โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ผัวจับได้คาแชต รัก 15 ปีพังทลาย พระแอบแซ่บเมียในโบสถ์

Amarin TV

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ผัวจับได้คาแชต รัก 15 ปีพังทลาย พระแอบแซ่บเมียในโบสถ์ เจอหลักฐานพลอดรัก โอนเงินขอมีสัมพันธ์ หลวงพี่โต้ถูกแบล็กเมล์ ขอออกจากวัดไปลาสิกขาเอง

ผัวจับได้คาแชต รัก 15 ปีพังทลาย พระแอบแซ่บเมียในโบสถ์ เจอหลักฐานพลอดรัก โอนเงินขอมีสัมพันธ์ หลวงพี่โต้ถูกแบล็กเมล์ ขอออกจากวัดไปลาสิกขาเอง

วันที่ 30 พ.ค. 69 กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกโซเชียล จากกรณีข่าวดังในวงการสงฆ์ที่ จ.อุบลราชธานี เมื่อนายพจน์ (นามสมมติ) อายุ 30 ปี ซึ่งมีอาชีพขับรถรับส่งนักเรียน โรงเรียนวัดแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ได้ออกมาเปิดโปงความสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างอดีตภรรยาวัย 31 ปี ที่ช่วยงานขายของอยู่ในวัดเดียวกัน กับพระมหาเอ (นามสมมติ) พระลูกวัดที่จำพรรษาอยู่ที่นั่น

โดยนายพจน์ เริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของภรรยาตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ย. 68 ที่มีอาการขี้หงุดหงิด และใช้น้ำเสียงเย็นชา จนกระทั่งในเดือน เม.ย. 69 ความจริงก็ถูกเปิดเผย เมื่อนายพจน์แอบเช็กโทรศัพท์มือถือ แล้วพบข้อความแชตสุดช็อก ซึ่งมีเนื้อหานัดแนะกันไปมีเพศสัมพันธ์อย่างชัดเจนภายในโบสถ์ และห้องน้ำข้างโบสถ์ในช่วงเวลาที่นักเรียนเข้าเรียน

มิหนำซ้ำยังมีภาพถ่ายอนาจาร หลักฐานสลิปการโอนเงินไปมา และพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงเกี่ยวกับการเล่นพนันออนไลน์ร่วมกันอีกด้วย ซึ่งเมื่อนายพจน์นำหลักฐานไปคาดคั้น ภรรยากลับเงียบใส่ และเก็บข้าวของหนีออกจากบ้านไปทันที

ด้วยความโกรธแค้น นายพจน์ พร้อมด้วยพ่อและแม่จึงได้บุกไปเคลียร์ใจถึงกุฏิพระรูปดังกล่าวในช่วงเช้ามืด ซึ่งในตอนแรกพระมหาเอพยายามบ่ายเบี่ยง อ้างว่าแชตทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องของการขอยืมเงิน แต่เมื่อถูกกางหลักฐานแชต และภาพถ่ายทั้งหมดออกมายืนยัน พระรูปดังกล่าวจึงยอมจำนนต่อหลักฐาน จากนั้นเหตุการณ์ได้บานปลายจนฝั่งสามีบันดาลโทสะพังข้าวของในวิหาร ทำให้ญาติๆ ต้องรีบแยกตัวนายพจน์ออกมา

โดยมีพ่อ แม่ ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าอาวาส ร่วมเป็นพยานในการเจรจา ซึ่งทางฝั่งพระได้เสนอเงินจำนวน 50,000 บาท แบ่งจ่ายเป็น 2 งวด เพื่อเป็นค่าปิดปากแลกกับการไม่ให้เรื่องราวถูกนำไปเผยแพร่หรือแฉต่อสาธารณะ

โดยฝั่งครอบครัวยอมรับเงินก้อนนี้ไว้ เพื่อหวังจะนำไปใช้เป็นทุนการศึกษาให้กับลูกทั้ง 2 คน แต่อย่างไรก็ตาม ในทางเอกสารกลับมีการหลีกเลี่ยงด้วยการทำ "สัญญากู้ยืมเงิน" บังหน้า โดยระบุว่าฝั่งสามีเป็นคนให้พระกู้ยืมเงิน ทั้งที่ความเป็นจริงพระเป็นฝ่ายจ่ายเงินให้

นายพจน์อยากบอกสังคมให้เข้าใจว่า ในวันที่รู้เรื่องนี้ ตนไม่ได้คิดเรื่องเงินเป็นอันดับแรก ตนคิดแค่ว่าครอบครัวพัง ความเชื่อใจพัง โดยตนไม่รู้จะเดินต่ออย่างไร เงิน 50,000 บาทที่รับมา ไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดหายไป และไม่ได้คุ้มกับสิ่งที่ครอบครัวเสียไปเลย แต่ในตอนนั้นตนมองว่า อย่างน้อยอีกฝ่ายควรแสดงความรับผิดชอบบางอย่าง ไม่ใช่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตนยืนยันว่าไม่ได้รีดไถ ไม่ได้ข่มขู่ และไม่ได้เอาศาสนาหรือสถานะของใครมาเป็นเครื่องต่อรอง ตนแค่เป็นสามีคนหนึ่งที่ถูกกระทำ และต้องการความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของตน

แม้จะมีการรับเงินและตกลงให้เรื่องเงียบแล้ว แต่ชนวนเหตุที่ทำให้เรื่องราวต้องถูกนำมาแฉยับในภายหลัง เป็นเพราะอดีตภรรยาได้โทรศัพท์กลับมาต่อว่าฝั่งสามีอย่างรุนแรง หาว่าไปแบล็กเมล์และรีดไถเงินจากพระ ประกอบกับทางครอบครัวนายพจน์ ตรวจพบหลักฐานเพิ่มเติมจากโทรศัพท์ของฝ่ายหญิงที่ยึดไว้ว่า พระรูปดังกล่าวไม่ได้หยุดพฤติกรรมตามที่สัญญา แต่กลับยังแอบแชตพูดคุยและยุยงเสี้ยมให้ฝ่ายหญิงกลับมาเรียกร้องทรัพย์สิน คืนสิทธิ์ และสร้างความแตกแยกในครอบครัวไม่จบสิ้น

ทางฝั่งสามี และพี่สาวจึงตัดสินใจนำเรื่องราวทั้งหมดพร้อมหลักฐานแชตออกมาร้องเรียนผ่านสื่อมวลชน โดยยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาตบทรัพย์ตั้งแต่แรก แต่ที่ต้องออกมาพูด เพราะต้องการให้พระรูปนี้สึกจากการเป็นพระ เพื่อไม่ให้ไปทำลายครอบครัวของใครอีก

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบพระมหาสมพล สมาจาโร รักษาการเจ้าคณะตำบลแจระแม สอบถามเรื่องที่เกิดขึ้น โดยพระมหาสมพล อธิบายว่าเรื่องราวทั้งหมดตนเองเพิ่งทราบไม่นานจากการที่คู่กรณีฝ่ายสามีมาแจ้ง จึงได้มีการเรียกพระมหาเอ ออกมาสอบถามข้อเท็จจริงทางพระมหาเอ ก็ทราบว่าไม่เหมาะสม ตนก็พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม ทางพระมหาเอก็พิจารณาตนเองออกจากวัดไปลาสิกขา เพื่อไม่ให้เสื่อมเสียทางพระพุทธศาสนา

ส่วนเรื่องการทำลายทรัพย์สินนั้นไม่ทราบ แต่ทั้งหมดเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่จะต้องไปจัดการกันเองไม่ได้เกี่ยวกับทางวัด ขอความเป็นธรรมให้กับทางวัดด้วย ตอนนี้พระมหาเอ ก็ได้ออกจากวัดไปแล้ว

ทางพระมหาเอ กล่าวว่า สำหรับเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ตนอยากชี้แจงว่าภาพที่ปรากฏออกมานั้นเป็นภาพที่คนในวัดถ่ายไว้ ส่วนเรื่องแชตหลุดที่เป็นประเด็นอยู่ จริงๆ แล้วเป็นสิ่งที่ฝ่ายหญิงทำขึ้นมาเองทั้งหมด เพราะตอนแรกเขาคิดไม่ดีกับตน หวังจะใช้แบล็กเมล์ แต่ต่อมาเกิดกลัวบาปขึ้นมาจึงไม่ได้ทำต่อ ทว่าเขาก็ไม่ได้ลบแชตนั้นทิ้ง จนกระทั่งสามีของเขามาเจอเข้า จึงทำให้ทั้งคู่มีปากเสียง และฝ่ายหญิงถูกทำร้ายร่างกาย โดยที่ตัวสามีไม่ได้เข้ามาสอบถามหรือฟังคำอธิบายใดๆ เลย แต่กลับมาโวยวาย และทำลายข้าวของที่วัด เพื่อจะเรียกร้องเงินอย่างเดียว

ในตอนแรกเขาเรียกเงินสูงถึง 200,000 บาท ตนก็ยืนยันไปว่าตนไม่ได้ทำอะไรผิดเลย แม้แต่เนื้อต้องตัวฝ่ายหญิงก็ไม่เคยทำ จนกระทั่งมีการต่อรองยอดลงมาเหลือ 50,000 บาท ซึ่งการที่ตนยอมจ่ายเงินจำนวนนี้ไป ไม่ได้หมายความว่าตนยอมรับผิด แต่เป็นเพราะตนสงสารวัด และเขาขู่ว่าจะเอานักข่าวมา ตนกลัวว่าวัดจะเสียชื่อเสียงจึงยอมเซ็นสัญญาและจ่ายเงินให้เรื่องจบไป แต่สุดท้ายเขาก็ยังเอาข้อมูลดังกล่าวมาแชร์อยู่ดี

ตนขอยืนยันหนักแน่นตรงนี้เลยว่า ประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ชู้สาวกับฝ่ายหญิงนั้นไม่มีเด็ดขาด แม้แต่แตะเนื้อต้องตัวก็ไม่เคยมี ส่วนเรื่องสลิปการโอนเงินที่มีการพูดถึงกัน ยอมรับว่ามีบ้างครับ แต่เป็นเงินค่าช่วยงานวัด เงินที่ตนช่วยอุดหนุนซื้อลอตเตอรี่จากเขาบิลละประมาณ 500 บาท และมีบางครั้งที่ฝ่ายหญิงมาขอยืมเงินไปจ่ายค่าไฟเท่านั้น ไม่ใช่เงินเชิงชู้สาวอย่างที่ทุกคนเข้าใจ

ตอนนี้ได้เดินทางออกมาจากวัดและลาสิกขาเรียบร้อยแล้ว ก็อยากจะฝากถึงคู่กรณีว่า จะทำอะไรก็ขอให้คิดให้ดีเพราะมันส่งผลกระทบในหลายๆ ด้าน ส่วนคนที่ติดตามข่าวสารก็อยากให้เสพข่าวอย่างมีสติครับ การนำภาพต่างๆ มาปะติดปะต่อกันแบบนี้ มันทำให้ตนได้รับความเสื่อมเสียเป็นอย่างมาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...