สมาคมชาวนาและเกษตกรไทย เกาะติต 2 โครงการรัฐ
"ปราโมทย์ เจริญศิลป์" นายกสมาคมชาวนาและเกษตกรไทย ลุ้นผล โครงการเปิดจุดรับซื้อข้าว-ปุ๋ย มีพอ เล็งยื่น 4 เรื่องชงรัฐบาลใหม่
นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตกรไทย เปิดเผยว่า สัปดาห์นี้ต้องติดตามใกล้ชิดความคืบหน้าของโครงการตั้งจุดรับซื้อข้าวเปลือกและให้ราคารับซื้อเพิ่มอีกตันละ 300 บาท กับชาวนา โดยโรงสีและสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับเงินค่าบริหารจัดการ 200 บาท/ตัน ที่กำหนดนำร่องวันแรก 1 เม.ย.นี้
พื้นที่นำร่อง อาทิ พระนครศรีอยุธยา พิจิตร นครสวรรค์ กำแพงเพชร อ่างทอง สุพรรณบุรี นครปฐม เป็นต้น จะมีจำนวนจุดรับซื้อข้าวเพียงพอแค่ไหน และ ชาวนาจะเจออุปสรรคอะไรบ้าง ซึ่งขณะนี้ราคาข้าวเปลือกขาวจะอยู่ที่ 6,200-6,800 บาทต่อตัน ขึ้นกับความชื้นข้าวเปลือกที่มาขาย
อีกหนึ่งเรื่องคือ โครงการปุ๋ยธงเขียว ที่ให้รัฐจัดหาปุ๋ยราคาประหยัด 200 บาทต่อกระสอบละ (50กก.) มาจำหน่าย เช่น กระสอบละ 800 บาท จะเหลือ 600 บาท แต่ให้สิทธิครัวเรือนละ 5 กระสอบ ซึ่งการปลูกข้าว 1 ไร่ จะใช้ปุ๋ยประมาณ 1 กระสอบ
"2 เรื่องนี้เป็นโครงการที่กำลังจะเริ่มในสัปดาห์นี้ ส่วนตัวไม่อาจประเมินได้ว่าชาวนาทั่วประเทศจะพอใจหรือติดขัดในทางปฎิบัติอย่างไร สำหรับเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกให้ราคาชดเชยตันละ 300 บาท เบื้องต้นรับซื้อ 1 ล้านตัน แต่ปริมาณผลผลิตข้าวนาปรังที่จะออกสู่ตลาดมีพื้นที่ปลูกประมาณ 10 ล้านไร่ ผลผลิตรวม 7-8 ล้านตันข้าวเปลือก ก็ไม่รู้ชาวนาจะแห่นำข้าวมาขายที่จุดรับซื้อของรัฐมากแค่ไหน หากมาก 1 ล้านตันก็ไม่น่าจะเพียงพอ แม้รัฐจะมีงบประมาณดูแลราคาข้าวไว้ 560 ล้านบาท ซึ่ง 1 ล้านตัน ก็ใช้งบแล้ว 300 ล้านบาท"
นายปราโมทย์ กล่าวว่าสำหรับสถานการณ์ปุ๋ยราคายังขยับ ตอนนี้ 1 กระสอบ ตั้งแต่ 900-1,200 บาท ซึ่งปริมาณปุ๋ยเพื่อเพราะปลูก ที่เป็นสต๊อกเดิมก่อนมีสงครามสู่รบตะวันออกกลาง จะใช้รอบเพาะปลูกไม่เกินเดือนพ.ค. ต้องติดตามใกล้ชิดหลังสงกรานต์หรือสัปดาห์ที่สามของเดือนเม.ย. จะมีปุ๋ยสต๊อกใหม่เพียงพอถึงเดือนสิงหาคม ที่เป็นช่วงต้องการใช้ปุ๋ยจำนวนมากอีกครั้ง อีกเรื่องที่สอดคล้องกัน คือ ราคาข้าวรับซื้อ รัฐต้องดูแลไม่ให้เกิดความแตกต่างของต้นทุนปลูกกับราคาขายได้จริง จนกระทบต่อรายได้ความเป็นอยู่ของเกษตรกร
นายปราโมทย์ กล่าวว่า หลังตั้งครม.ใหม่แล้ว สมาคมจะเสนอให้รัฐบาลใหม่ วางแผนรับและส่งเสริมอย่างยั่งยืน ได้แก่
1. ลดผลกระทบจากภาวะแล้ง โดยการจัดหาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกรให้เพียงพอ คาดว่า 1-2 ปี จะเจออากาศร้อนแรง อาจมีผลแล้งฉับพลันในหลายพื้นที่ จะส่งผลสร้างความเสียหายต่อผลผลิตและรายได้เกษตรกรครั้งใหญ่ เป็นเรื่องที่รัฐต้องเข้ามาทำทันที
2. การพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูงและตอบโจทย์ที่การบริโภคโลกต้องการ
3. ประคองราคาข้าวให้มีเสถียรภาพ สอดคล้องทั้งต้นทุนและราคาขาย
4. ควบคุมต้นทุนเพื่อเพาะปลูก อาทิ ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช เป็นต้น ช่วยให้เกษตรกรไม่ภาระค่าใช้จ่ายที่ผ่อนผวนทุกปี
แม้ 4 เรื่องนี้สมาคมเสนอให้ทุกรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ยังไม่เห็นการรับมืออย่างจริงจัง ดังนั้น สมาคมก็จะยังคงจุดยืนใน 4 เรื่องนี้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สมาคมชาวนาและเกษตกรไทย เกาะติต 2 โครงการรัฐ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th