โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

KitKat F1 จากขนมธรรมดาสู่สินทรัพย์ลิมิเต็ด โจรกรรมช็อกโกแลตที่ทำเอา “งง” ทั้งโลก

Thairath Money

อัพเดต 31 มี.ค. เวลา 09.34 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. เวลา 09.32 น.
ภาพไฮไลต์

เมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นเมื่อรถบรรทุกสินค้าแบรนด์ KitKat ถูกโจรกรรมในอิตาลีระหว่างการขนส่ง โดยสินค้าด้านในเป็นช็อกโกแลตรูปรถแข่ง Formula 1 รุ่นลิมิเต็ด จำนวน 413,793 ชิ้น คิดเป็นน้ำหนักรวมราว 12 ตัน ได้หายไปทั้งคัน

การโจรกรรมครั้งนี้ ถูกเรียกว่าเป็นหนึ่งในการก่อเหตุที่แปลกที่สุดครั้งหนึ่งในยุโรป และคาดว่าสินค้าที่ถูกขโมยนี้จะถูกนำไปขายต่อในตลาดมืดต่อไป เพื่อให้ได้ราคาที่สูงขึ้น ซึ่งความน่าสนใจของเคสนี้คือ ในกระบวนการขนส่ง ข้อมูลทุกอย่างไม่ได้เปิดเผยออกมา แล้วทำไมโจรถึงเลือกขโมยของที่ดูโดดเด่นอย่างช็อกโกแลตรูป F1 ในช่วงนี้?

ปล้นรถ KitKat ในไม่กี่นาที

ตามรายงานของ Forbes ระบุว่า ในวันที่ 26 มีนาคม บนทางหลวงนอกเมืองตูริน ประเทศอิตาลี รถบรรทุกสินค้าที่มี KitKat รูป F1 มาเต็มคันออกจากศูนย์กระจายสินค้าไม่ไกลจากเมืองตูรินในช่วงค่ำ เพื่อไปส่งสินค้าในโปแลนด์

ระหว่างทางรถถูกสกัดโดยกลุ่มคนที่อ้างตัวเองว่าเป็นเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย หลังจากคนขับถูกคุมตัวออกจากรถ ในระยะเวลาไม่กี่นาที รถที่บรรทุกสินค้าเต็มคันก็ถูกขับออกไป หายไปทั้งรถทั้งสินค้า ส่วนคนขับมีรายงานมาว่าไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ราวกับว่าหลุดออกมาจากหนัง แต่ของมีค่าที่ถูกขโมยไปกลับไม่ใช่ทอง เพชร หรือเงิน กลับเป็นช็อกโกแลตน้ำหนักกว่า 12 ตัน ในตอนแรก เหตุการณ์นี้อาจดูเหมือนการปล้นแบบซึ่งหน้า แบบเห็นโอกาสมาก็ดักปล้น แต่รายละเอียดหลายอย่างชี้ไปอีกทาง

พบว่า สินค้าล็อตนี้ไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลการขนส่งต่อสาธารณะ ช่วงเวลาขนส่งตรงกับแคมเปญการตลาดใหญ่ที่ผูกกับ Formula 1 และรูปแบบการก่อเหตุมีความรวดเร็วและแม่นยำสูง ซึ่งทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่า คนร้ายอาจมีข้อมูลภายในที่รับรู้มาล่วงหน้า

ทำไมต้องขโมยของที่ “โดดเด่น” ขนาดนี้?

ความจริงแล้ว การโจรกรรมสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่มในยุโรปไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะนำไปขายต่อได้ง่ายและติดตามของกลับได้ยาก แต่เคสนี้มีความแตกต่างออกไปหลายอย่าง สินค้าล็อตนี้ผลิตโดย Nestlé ไม่ใช่ช็อกโกแลตธรรมดา แต่เป็น KitKat รุ่นลิมิเต็ดที่ออกแบบเป็นรถแข่ง Formula 1 ขนาดจิ๋ว ถูกขึ้นรูปอย่างละเอียด ทั้งปีกหน้า ปีกหลัง ล้อรถสไตล์เรซซิ่ง และดีไซน์ที่ตั้งใจเจาะกลุ่มแฟนมอเตอร์สปอร์ต ก่อนฤดูกาลแข่ง European Grand Prix จะเริ่มต้นเดือนมิถุนายนนี้

สินค้านี้เป็นสินค้าลิมิเต็ดเอดิชัน มีแบรนด์ชัดเจน มีช่วงเวลาขายจำกัด และจดจำได้ทันที คำถามสำคัญคือ แล้วทำไมต้องขโมยของที่สะดุดตาขนาดนี้?

คำตอบแรกอาจเป็นเรื่อง “สินค้าขาดแคลน” (Scarcity) สินค้าพิเศษที่ออกมาในช่วงฤดูกาลสำคัญแบบนี้และยังเป็นการคอลแลปกับแบรนด์ระดับโลก มักจะมีราคาสูงมากในตลาดมืด

ราคาตามท้องตลาดของ KitKat รูปรถแข่ง F1 ในร้าน Morrisons ในอังกฤษมีราคาอยู่ที่ 1.75 ยูโร หรือราว 70 บาท ด้านในซองบรรจุ 5 ชิ้น และหากลองคำนวณมูลค่าตามราคาขายนี้แล้ว สินค้าในรถบรรทุกคันนั้นจะมีมูลค่าที่กว่า 724,138 ยูโรหรือกว่า 27 ล้านบาท

และยิ่งความนิยมของ Formula 1 พุ่งสูงขึ้นทั้งจากความนิยมในตัวกีฬา จากซีรีส์ Drive to Survive และภาพยนตร์ F1: The Movie สินค้ากลุ่มนี้ก็ยิ่งมีโอกาสกลายเป็นของสะสม และหากการโจรกรรมครั้งนี้ทำให้การขายสินค้าต้องถูกเลื่อนออกไป ความต้องการในตลาดก็จะยิ่งสูง ราคาก็จะพุ่งขึ้นตามไปด้วย และยิ่งในตลาดมืดราคาก็จะทะยานขึ้นไปอีก

อีกหนึ่งเหตุผลที่เป็นไปได้คือ “สินค้าขายง่าย เคลื่อนย้ายเร็ว” (Speed) เหตุผลนี้อาจไม่ได้ซับซ้อน ช็อกโกแลตต่างจากสินค้าเทคโนโลยีหรือชิ้นส่วนอุตสาหกรรม เพราะไม่ต้องใช้เครือข่ายขายเฉพาะทาง สามารถกระจายขายได้ทันที ผ่านร้านเล็ก ๆ ตลาดชั่วคราว หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะตามรอยได้ทัน สินค้าอาจถูกปล่อยออกตลาดไปแล้วจำนวนมาก

สินค้าชนิดนี้เปิดตัวมาตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา เปิดขายในหลายประเทศทั่วยุโรป ออสเตรเลีย ซาอุดิอาระเบีย กับช่องทางออนไลน์อย่างเช่น Amazon UK, Snackje หรือ The Australian Food Shop และล่าสุดเมื่อลองค้นหาสินค้าชนิดนี้บน Google Marketplace พบว่ามี KitKat F1 จำหน่ายผ่านเว็บไซต์ที่ส่งสินค้าจากอินเดีย มีราคาสูงถึงซองละกว่า 400 บาท

มุ่งเป้าอาชญากรรมระดับองค์กร

ตำรวจอิตาลีมุ่งเป้าไปที่การโจรกรรมโดยอาชญากรรมระดับองค์กร มีการทำงานเป็นขบวนการ เพราะในภาพใหญ่ เหตุการณ์นี้สะท้อนความท้าทายใหม่ของซัพพลายเชนโลก โดยมีสิ่งที่สำคัญมากกว่าสินค้า ถูกขโมยไปด้วย นั่นคือ “ข้อมูล”

ข้อมูลในกระบวนการโลจิสติกส์ อย่างเช่น อะไรถูกส่ง ส่งเมื่อไหร่ ส่งไปที่ไหน กลายเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าไม่แพ้ตัวสินค้า และในกรณีนี้ของ KitKat ข้อมูลนั้นอาจเป็นเป้าหมายที่แท้จริง

แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่มีคำตอบว่า ช็อกโกแลตล็อตนี้จะถูกพบอีกหรือไม่ หรือมันจะละลายหายไปในระบบเศรษฐกิจนอกระบบของยุโรปหรือไม่ แต่สิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุดตอนนี้คือ สินค้าอาจจะถูกแบ่งออกเป็นล็อตย่อย บรรทุกใส่รถหลายคัน และกระจายไปทั่วทวีปแล้วก็เป็นได้

ทั้งนี้ เหตุปล้นช็อกโกแลตครั้งใหญ่นี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในยุโรป ก่อนหน้านี้ในปี 2023 ได้มีการจับกุม Joby Pool ชายชาวอังกฤษและโดนตัดสินจำคุกนาน 18 เดือน หลังจากเขาก่อเหตุขโมยช็อกโกแลตรูปไข่แบรนด์ Cadbury รุ่น Cadbury Creme Egg จำนวนกว่า 200,000 ชิ้น มูลค่ารวมหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นรถบรรทุกที่ขโมยและหลบหนีไป

ความพิเศษของช็อกโกแลต Cadbury Creme Egg คือทำออกมาเฉพาะช่วงเทศกาลอีสเตอร์ ให้มีไส้ด้านในเป็นฟองดองคล้ายไข่แดงและไข่ขาวของจริง ทำให้มีความต้องการสูงในช่วงเทศกาลนั้น และราคาก็สูงขึ้นไปด้วยเช่นกัน

แบรนด์พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

ท่ามกลางความงงงวย แบรนด์ KitKat ได้พลิกวิกฤตินี้เป็นการตลาดของแบรนด์ที่ทรงคุณค่า โดย KitKat ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการว่า “ผลิตภัณฑ์ KitKat จำนวน 12 ตัน ถูกขโมยไประหว่างการขนส่ง จากโรงงานของเราในอิตาลีตอนกลาง ไปยังปลายทางในประเทศโปแลนด์”

“ขณะนี้เรากำลังทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและพันธมิตรด้านซัพพลายเชน เพื่อดำเนินการสืบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว”

ก่อนจะปิดท้ายด้วย “ข่าวดีคือ ไม่มีข้อกังวลใด ๆ เกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้บริโภค และปริมาณสินค้ายังคงไม่ได้รับผลกระทบ”

โพสต์แถลงการณ์นี้ได้รับการตอบรับบนโลกออนไลน์ ทั้งการส่งต่อ คอมเมนต์ หรือโพสต์ต่อแนวติดตลก อย่างเช่น บน Bluesky มีคนคำนวณว่า “หากการพักดื่มชาพร้อมกิน KitKat ใช้เวลา 10 นาทีต่อครั้ง การโจรกรรมครั้งนี้ก็เทียบเท่ากับเวลาพักเบรกยาวถึง 13 ปีเลยทีเดียว” ขณะที่บางส่วนกังวลที่สินค้าจะขาดตลาดในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างอีสเตอร์ด้วย

ทั้งนี้ การที่ผู้คนแชร์ต่อความรู้สึกและสร้างให้เรื่องนี้เป็นความขบขันนั้น เป็นเพราะผู้คนต่างรู้สึกคุ้นเคยและเชื่อมโยงกับแบรนด์ โดยงานวิจัยในปี 2020 ของ University of Leeds พบว่า หากสิ่งใดเป็นสิ่งที่คุ้นเคย สำหรับเรา เรามีแนวโน้มที่จะนำไปแชร์ต่อมากขึ้น

และยิ่ง KitKat เป็นแบรนด์ที่อยู่คู่กับคนทั่วโลกมานาน พร้อมกับสโลแกนคุ้นหูอย่าง “คิดจะพัก คิดถึงคิทแคท” หรือ “Have a break, have a KitKat” สิ่งนี้จึงยิ่งทำให้ข่าวเข้าไปอยู่ในความคิดของผู้คนมากกว่าปกติ และมีแนวโน้มที่จะถูกแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดียได้มากยิ่งขึ้น

ที่มา: Forbes, CNN, Fast Company, BBC

ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : KitKat F1 จากขนมธรรมดาสู่สินทรัพย์ลิมิเต็ด โจรกรรมช็อกโกแลตที่ทำเอา “งง” ทั้งโลก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...