพันล้านดอลลาร์ และยอดขายไตรมาสแรกของปีนี้ลดลงมากกว่า 21%

ผู้ผลิตญี่ปุ่นถูกมองว่า ปรับตัวเข้าสู่ยุครถ EV ช้ากว่าคู่แข่ง ทำให้เริ่มสูญเสียส่วนแบ่งตลาดทั้งในจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแบรนด์จีนกำลังรุกอย่างรวดเร็ว

แม้ต้นปี 2569 Volkswagen จะกลับขึ้นมาเป็นแบรนด์รถขายดีที่สุดในจีนได้ช่วงสั้น ๆ แต่บางส่วนมาจากการสิ้นสุดมาตรการอุดหนุน EV ของรัฐบาลจีน ซึ่งทำให้คู่แข่งจีนบางรายชะลอตัวชั่วคราว

ขณะเดียวกันตลาดภายในจีนเองก็เริ่มชะลอลง หลังเผชิญภาวะกำลังการผลิตล้นตลาด และสงครามราคาที่กดดันกำไรของทั้งอุตสาหกรรม +นี่จึงเป็นเหตุผลที่แบรนด์จีนอย่าง BYD, Chery และ SAIC เร่งขยายตลาดไปยุโรปและประเทศเกิดใหม่ แม้จะเผชิญภาษีนำเข้าสูงถึง 45% ในยุโรป +

ตัวอย่างเช่น Jaecoo 7 ของ Chery กลายเป็นหนึ่งในรถรุ่นใหม่ขายดีที่สุดในสหราชอาณาจักร ภายในเวลาเพียง 14 เดือนหลังเปิดตัว

แม้สหรัฐจะตั้งกำแพงภาษีเกิน 100% จนแทบปิดตลาดไม่ให้รถจีนเข้าแข่งขันได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า มาตรการภาษีอาจไม่สามารถหยุดการขยายตัวของจีนได้

เจมส์ เพียร์สัน ที่ปรึกษาอุตสาหกรรม ระบุว่า “หากคุณปิดกั้นจีนจากตลาดหนึ่ง พวกเขาก็จะหาตลาดใหม่แทน”

ด้าน รุสโซ มองว่า ศูนย์กลางของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว บริษัทที่พร้อมร่วมมือกับจีนยังมีโอกาสแข่งขันต่อไป แต่บริษัทที่พยายามหยุดยั้งการเติบโตของจีน อาจกลายเป็นฝ่ายที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

อ้างอิง : www.bbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจจีน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...