โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

รู้เข้าใจจัดการ โรค PSTD สภาวะความเครียด ที่ไม่ควรปล่อยผ่าน

อีจัน

อัพเดต 07 ต.ค. 2565 เวลา 09.19 น. • เผยแพร่ 07 ต.ค. 2565 เวลา 09.19 น. • อีจัน

หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน อาจไม่ได้จบลงแค่เท่านั้น แต่ผลกระทบจากเหตุการณ์นั้น ๆ ไม่ได้มีเพียงแค่การสูญเสียทางร่างกายเท่านั้น ยังรวมถึงผลกระทบทางจิตใจที่ตามมาภายหลัง โดยเป็นต้นเหตุของ โรค PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) สภาวะป่วยทางจิตใจหลังความเจ็บปวด หรือที่เรียกว่าโรคความผิดปกติทางจิตใจหลังเผชิญเรื่องราวสุดสะเทือนใจ เราลองมาทำความรู้จักกับที่โรคดังกล่าวว่าผู้ป่วยจะมีอาการอย่างไร และมีวิธีการรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้อย่างไรได้บ้าง

ภาวะแทรกซ้อนจากโรค PTSD

เนื่องจากภาวะดังกล่าวจะส่งผลต่อจิตใจของผู้ป่วย และทำให้มีผลต่อการใช้ชีวิตรวมถึงด้านอารมณ์ไปด้วย โดยสามารถนำพาไปสู่โรคภาวะทางจิตและพฤติกรรมที่อาจเป็นอันตราย ได้แก่

โรคที่มีผลทางด้านจิตใจ เช่น โรคซึมเศร้า โรคกลัว โรควิตกกังวล เป็นต้น

พฤติกรรมที่เป็นอันตราย เช่น การหันมาใช้สารเสพติด หรือการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรืออาจทำร้ายตนเอง เป็นต้น

อาการทางร่างกาย เช่น มีอาการปวดท้อง ปวดศีรษะ ปวดหน้าอก เป็นต้น

PTSD แบ่งได้ 2 ระยะ

ระยะที่ 1 เกิดขึ้นภายใน 1 เดือนหลังเหตุการณ์ เรียกว่า Acute Stress Disorder (ASD) หรือ โรคเครียดฉับพลัน ผู้ป่วยที่อยู่ในระยะ ASD สามารถหายเองได้ หรือไม่เป็นอะไรเลยในเดือนแรก แต่หลังเกิดเหตุการณ์มาแล้ว 1 เดือนอาการนี้ยังไม่หายไปจะเรียกว่า PTS

ระยะที่ 2 คือหลังเกิดเหตุการณ์มาแล้ว 1 เดือน ที่เรียกว่า PTSD อาจแสดงอาการออกมามากขึ้นได้หลากอารมณ์ หลากหลายเช่น

คิดว่าอยู่ในเหตุการณ์นั้น (Re-experiencing) ไม่สามารถหลุดพ้นและปล่อยวางจากเหตุการณ์เหล่านี้ คิดวนเวียนถึงเหตุการณ์นั้นซ้ำๆ หรือนึกถึงความทรงจำเลวร้ายนั้นขึ้นมาเอง ทำให้รู้สึกเหมือนต้องไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นซ้ำไปซ้ำมาจนตกใจกลัว (Flashback) การฝันถึงซ้ำๆ

เกิดความตื่นกลัว บางคนอาจมีอาการใจสั่น มือสั่น และเหงื่อออกมาก

มองโลกในแง่ลบ ผู้ป่วยจะรู้สึกไม่มีความสุข ชีวิตหม่นหมอง มีอาการไม่สนใจในสิ่งที่เคยชอบทำ รู้สึกแปลกแยก และอาจร้ายแรงถึงขั้นอยากฆ่าตัวตาย

หวาดกลัวและพยายามหลีกเลี่ยง ไม่กล้าเผชิญเหตุการณ์ที่เคยประสบเหตุ หรือหลีกเลี่ยงสิ่งเร้าที่ทำให้คิดถึงเหตุการณ์นั้น ๆ

จัดการอย่างไรเมื่ออาจต้องเผชิญภาวะ PTSD

หากจะไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถจัดการได้อย่างโดยตรง เนื่องจากเป็นภาวะที่มีต้นเหตุมาจากเหตุการณ์ที่ไม่อาจควบคุมได้ ดังนั้นเมื่อเราผ่านเหตุการณ์ที่กระทบต่อความรู้สึกของเราอย่างรุนแรงเราจึงควรเข้าพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและขอคำปรึกษา พูดคุยกับผู้ที่สามารถรับฟังปัญหาของเราได้ หากิจกรรมเพื่อบรรเทาความเครียด ยิ่งเราเข้ากระบวนการรักษาเร็วเราก็มีโอกาสเป็นภาวะ PTSD น้อยลงตามไปด้วย

การรักษาภาวะ PTSD

การรักษาภาวะดังกล่าวมีด้วยกันหลายวิธีและต้องใช้เวลาในการรักษาเพื่อให้อาการดีขึ้นตามลำดับ ประกอบกับการดูแลจากคนรอบข้างประกอบด้วย

เรียนรู้และรับมือ ผู้ที่มีภาวะดังกล่าวต้องพยายามเรียนรู้การจัดการกับความเครียด เช่น หากิจกรรมที่ทำให้ผ่อนคลาย การออกไปพบปะผู้คน หรือทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว เป็นต้น

ดูแลตนเองมากขึ้น ไม่ควรบริโภคของที่ไม่ดีต่อสุขภาพโดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ไม่เสพสารเสพติด และเพิ่มเวลาในการพักผ่อนให้มากขึ้นกว่าเดิม

การรับยาจากแพทย์ โดยแพทย์จะให้ยาที่สามารถลดความเครียดหรือช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าได้ทั้งนี้การใช้ยาต่าง ๆ ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำและคำสั่งของแพทย์เท่านั้น

การบำบัด สามารถเข้าพบแพทย์เพื่อพูดคุยปรึกษาเพื่อปรับให้สามารถค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนความคิดได้ หรือเลือกที่จะเผชิญกับสิ่งที่เรากลัวและเรียนรู้วิธีการรับมือที่ถูกต้องแต่วิธีนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้การได้รับการดูแลพูดคุยหรือสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ที่ผ่านเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันก็สามารถบำบัดได้เช่นกัน

ถ้าหลังจากเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆ ผ่านไปแล้ว 4 สัปดาห์แต่ยังคงมีอาการเหล่านี้อยู่ หรือบางรายที่อาการเกิดขึ้นในภายหลัง อาการดังกล่าวจะมีผลต่อทั้งการเรียนการทำงานในชีวิตประจำวันให้แย่ลง ควรเข้ารับคำปรึกษาจากจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ขอบคุณข้อมูล โรงพยาบาลบางปะกอก 3 , DMS สถานนีสุขภาพ , กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

โลงลำเลียง รับนักเรียนน้อยกลับบ้าน กราดยิงศูนย์เด็กเล็กคลิปแนะนำอีจัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...