เปิดบทเรียน 78 ปี โกลด์ซิตี้ จากโรงงานบางรักสู่ฐานผลิต 200 ไร่
โกลด์ซิตี้ เปิดเส้นทางธุรกิจจากโรงงานย่านบางรักสู่ฐานการผลิต 200 ไร่ในสมุทรสาคร ยันมาตรฐานการผลิตระดับสากล ISO 9001 ตอกย้ำจุดแข็ง "คุ้มค่า-ทนทาน" ผ่านวัตถุดิบยางพาราในประเทศ มุ่งยกระดับสินค้าสู่มาตรฐาน Made in Thailand (MiT) เผยกลยุทธ์การเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมยุคใหม่
29 เมษายน 2569บริษัท โกลด์ซิตี้ฟุตเทค จำกัด ประกาศวาระครบรอบ 78 ปี แห่งการดำเนินธุรกิจนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490 โดยเริ่มต้นจากโรงงานผลิตรองเท้าขนาดเล็กที่มีพนักงานเพียง 5 คน สู่การเป็นผู้ผลิตรายใหญ่บนพื้นที่กว่า 200 ไร่ ในจังหวัดสมุทรสาคร ผลสำเร็จในเชิงธุรกิจของโกลด์ซิตี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการผลิตภายใต้แบรนด์ของตนเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบทบาทสำคัญในฐานะผู้รับจ้างผลิต (OEM) ให้กับแบรนด์กีฬาระดับโลก อาทิ Nike, Adidas, Puma และ Reebok ในช่วงทศวรรษ 2530 ซึ่งเป็นยุคทองที่อุตสาหกรรมรองเท้าไทยได้รับการยอมรับในด้านความประณีตและมาตรฐานการผลิตระดับสากล
กลยุทธ์ 78 ปี: จากโรงงานห้องแถวสู่ฐานผลิตส่งออกแบรนด์ระดับโลก
ในแง่ของซัพพลายเชน โกลด์ซิตี้เน้นการใช้ยางพาราไทยเป็นวัตถุดิบหลักกว่า 80% ซึ่งนอกจากจะเป็นการสนับสนุนภาคเกษตรกรรมในประเทศแล้ว ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญในการควบคุมคุณภาพและความทนทานของผลิตภัณฑ์ภายใต้แนวคิด "คุ้มค่า ทนทาน นุ่ม และหนึบ" เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านราคาที่เข้าถึงได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย (Mass Market) ตั้งแต่กลุ่มนักเรียนไปจนถึงวัยทำงานที่เน้นการใช้งานหนัก
Core Value ในโลกยุคใหม่: คุณค่าที่วัดจากประสิทธิภาพการใช้งานจริงเหนือกระแสโซเชียล
นายสุรศักดิ์ จินาพันธ์ กรรมการบริหาร บริษัท โกลด์ซิตี้ฟุตเทค จำกัด เปิดเผยถึงแก่นความสำเร็จและการรักษา Market Share ตลอดเกือบ 8 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยระบุว่าความสำคัญไม่ได้อยู่ที่กระแสในโลกออนไลน์ แต่อยู่ที่การใช้งานจริงของสวมใส่
“เราตั้งใจผลิตรองเท้ามาเพื่อให้ถูกสวมใส่ใช้งาน — ไปเจอกับฝุ่น ดิน และหยาดเหงื่อของผู้คน — ตลอด 78 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเทคโนโลยี แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยคือปณิธาน… ที่อยากให้คนไทยได้สวมใส่รองเท้าที่ดี ทนทาน และมีราคาที่จับต้องได้ — หาซื้อที่ไหนก็ได้ และซื้อโดยไม่ต้องลำบากใจ”
รุกมาตรฐาน MiT และ CFO เตรียมพร้อมรับเกณฑ์การค้าโลก
ปัจจุบันโกลด์ซิตี้ได้ยกระดับการบริหารงานภายใต้มาตรฐาน ISO 9001 และได้รับการรับรองเครื่องหมาย Made in Thailand (MiT) รวมถึงการให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมผ่านการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint of Organisation: CFO) เพื่อเตรียมความพร้อมของอุตสาหกรรมรองเท้าสัญชาติไทยให้สามารถแข่งขันได้ภายใต้เกณฑ์มาตรฐานการค้ายุคใหม่
ด้วยสโลแกน “ไปต่อ…อย่าพอแค่นี้” บริษัทฯ มุ่งเน้นการเป็นโครงสร้างพื้นฐานใต้ฝ่าเท้าที่รองรับทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมของคนสู้ชีวิต โดยยังคงยึดมั่นในการผลิตรองเท้าผ้าใบนักเรียน รองเท้าไลฟ์สไตล์ และรองเท้าเซฟตี้ ที่มีการควบคุมการผลิตเองทุกขั้นตอนเพื่อรักษามาตรฐานคุณภาพและความมั่นคงของแบรนด์ให้เติบโตจากรุ่นสู่รุ่นในระยะยาว