โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ป.ป.ช. กับวิกฤตความน่าเชื่อถือ: เมื่อกลไกตรวจสอบไม่ทำหน้าที่

The Better

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • THE BETTER
โดย…นพ.กรณ์ ปองจิตธรรม 

ในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง สิ่งที่น่าเป็นห่วงไม่ใช่แค่ปัญหาการทุจริตในตัวเอง แต่คือการที่องค์กรอย่าง ป.ป.ช. ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในฐานะ ผู้พิทักษ์ความโปร่งใส กลับดูเหมือนจะทำหน้าที่นั้นได้ไม่สมบูรณ์ตามที่ควร และหลักฐานสะสมจากหลายปีที่ผ่านมาก็ยิ่งทำให้คำถามนี้ยากจะตอบปัดทิ้งไปได้

กรณีนาฬิกาหรูของบิ๊กการเมืองรุ่นใหญ่: ต้นแบบแห่งความไม่โปร่งใส

กรณีที่สังคมจดจำได้ดีที่สุดคือคดีนาฬิกาหรูกว่า 22 เรือนของอดีตรองนายกรัฐมนตรีผู้ทรงอิทธิพล ซึ่ง ป.ป.ช. รับคำชี้แจงว่าเป็นการ ยืมเพื่อน แล้วยุติเรื่อง สิ่งที่น่าพิจารณาคือพฤติกรรมหลังจากนั้น เมื่อสื่อมวลชนพยายามขอข้อมูลกระบวนการไต่สวน ป.ป.ช. กลับปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูล จนต้องมีการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้ ป.ป.ช. ต้องเปิดเผยรายงานสรุปผลการตรวจสอบและคำชี้แจงทั้ง 4 ครั้ง แต่แม้คดีถึงที่สุดแล้ว ป.ป.ช. ก็ยังเพิกเฉย ศาลปกครองกลางมีคำสั่งสรุปว่าผู้ถูกฟ้องทั้งสองไม่ได้ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองให้ถูกต้องครบถ้วน และล่าช้าเกินสมควรโดยไม่มีเหตุอันสมควร จนนำไปสู่คำสั่งลงโทษปรับ ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์กฎหมายไทย

คดีอดีตรัฐมนตรีทายาทตระกูลดังทางภาคตะวันออก: การดำเนินคดีที่ล่าช้าจนขาดอายุความ

ป.ป.ช. ดำเนินคดีล่าช้าเกิน 15 ปี จนศาลพิพากษายกฟ้องเพราะขาดอายุความ แม้มีพฤติการณ์กระทำผิดกรณีอนุมัติสร้างคอนโดหรูริมหาดพัทยาโดยมิชอบ ศาลยังระบุในคำพิพากษาด้วยว่า ป.ป.ช. ไม่ได้ตั้งใจทำคดีให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลา ทั้งที่พยานหลักฐานชี้ชัดว่าจำเลยกระทำผิดจริง ข้อเท็จจริงที่น่าสังเกตคือบุคคลในตระกูลการเมืองนี้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มการเมืองที่ครอบงำ ป.ป.ช. ในช่วงเวลานั้น

คดีแกนนำพรรคพรรคร่วมรัฐบาลรายใหญ่: มติที่ขัดคำวินิจฉัยศาล

มูลเหตุของความขัดแย้งเกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่า มติยกคำร้องของ ป.ป.ช. นั้นมีเนื้อหาที่ขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยพิจารณาและชี้ขาดให้อดีตรัฐมนตรีคมนาคมรายดังกล่าวสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีลง โดยอ้างอิงจากหลักฐานเส้นทางการเงินที่ชี้ชัดถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวบุคคลกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งกว่านั้น ป.ป.ช. ชุดใหญ่มีมติยกคำร้องไปตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 โดยไม่มีการแถลงข่าว ไม่บอกอะไรประชาชนเลย จนกระทั่งมีนักข่าวสอบถาม ทำให้เกิดคำถามว่าหากไม่มีใครถาม ประชาชนจะมีวันได้รู้หรือไม่

มาตรฐานที่ดูเหมือนไม่เท่ากัน

ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันระบุว่า สังคมไทยมอง ป.ป.ช. ว่า ใช้มาตรฐานไม่เท่ากัน เลือกปฏิบัติ ล่าช้า มีอคติทางการเมือง ขาดความโปร่งใสในการให้เหตุผล โดยยกตัวอย่างคดีที่สะท้อนปัญหาเหล่านี้ไว้อย่างน้อย 9 คดี รวมถึงกรณีที่อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอ้างว่าลืมระบุบ้านพักที่ลอนดอนมูลค่า 103 ล้านบาทไว้ในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่น ป.ป.ช. และ ป.ป.ช. ก็เชื่อว่าลืมจริง รวมถึงกรณีอดีตข้าราชการระดับสูงที่ใช้นาฬิกาหรูและกระเป๋าแบรนด์เนมที่ไม่เคยแจ้งในบัญชีทรัพย์สิน แล้วอ้างว่ายืมของลูกสาวมาใช้และเป็นของปลอมราคาถูก ซึ่ง ป.ป.ช. ก็เชื่อว่าจริงเช่นกัน

กรณีอดีตปลัดกระทรวงเกรดเอที่เป็นเครือญาติใกล้ชิดกับผู้นำรัฐบาลในอดีต ที่ปล่อยให้ลูกชายตั้งบริษัทในค่ายทหารแล้วประมูลงานจากกองทัพและหน่วยราชการอื่น บัดนี้เกือบ 10 ปีแล้วยังไม่รู้ว่าคดีถึงไหน และข่าวฉาวพัวพัน 3 กรรมการ ป.ป.ช. เอง คนหนึ่งมีคลิปหลุดคลุกคลีกับนายตำรวจระดับสูงผู้อื้อฉาว คนที่สองเคยมีข้อกล่าวหารับสินบนแลกช่วยเหลือคดีผู้มาวิ่งเต้น และคนที่สามมีรายงานเรื่องการรับสินบนทองคำหนักกว่า 200 บาท

นอกจากนี้ยังมีคดีที่สังคมตั้งคำถามแต่เงียบหายไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเครื่องตรวจหาระเบิด GT-200 เรือเหาะตรวจการณ์ และอุทยานชื่อดัง ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับงบประมาณมหาศาลและมีข้อสงสัยในกระบวนการจัดซื้อ แต่ผลการสอบสวนของ ป.ป.ช. ก็เงียบงันตามกาลเวลา

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก

ปัญหาใหญ่ของ ป.ป.ช. จึงไม่ใช่แค่ว่า ตรงไปตรงมา หรือไม่ แต่คือ ความชอบธรรม ในพฤติกรรมและคุณสมบัติที่ไม่สอดคล้องกับความคาดหวังหรือบรรทัดฐานของสังคม ความไม่เชื่อมั่นที่เกิดตามมาอาจส่งผลต่อคะแนนความโปร่งใสของประเทศไทยก็เป็นได้

ฝ่ายค้านที่ยังหาตัวเองไม่เจอ: เมื่อพลังงานไหลผิดทาง

ปัญหาของกลไกตรวจสอบในประเทศไทยไม่ได้จบแค่ที่ ป.ป.ช. เพราะฝ่ายค้านเอง ซึ่งตามหลักการควรจะเป็น ด่านสุดท้าย ในการถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร ก็กำลังแสดงให้เห็นถึงการจัดลำดับความสำคัญที่น่าตั้งคำถามเช่นกัน พรรคฝ่ายค้านหลักในปัจจุบันมีบุคลากรที่มีความสามารถและความตั้งใจดีอยู่ไม่น้อย แต่ปัญหาคือ พลังงานทางการเมือง ถูกใช้ไปกับเรื่องที่ผิดที่ผิดเวลามาโดยตลอด ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเดินหน้าโครงการงบประมาณมหาศาล ฝ่ายค้านกลับดูเหมือนติดอยู่ในเขาวงกตของยุทธศาสตร์ทางกฎหมายที่ไม่มีทางชนะ

บทเรียนซ้ำซากที่ไม่ยอมเรียนรู้: กับดักทางข้อพิพาทเชิงโครงสร้างกฎหมาย

ความผิดพลาดที่แพงที่สุดของฝ่ายค้านคือการทุ่มทรัพยากรทางการเมืองทั้งหมดกับประเด็นที่มีข้อจำกัดและเงื่อนไขทางกฎหมายซับซ้อน จนพรรคเดิมต้องถูกยุบลงด้วยสาเหตุ ล้มล้างการปกครอง และแม้ผลจะออกมาอย่างนั้น หลายคนในกลุ่มเดิมก็ยังไม่หยุดส่งสัญญาณว่าจะกลับมาผลักดันประเด็นเดิม สิ่งที่น่าตั้งคำถามไม่ใช่ว่าควรแก้ไขกฎหมายหรือไม่ แต่คือการที่ฝ่ายค้านเลือกติดกับดักในสมรภูมิทางข้อพิพาทที่มีแรงเสียดทานสูงและมีโอกาสชนะน้อยในทางปฏิบัติ แทนที่จะเปิดแนวรบในสมรภูมิที่ตัวเองมีโอกาสสร้างความเปลี่ยนแปลงและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่า นั่นคือสมรภูมิเศรษฐกิจและการคอร์รัปชัน

ผลลัพธ์เชิงปฏิบัติที่เกิดขึ้นคือ วิกฤตคดีความจริยธรรมของอดีต สส. จำนวนมากที่สืบเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวในอดีต ซึ่งเปรียบเสมือนดาบแขวนคอที่อาจทำให้พรรคสูญเสียแกนนำและทีมยุทธศาสตร์คนสำคัญไปพร้อมกัน นั่นหมายความว่า แทนที่จะมีเวลาตรวจสอบงบประมาณแผ่นดิน ขุดคุ้ยสัมปทาน หรืออภิปรายเรื่องการผูกขาดทางเศรษฐกิจ แกนนำพรรคกลับต้องเสียพลังงานไปกับการต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง

การอภิปรายที่หายไปในละออง: ซักฟอกปี 2568 และความล้มเหลวในการสร้างแรงสั่นสะเทือน

การอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อมีนาคม 2568 คือกรณีศึกษาที่ชัดเจนว่าฝ่ายค้านยังติดกับดักของตัวเอง แม้จะมีข้อมูลที่น่าสนใจอยู่บ้าง แต่การที่ฝ่ายค้านมีเสียงสนับสนุนไม่เพียงพอที่จะคว่ำรัฐบาลในสภาได้ ทำให้เป้าหมายหลักควรเป็นการปลุกกระแสสังคมให้ลุกขึ้นมาตรวจสอบรัฐบาลร่วมกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นการอภิปรายที่เน้นเรื่องเชิงสัญลักษณ์และวาทกรรมทางการเมืองมากกว่าข้อมูลเชิงลึกที่จะกระชากหน้ากากการทุจริตเชิงนโยบาย

แทนที่จะใช้เวลาที่จำกัดเจาะลึกเรื่องการผูกขาดในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือความผิดปกติในการบริหารจัดการหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้น การอภิปรายบางช่วงกลับวนเวียนอยู่กับเรื่องภาวะผู้นำและการเมืองในเชิงตระกูล ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมสนใจแต่ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่จับต้องได้ ระหว่างการอภิปรายยังเกิดความวุ่นวายเรื่องการบริหารจัดการคิวอภิปรายของตนเอง ซึ่งสะท้อนว่าแม้แต่การบริหารจัดการสมรภูมิในสภาเองก็ยังทำได้ไม่ดีนัก

เสียงน้อย แต่ยิ่งต้องเลือกประเด็นให้แม่น

ข้อเท็จจริงคือพรรคฝ่ายค้านมีเสียงในสภาที่ไม่มีทางล้มรัฐบาลได้ในเชิงตัวเลขโดยลำพัง แต่ในทางกลับกัน เสียงข้างน้อยที่มีคุณภาพและเลือกประเด็นได้แม่นยำก็สามารถสร้างแรงกดดันสาธารณะที่ทรงพลังได้ หากเลือกโจมตีจุดที่ฝ่ายรัฐบาลอ่อนแอที่สุด นั่นคือเรื่องเงิน งบประมาณ และผลประโยชน์ทับซ้อน น่าเสียดายที่พลังงานกลับไหลออกในทิศทางที่ได้ผลน้อยกว่า ขณะที่ประเด็นเศรษฐกิจที่กระทบชาวบ้านโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นราคาพลังงาน ต้นทุนของกลุ่มทุนผูกขาด หรืองบประมาณที่รั่วไหล กลับได้รับการอภิปรายน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

ผลรวมที่น่าเป็นห่วง

เมื่อรวมทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน ก็ยิ่งชัดเจนว่าวงจรอุบาทว์ยังคงหมุนอยู่ ฝ่าย ป.ป.ช. ที่ควรตรวจสอบกลับมีแนวโน้มที่จะยุติเรื่องในคดีที่เกี่ยวกับผู้มีอำนาจ ในขณะที่ฝ่ายค้านที่ควรจะเป็นแรงกดดันสาธารณะกลับเสียพลังงานไปกับสมรภูมิที่ชนะได้ยากในทางปฏิบัติ ผลที่ตามมาคือนักการเมืองที่ควรถูกตรวจสอบเรื่องเงินและสัมปทานกลับลอยนวลต่อไปได้อย่างสบายใจภายใต้หน้าฉากของความขัดแย้งทางอุดมการณ์

หากกลไกตรวจสอบทั้งสองส่วนยังไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ บทเรียนจากประเทศที่เคยเผชิญกับวิกฤตการคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างอาร์เจนตินาหรือเวเนซุเอลาก็เตือนใจเราได้ดีว่า ต้นทุนในระยะยาวนั้นตกอยู่กับประชาชนทั่วไปเสมอ ไม่ใช่กับผู้มีอำนาจ ทางออกจึงต้องเริ่มจากการเรียกร้องมาตรฐานที่สูงขึ้นจากทุกกลไก ทั้ง ป.ป.ช. ที่ต้องกลับมาโปร่งใสและเที่ยงธรรมอย่างแท้จริง และฝ่ายค้านที่ต้องเลือกสมรภูมิให้ฉลาดขึ้น มุ่งตรวจสอบในสิ่งที่เป็นรูปธรรมและกระทบชีวิตคนจริงๆ ก่อนที่หน้าต่างแห่งโอกาสนั้นจะปิดลงโดยถาวร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...