"เลขาฯ กกต." จวกพรรคการเมืองโยนบาป กกต. ทั้งที่เห็นกติกาไม่เป็นธรรมกลับไม่แก้จุดบกพร่อง
"เลขาฯ กกต." จวกพรรคการเมืองโยนบาป กกต. ทั้งที่เห็นกติกาไม่เป็นธรรมกลับไม่แก้จุดบกพร่อง เอื้อให้ตัวเองทำงานสะดวก ชี้หากเห็นแก่พรรคจริง กฎหมายพรรคการเมืองน่าจะดีกว่านี้ ย้ำเลือกตั้งเป็นผลร่วมกันกับ ปชช. ส่วน กกต.มีหน้าที่รายงานผล -ทำตาม กม. พร้อมดัน "ไอโหวต"ทดลองใช้ท้องถิ่น” - เตรียมยื่นบัญชีพยานต่อศาลรัฐธรรมนูญคดีบัตรเลือกตั้ง 11 คน - พร้อมจัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-สก.-นายกพัทยา 28 มิ.ย.นี้ ใช้กปน.มืออาชีพลดผิดพลาด
วันที่ 29 เม.ย. 2569 ที่โรงแรมทีเค.พาเลซ นายแสวง บุญมีเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างเป็นประธานพิธีเปิดการอบรมทบทวนวิทยากรหลักสูตรพรรคการเมืองคุณภาพประจำปี 2569 รุ่นที่ 2 ภาคกลางและภาคใต้ ว่า เรามาถึงทุกวันนี้ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจะครบ 100 ปีความคาดหวังการเมืองของไทยน่าจะดีขึ้น แต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่ไปไหน ต้องยอมรับว่า การเมืองไทยมีปัญหา กระทบกับชีวิตประจำวัน เพราะประเทศไทยใช้การเมืองนำทุกเรื่อง คนชนะกินรวบ ซึ่งมีปัญหาพอสมควร จากนี้ไปสำนักงาน กกต. วิทยากร และพรรคการเมืองจะทำงานร่วมกันเพิ่มเติมจากสิ่งที่ทำอยู่ ซึ่งยังไม่ประสบความสำเร็จ ในการที่จะปลูกฝังหรือให้ความรู้เรื่องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้คนที่มีความเห็นต่างกันสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
เลขาธิการ กกต. กล่าวอีกว่า เรามีกฎหมายที่คิดว่าดีอยู่ 3 ฉบับคือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บางคนก็บอกว่าเป็นฉบับประชาธิปไตยหรือฉบับปราบโกงอะไรก็แล้วแต่ ใช้มา 20 ปีตั้งแต่ 2540 หรือเกือบ 30 ปีเราใช้รัฐธรรมนูญมา 3 ฉบับคนก็คาดหวังว่ากฎหมายจะเปลี่ยนพฤติกรรมคนได้แต่กลับไม่เปลี่ยน ไม่ได้ไปไหนเลย การเมืองเราจะแก้ไขกฎหมายจากไก่ให้เป็นนก จะเขียนกฎหมายให้กลายเป็นนกหรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่สามารถเปลี่ยนได้ เพราะผู้เล่นหรือผู้เลือกยังคือคนกลุ่มเดียวกันเป็นคนกลุ่มเดิม ยุบพรรค มีรัฐธรรมนูญใหม่ก็จะมีคนกลุ่มเดิมไปตั้งพรรค คนกลุ่มเดิมไม่ได้ไปไหน ขณะที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะแก้ไขกฎหมายอย่างไรก็ยังคงเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมี 52 ล้าน คนกลุ่มเดิม ชุดความรู้ความคิดเหมือนเดิมไปเลือกตั้งเหมือนเดิม ไม่เห็นจะเปลี่ยนประเทศไปได้ สิ่งที่จะเปลี่ยนได้คือชุดความรู้ที่พวกเรากำลังจะนำไปบอกต่อ ไม่ได้บอกว่าจะไปสั่งสอน แต่เป็นการไปแลกเปลี่ยนกับชาวบ้านว่าสังคมจะดีได้ด้วยตัวเราเอง เพราะระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ดีด้วยระบบราชการหรือด้วยใคร แต่ดีด้วยประชาชน
"ระบบการเลือกตั้งของเราออกแบบมาแข็งแรงมาก ไม่มีใครจะแทรกแซงได้ไม่ว่าจะเป็นกกต.7 คนหรือเลขากกต.หรือผู้ยิ่งใหญ่จากบ้านใหญ่ที่ไหน แต่ถ้าเป็นการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเป็นเรื่องที่เพิ่มขึ้นมานอกกรอบ เป็นเรื่องของผู้มีสิทธิกับประชาชน สิ่งต่างๆเหล่านี้หากเรานำไปทำให้เห็นว่าผู้ที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศคือประชาชน ท่านเป็นคนทำร่วมกันเมื่อเวลาเลือกตั้ง ไม่ได้เกี่ยวกับกกต.เลย ที่มีหน้าที่รายงานผล หากทำผิดก็ไปดำเนินการตามกฎหมาย กกต.เห็นรู้เท่าประชาชนในวันเลือกตั้งไม่ได้เห็นมากกว่า " นายแสวง กล่าว
นายแสวง กล่าว ที่ผ่านมา พรรคการเมืองไทยเกิดขึ้นโดยเน้นมิติด้านความมั่นคงมากกว่ามิติด้านเสรีภาพ ทำให้บางทีพรรคการเมืองถูกยุบ เวลาเกือบร้อยปี เป็นเวลาพรรคการเมืองไม่ถึงครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งเป็นเวลาของการรัฐประหาร เมื่อมีการรัฐประหารก็ทำให้พรรคการเมืองขยับตัวได้ยาก การตั้งพรรคก็เป็นไปด้วยความยากและในระหว่างการดำเนินกิจการก็มีกฎเกณฑ์มากมาย ตนเป็นนายทะเบียนพรรคการเมืองทราบดีว่าขาข้างหนึ่งท่านถูกถ่วงไว้ อีกข้างหนึ่งท่านจะพัฒนาก็ลำบาก แม้จะเห็นใจแต่เป็นเรื่องของกฎหมายซึ่งคนที่จะแก้ไขกฎหมายได้คือพรรคการเมือง หากเห็นว่าไม่ดีก็ไปแก้ไขให้ดีขึ้น
"จากที่ทำงานกับพรรคการเมืองมามองว่า พรรคการเมืองไม่ได้สนใจกฎหมายพรรคเท่าไหร่ ถ้าสนใจกฎหมายพรรคน่าจะดีกว่านี้เพราะมันคือบ้านของพรรคการเมืองเองซึ่งการแก้ไขพรรคการเมืองเป็นหน้าที่ของสภาหรือสส. แต่เมื่อมีอำนาจก็ไม่เห็นจะมามองแก้กฎหมายพรรค ให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างดีขึ้นหรือร่างกฎเกณฑ์ในการแข่งขันที่เป็นธรรมโดยบางอย่างท่านได้รับผลจากการกระทำก็ส่วนหนึ่ง ได้รับผลจากกฎหมายในการแข่งขันก็ส่วนหนึ่ง แต่เวลาแพ้ก็ลงมาที่กรรมการทุกครั้ง ทั้งที่กรรมการมีหน้าที่ทำตามกฎหมาย ถ้ากฎหมายยังไม่แก้เราก็ต้องตัดสินแบบนั้นทุกครั้ง การตัดสินและดุลพินิจทุกครั้ง แม้ว่าสังคมจะไม่เห็นด้วยหรือตำหนิหรือวิจารณ์อย่างไรหากย้อนเวลาให้ไปแก้เราก็จะมีมติอย่างนั้นเพราะเราใช้กฎหมายกับข้อเท็จจริงในการวินิจฉัยปัญหา จึงขอฝากประเทศชาติไว้กับทุกคนและพรรคการเมืองและวิทยากรพรรคการเมืองที่จะนำความรู้ไปเผยแพร่ พัฒนาการเมืองของประเทศไทยให้มีความเจริญมั่นคงยิ่งขึ้นไป"
ต่อมา นายแสวง ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม ถึงการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้พรรคการเมืองดำเนินกิจการทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในการเลือกตั้ง ว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองหลักๆมีอยู่ 2 ฉบับ คือกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมือง และกฎหมายการเลือกตั้ง ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงานกกต.เคยพยายามเสนอการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างพรรคการเมือง เพราะในการแข่งขันก็ถูกจับตามองจากสังคม ว่าคนคุมกติกาไม่เป็นธรรม กกต.ก็ถูกตรวจสอบดังนั้นกติกาต้องเป็นธรรม ถ้าเห็นว่าอะไรที่ไม่เป็นธรรม ก็อยากให้สส.แก้ไขเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม แต่ที่ผ่านมาไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภา ดังนั้นการแก้ไขกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ กรณีดังกล่าวตนอยากให้สส. และพรรคการเมือง ในฐานะผู้ใช้กฎหมายและรู้ข้อบกพร่องสามารถที่จะแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ควรจะเสนอแก้กฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง และการเลือกตั้ง ไม่ใช่พอมีการเลือกตั้งแต่ละครั้งก็มาโทษกกต.ในฐานะกรรมการว่าทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง
"ผมพูดเฉพาะในส่วนของการเลือกตั้ง ซึ่งประชาชนเป็นคนเลือกตั้งเป็น เป็นส่วนที่ประชาชนทำร่วมกันมา โดยมีผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 52 ล้านคน มีกปน. 1.6 ล้านคน และส่วนที่เหลือเป็นสื่อมวลชนและผู้สังเกตการณ์ทำหน้าที่ตรวจสอบกันและกัน ในส่วนกกต.เป็นเพียงแค่ผู้รายงานผลการเลือกตั้งให้สาธารณชนทราบ " นายแสวง กล่าวย้ำ
อย่างไรก็ตาม นายแสวง ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นถึงในกรณีที่สส.มุ่งเน้นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากกว่าแกนแก้ไขปรับปรุงกฎหมายพรรคการเมืองและกฎหมายการเลือกตั้ง
ส่วนกรณีที่มีการเรียกร้องให้มีการนำ i-Vote หรือการลงคะแนนเลือกตั้งผ่านด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ มาใช้ เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า เป็นแนวคิดที่กกต. พยายามจะเสนอใช้ในการเลือกตั้งทั่วประเทศ แต่ก็ยังไม่ผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภา โดยเฉพาะกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสส. อย่างไรก็ตาม กกต.อาจจะนำระบบไอโหวต มาทดลองใช้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นไปก่อน เพราะสามารถทำได้เลยโดยที่ไม่ต้องมีการแก้ไขกฎหมาย
กกต. เตรียมยื่นบัญชีพยานต่อศาลรัฐธรรมนูญคดีบัตรเลือกตั้ง 11 คน ในจำนวนนี้ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและเทคโนโลยี ภายนอก 4คน พร้อมความเห็นครบ รอศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา
นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการยื่นบัญชีพยาน และความเห็นของพยานในคดีบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ว่า ขณะนี้ สำนักงานกกต. ได้ส่งบัญชีรายชื่อพยานทั้งหมด 11 คน ในจำนวนนี้ เป็นคนจากสำนักงานกกต. 7คน รวมถึงตน ในฐานะเลขาธิการ กกต.และอีก 4 คนเป็นคนนอกประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว ขณะนี้อยู่ในช่วงจัดทำความเห็นของพยานทั้งหมด เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเตรียมส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ส่วนศาลรัฐธรรมนูญจะเรียกพยานที่กกต.ได้เสนอมาไต่สวนหรือไม่นั้น เป็นดุลยพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งพยานที่เป็นพยานให้กับกกต.ทุกคนมีความพร้อม ที่จะไปให้การด้วยตัวเองถ้าศาลเรียก
กกต.พร้อมจัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-สก.-นายกพัทยา 28 มิ.ย.นี้ ใช้กปน.มืออาชีพลดผิดพลาด ด้านผอ.กกต.กทม. เผย 6,632 หน่วยเลือกตั้งกทม.เพิ่มจากสส. 102 หน่วย ตั้งเป้าคนใช้สิทธิ์ 75% เชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน 1 ปีเงื่อนไขใหญ่ทำพรรคการเมืองพลาดส่งผู้สมัคร
นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.) รวมถึงนายกเมืองพัทยา พร้อมกันในวันที่ 28 มิ.ย.2569 ว่า ขณะนี้ในส่วนของกกต.กทม. และกกต.ชลบุรี ได้เริ่มดำเนินการตามแผนงานแล้ว ซึ่งก็ไม่มีความหนักใจ โดยได้มีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเตรียมความพร้อมในขั้นตอนต่างๆ ซึ่งได้มีการนำบทเรียนจากการเลือกตั้งสส.ครั้งที่ผ่านมา มาปรับปรุง เพื่อให้สอดรับกับการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นโมเดลใหม่ โดยจะนำกปน.มืออาชีพมาใช้กับการเลือกตั้งในกทม.ในพัทยา ด้วยการอบรมกปน.ให้มีความเป็นมืออาชีพ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดและให้เป็นที่ยอมรับ โดยผู้ได้รับเลือกเป็นกปน.จะต้องถูกอบรมจากกกต.อย่างเข้มข้น และอาจจะได้รับหนังสือรับรองไลเซนด้วย รวมทั้งเพิ่มมาตรการคุ้มครองผู้มาเป็นกปน. ให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวผอ.กกต.ชลบุรีไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนในพื้นที่กรณีการเลือกตั้งสส.ชลบุรี เขต 1 นั้น นายแสวง กล่าวว่า ยอมรับว่าจ.ชลบุรี เป็นพื้นที่มีการแข่งขันสูง ปัญหาที่ผ่านมาแม้จะมีประชาชนเข้ามาร้องเรียน แต่ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับผอ.กกต.ชลบุรีด้วย ซึ่งความคืบหน้าในเรื่องคดีก็เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย
ด้าน ว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต. กทม.) กล่าวว่า ในส่วนของสำนักงาน กกต. กทม. ได้มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องการสำรวจหน่วยเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว โดยเขตเลือกตั้งแบ่งเป็นจำนวน 50 เขต มีหน่วยเลือกตั้ง 6,632 หน่วย เพิ่มจากการเลือกตั้งสส. มา 102 หน่วย และเตรียมการสรรหากรรมการประจำเลือกตั้ง(กปน.)ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นรายงานไปยัง กกต.เพื่อพิจารณาแต่งตั้งต่อไป
ว่าที่ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวอีกว่า ตอนนี้ได้มีการประชาสัมพันธ์ในส่วนของผู้ที่จะครบวาระการดำรงตำแหน่งที่งผู้ว่า ฯ และส.ก. ในวันที่ 21 พ.ค.นี้ แต่ในส่วนของกฎหมายจัดตั้งนั้น ผู้ว่าฯสามารถที่จะรักษาการได้ ส่วนเรื่องการจะลาออกหรือไม่นั้นเราเป็นเพียงผู้ให้ข้อมูล ถ้ามีความจำเป็นท่านก็จะลาออกก่อน เพื่อที่จะให้มีการเลือกตั้งในวันเดียวกัน ซึ่งทางสำนักงานกกต. ได้ประกาศเห็นชอบให้เลือกตั้งในวันที่ 28 มิ.ย. นี้พร้อมกันกับเมืองพัทยา
เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่านายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่า ฯจะลาออกนั้น ว่าที่ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวว่า ได้ยินตามกระแสข่าว เพราะถ้ายื่นอย่างเป็นทางการยังไม่มีถ้าจะยื่นลาออกต้องไปยื่นกับทางกระทรวงมหาดไทยเอง
เมื่อถามว่ามีความกังวลหรือเป็นห่วงในเรื่องใดในการเลือกตั้งหรือไม่ ว่าที่ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวว่า ตอนนี้ทางสำนักงานกกต. กทม. เรามีการซักซ้อมเรื่องลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงตั้งแต่ก่อนเข้าห้วงเวลา 180 วันก่อนครบวาระ ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย.2568 มีการทำความเข้าใจให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือผู้ที่สนใจไปในบางส่วนแล้ว ส่วนเรื่องของความคาดหวังของผู้จะมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งในครั้งนี้เราก็ได้ดูจากการเลือกตั้ง สส. ที่ผ่านมา ที่มีผู้มาใช้สิทธิ์ 70 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นในการเลือกตั้งครั้งนี้เราก็คาดว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิ์ 75 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากว่าเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นประชาชนจะให้ความสนใจมากกว่าการเลือกตั้งสส.
เมื่อถามว่าดูเหมือนการเลือกตั้งจะไม่ค่อยดุเดือดเพราะผู้สมัครจากพรรคการเมืองหลายพรรคไม่ได้ส่งผู้สมัครลง ว่าที่ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวว่า อาจจะเนื่องด้วยจากคุณสมบัติที่ผู้สมัครจะต้องมีชื่อในทะเบียนบ้านซึ่งจะต้องมีชื่อในทะเบียนบ้าน 1 ปี นับถึงวันที่สมัคร จึงทำให้บางคนขาดคุณสมบัติในตรงนี้ไป ส่วนเงื่อนไขยื่นภาษี 3 ปีย้อนหลังนั้นเป็นเพียงการนำมาดีแคร์เท่านั้นเองไม่ได้เป็นลักษณะต้องห้าม
เมื่อถามถึงโมเดลแต่งตั้ง กปน.ใหม่อย่างไรบ้าง ว่าที่ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวว่า ทางสำนักงานกกต. ส่วนกลางได้ประชุมจัดทำกปน.มืออาชีพ โดยจะมีการเริ่มต้นจาก 6,632 คน คือจะเป็นประธานหน่วยทุกหน่วยของกรุงเทพฯ ซึ่งในวันที่ 1 พ.ค.นี้ ได้มีการนัดหมายปลัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งต่อไปจะเป็นผู้ อำนวยการเลือกตั้งท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร จะได้พบปะและพูดคุยเตรียมความพร้อมอบรม กปน.มืออาชีพหน่วยละ 1 คนก่อน ทั้งนี้การเลือกครั้งนี้ จะมีกปน. 9 คน และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ต่อ1 หน่วยเลือกตั้ง ซึ่งจะใช้คนจำนวนกว่า 70,000 คน
เมื่อถามอีกว่ากังวลหรือไม่ว่าจะไม่ได้รับความร่วมมือเพราะที่ผ่านมากปน.ก็ถูกกระแสจากสังคมในการเลือกตั้ง ว่าที่ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวว่า เท่าที่พูดคุยไม่ได้มีความกังวล เนื่องจากว่าเขาเข้าใจว่าในการเลือกตั้งก็มีกระแส และเรื่องความกดดันอะไรเล็กๆน้อยๆ แต่ส่วนใหญ่เป็นกปน.อยู่แล้ว บางคนเป็นมาแล้ว 10-20 ปี ฉะนั้นเขามีความรู้ความเข้าใจ อพไรผิดพลาดเราก็นำข้อนั้นมาปรับแก้ต่อไปให้ดีขึ้น ดังนั้นจึงไม่มีความกังวล ครู-อาจารย์ยังมีความพร้อมในการเป็น กปน.ต่อไป