3 เดือนสงครามตะวันออกกลาง …ที่เปลี่ยนเกมโลก สู่กติกาเศรษฐกิจใหม่ (ที่ยังไม่จบ)
3 เดือนสงครามตะวันออกกลาง …ที่เปลี่ยนเกมโลก สู่กติกาเศรษฐกิจใหม่ (ที่ยังไม่จบ) แรงสั่นสะเทือนจากสนามรบกำลังลุกลามสู่ราคาพลังงาน เงินทุน และการตัดสินใจของทั้งโลก
วันที่ 29 เมษายน 2569 ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน กับสหรัฐ และอิสราเอล ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในสนามรบ แต่ได้ลุกลามสู่ระบบพลังงาน การค้า การเงิน และเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากจุดเริ่มต้นของการปะทะ สู่การปิดล้อมช่องแคบพลังงานสำคัญ และการเจรจาที่ยังไร้ข้อสรุป โลกทั้งใบกำลังถูกบีบให้ปรับตัว ทั้งรัฐบาล ธนาคารกลาง และภาคธุรกิจ แม้หลายประเทศจะไม่ได้มีส่วนร่วมในสงครามโดยตรง
ในช่วงแรก ความขัดแย้งถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ตลาดคุ้นเคย แต่เมื่อสถานการณ์ยกระดับสู่การปิดล้อมเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญ โลกจึงเริ่มตระหนักว่านี่ไม่ใช่เพียงแรงกระแทกระยะสั้น หากแต่เป็นแรงสั่นสะเทือนเชิงโครงสร้างที่กำลังเปลี่ยนสมดุลของเศรษฐกิจโลก
ศูนย์กลางของแรงสั่นสะเทือนนี้ คือ ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นเลือดใหญ่ของระบบพลังงานโลกที่รองรับการขนส่งน้ำมันมากกว่า 20% ของอุปทานโลก ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างเต็มรูปแบบ ความไม่แน่นอนในพื้นที่ดังกล่าวผลักดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ราคาพลังงานพุ่งขึ้นสะท้อนผ่านตัวเลขอย่างชัดเจน โดยน้ำมันดิบเบรนท์ปรับขึ้นจากระดับราว 80-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนความตึงเครียด สู่ระดับกว่า 110-115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นมากกว่า 30% ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ขยับจากโซนต่ำกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กลับขึ้นมาเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แรงกระแทกนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ตลาดพลังงาน แต่ส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นแปลเป็นต้นทุนการผลิต การขนส่ง และราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันต้องเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อ ขณะที่ภาคธุรกิจต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน ในหลายประเทศเอเชีย ต้นทุนพลังงานคิดเป็น 10-20% ของต้นทุนการผลิต ขณะที่ค่าขนส่งในบางเส้นทางเพิ่มขึ้น 20-40% จากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและค่าเบี้ยประกัน
ในตลาดการเงิน ความไม่แน่นอนผลักดันให้เงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ราคาทองคำเคลื่อนไหวในระดับสูงใกล้ 4,500-5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่า ส่งผลให้ค่าเงินในตลาดเกิดใหม่อ่อนตัวลง
การเคลื่อนย้ายเงินทุนดังกล่าวเพิ่มความเปราะบางให้กับประเทศที่มีหนี้สกุลดอลลาร์ และทำให้ตลาดการเงินทั่วโลกต้องเผชิญความผันผวนเชิงระบบมากขึ้น ขณะเดียวกัน ประเทศผู้ส่งออกพลังงานกลับได้รับประโยชน์จากราคาที่สูงขึ้น สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของอำนาจต่อรองในเศรษฐกิจโลก ความเคลื่อนไหวอย่างการถอนตัวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จาก OPEC ยิ่งตอกย้ำความเปราะบางของกลุ่มผู้ผลิตและการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างตลาดพลังงาน
ธนาคารกลางทั่วโลกจึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะ Federal Reserve ที่ต้องเผชิญโจทย์ซับซ้อนยิ่งขึ้นระหว่างคุมเงินเฟ้อกับรักษาการเติบโต ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่สามารถควบคุมได้
ในอีกมิติหนึ่ง ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังเผชิญแรงกดดันรอบใหม่ เส้นทางการขนส่งเปลี่ยน ต้นทุนเพิ่ม และภาคธุรกิจเริ่มสำรองวัตถุดิบเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน ซึ่งท่ามกลางความไม่แน่นอนในสนามรบ โต๊ะเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่านยังคงเปิดอยู่ แต่ยังห่างไกลจากข้อสรุป ทำให้คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่าสงครามจะยุติเมื่อใด แต่คือโลกจะปรับตัวอย่างไรในภาวะปกติใหม่ของความไม่แน่นอน
ในอีกด้านหนึ่ง ความผันผวนของตลาดที่เกิดขึ้นพร้อมกับการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างฉับพลัน ได้เริ่มก่อให้เกิดข้อสังเกตในหมู่นักลงทุนเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของข้อมูลวงใน หรือ insider advantage รายงานของ BBC ระบุว่า ในหลายเหตุการณ์สำคัญช่วงที่ผ่านมา พบรูปแบบการซื้อขายที่ผิดปกติ ก่อนการประกาศนโยบายของทรัมป์เพียงไม่กี่นาทีหรือไม่กี่ชั่วโมง โดยมีนักลงทุนบางกลุ่มวางเดิมพันในตลาดพลังงานและตลาดทุนล่วงหน้าด้วยมูลค่าหลายล้านดอลลาร์
ตัวอย่างหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ซึ่งทรัมป์ส่งสัญญาณว่าสงครามใกล้สิ้นสุด ส่งผลให้ราคาน้ำมันร่วงลงราว 25% ภายในเวลาอันสั้น อย่างไรก็ตามข้อมูลตลาดพบว่ามีการเปิดสถานะเดิมพันขาลงก่อนข่าวเผยแพร่ถึง 47 นาที และสร้างกำไรในระดับหลายล้านดอลลาร์
ในอีกกรณีเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ก่อนที่ทรัมป์จะโพสต์เกี่ยวกับความคืบหน้าการเจรจากับอิหร่านเพียง 14 นาที ปริมาณการซื้อขายในตลาดน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ ขณะที่เหตุการณ์ในปี 2568 ที่เกี่ยวกับการพักภาษีของสหรัฐ ยังพบว่ามีการเข้าซื้อสินทรัพย์ที่อิงกับดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้นจากหลักร้อยเป็นมากกว่า 10,000 สัญญาต่อนาที และนักลงทุนบางรายสามารถทำกำไรจากเงินลงทุนราว 2 ล้านดอลลาร์ เป็นเกือบ 20 ล้านดอลลาร์ภายในวันเดียว
นอกจากนี้ในตลาดทำนายเหตุการณ์และการซื้อขายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังพบกรณีที่ผู้ใช้งานบางรายสามารถทำกำไรจากหลักหมื่นดอลลาร์เป็นหลายแสนดอลลาร์ หรือแม้แต่กรณีบัญชีผู้ใช้หลายบัญชีที่วางเดิมพันล่วงหน้าเกี่ยวกับการโจมตีทางทหาร และทำกำไรรวมกว่า 1.2 ล้านดอลลาร์ ก่อนจะหยุดใช้งานทันทีหลังเหตุการณ์เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตามแม้รูปแบบดังกล่าวจะจุดคำถามอย่างกว้างขวาง แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายชี้ว่า การพิสูจน์ความผิดในคดี insider trading ยังคงเป็นเรื่องยาก เนื่องจากต้องแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าข้อมูลที่ใช้มาจากภายในจริง และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลออกมายืนยันหรือดำเนินคดีในกรณีดังกล่าว
ทั้งนี้แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 3 เดือน สงครามครั้งนี้ยังไม่มีจุดจบที่ชัดเจน แต่สิ่งที่ชัดเจนแล้วคือ โลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
และบางที สงครามครั้งนี้อาจไม่ได้เปลี่ยนแค่ดุลอำนาจระหว่างประเทศ แต่กำลังเปลี่ยนกติกาของตลาดโลกไปพร้อมกัน