เซ็นทรัลรีเทลหันโฟกัสอาเซียน ทุ่ม 1.8 หมื่นล้าน รุกหนัก ‘เวียดนาม-ไทย’
“เซ็นทรัล รีเทลฯ” มั่นใจสถานการณ์ตะวันออกกลางไม่กระทบ ยืนยันสินค้าสำรองเพียงพอ 30-60 วัน พร้อมโซลาร์-รถ EV ช่วยรับมือต้นทุนพลังงาน พร้อมเบนเข็มลุยอาเซียน ทุ่ม 1.8 หมื่นล้านบาท ปูพรม 22-26 สาขาเวียดนาม-ไทย ผนึก AI-ฐานข้อมูล The1 อัพเกรดประสบการณ์ช็อปชิงบัลลังก์ผู้นำค้าปลีกทั้งออฟไลน์-ออนไลน์ ขณะที่ดัน Auto 1 สู่ New Growth Engine ผุดเพิ่ม 53 สาขา มั่นใจรายได้ปี 2569 โต 4-5% และ EBITDA โต 5-7% เมื่อเทียบกับปี 2568
นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC กล่าวว่า ธุรกิจค้าปลีกปี 2569 นี้ เดิมมีแนวโน้มดีกว่าปี 2568 เนื่องจากการเมืองไทยมีความชัดเจนและมั่นคงมากในรอบหลายปี ทำให้การดำเนินนโยบายต่าง ๆ รวมถึงการผ่านงบฯรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งเต็มไปด้วยปัจจัยไม่แน่นอน เช่น แนวทางของคู่ขัดแย้งแต่ละฝ่าย ทำให้ในระยะสั้น-กลางธุรกิจค้าปลีกมีความไม่แน่นอนสูง ส่วนระยะยาวคาดว่าหลังสถานการณ์จบลง แนวโน้มค้าปลีกจะกลับเป็นบวกอีกครั้ง
มั่นใจไม่กระทบ CRC แน่นอน
นายสุทธิสารย้ำความมั่นใจว่า ในระยะเวลา 30-60 วัน สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะไม่ส่งผลกระทบกับการดำเนินธุรกิจของเซ็นทรัล รีเทลฯแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นด้านราคาหรือปริมาณสินค้า เนื่องจากปัจจุบันมีสินค้าอุปโภค-บริโภคสำรองไว้สำหรับ 30 วัน และสินค้าทั่วไปมีสำรองถึง 60 วัน ขณะเดียวกันยังไม่มีซัพพลายเออร์รายใดส่งสัญญาณปรับขึ้นราคา หรือชะลอ-ลดการรับออร์เดอร์สินค้า ส่วนสินค้าที่มีดีมานด์สูงขึ้นมีเพียงน้ำมันประกอบอาหารที่ดีมานด์เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น
ด้านต้นทุนพลังงานเป็นปัจจัยที่น่ากังวลมากกว่า แต่ยังไม่มีผลกระทบในทันที เนื่องจากยังไม่มีการประกาศขึ้นค่าไฟฟ้าอย่างไรก็ตาม หากมีการปรับขึ้นอาจส่งผลต่อกำไรประมาณ 1% โดยบริษัทสามารถชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นด้วยมาตรการประหยัดพลังงาน อาทิ ลดความเร็วลิฟต์-บันไดเลื่อน สลับการเปิดใช้งาน หรือแม้แต่ปิดใช้งานในบางเวลา
ส่วนในพื้นที่อื่น ๆ นอกจากศูนย์การค้า อย่างโกดัง หรือรถขนส่งนั้น ที่ผ่านมาบริษัทติดตั้งแผ่งโซลาร์เซลล์และนำรถบรรทุก EV ไซซ์ใหญ่มาใช้งานจำนวนมาก เฉพาะปี’68 ติดตั้งโซลาร์เซลล์ไปแล้ว 184 จุด และรถ EV อีก 144 คัน จึงเชื่อว่าจะสามารถลดความรุนแรงของผลกระทบจากราคาพลังงานลงได้มาก
สำหรับจำนวนลูกค้าต่างชาติ เซ็นทรัล รีเทลฯ มีลูกค้าจากภูมิภาคตะวันออกกลางเพียง 1% เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นอาจทำให้ลูกค้าจากยุโรปลดลง เนื่องจากปัญหาการเดินทาง แต่น่าจะฟื้นตัวได้เร็วเมื่อสายการบินเปลี่ยนมาใช้เส้นทางบินตรง รวมถึงมีโอกาสที่นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชีย อาทิ จีน ญี่ปุ่น เข้ามาแทนที่ จึงไม่มีผลกระทบในระยะยาว
“อย่างไรก็ตาม ขอเสนอให้ภาครัฐออกมาตรการสนับสนุนการใช้ขนส่งสาธารณะ เช่น อุดหนุนค่าโดยสาร, เพิ่มจำนวนรถและเที่ยวรถ เพื่อดึงดูดให้ประชาชนมาใช้บริการแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัว ซึ่งจะได้ลดการใช้พลังงานมากกว่าการทำงานที่บ้านเพียงอย่างเดียว”
ลงทุน 1.8 หมื่นล้าน
นายสุทธิสารกล่าวต่อไปว่า ในส่วนของแนวทางขยายธุรกิจปีนี้ เซ็นทรัล รีเทลฯจะเบนเข็มมาโฟกัสภูมิภาคอาเซียนมากขึ้นเช่นกัน เนื่องจากเป็นตลาดใหม่ที่มีแนวโน้มเติบโตได้อีกมาก เช่น เวียดนาม ต่างจากยุโรปที่ตลาดค้าปลีกค่อนข้างอิ่มตัว เพื่อสร้างการเติบโตตามเป้ารายได้ปี 2569 โต 4-5% และ EBITDA โต 5-7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ด้วยเหตุนี้ปี’69 บริษัทเตรียมทุ่มงบฯ ลงทุน 16,000-18,000 ล้านบาทสำหรับเปิดสาขาใหม่ทั้งในไทยและเวียดนาม รวม 22-26 แห่ง แบ่งเป็นท็อปส์ 8-10 สาขา, GO Wholesale 2 สาขา และไทวัสดุ 3-5 สาขา ส่วนในประเทศเวียดนามมีแผนขยายสาขาศูนย์การค้า GO! 2 สาขา, ไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! 1 สาขา และซูเปอร์มาร์เก็ต Mini go! 6 สาขา ควบคู่ไปกับการรีโนเวตสาขาเดิมอีก 7 แห่ง พร้อมรักษาความแข็งแกร่งทางการเงิน เพื่อรองรับโอกาสในการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) และขยายธุรกิจในตลาดอาเซียนอื่น ๆ
หลังสิ้นปี 2568 เซ็นทรัล รีเทลฯมีสาขาในไทย 3,596 ร้านค้า ครอบคลุมใน 63 จังหวัด และคิดเป็นสัดส่วนยอดขาย 80% ส่วนในเวียดนามมีร้านค้าทั้งสิ้น 127 ร้านค้า ครอบคลุมใน 26 จังหวัด จาก 34 จังหวัด และมีสัดส่วนยอดขายคิดเป็น 20% รวมถึงมีสมาชิก The 1 ในเวียดนามกว่า 4.3 ล้านราย
“ในเวียดนามนั้น นอกจากจำนวนสาขาแล้ว ภายในสาขายังมีการอัพเกรดเพิ่มมุมอาหาร เครื่องดื่มพร้อมทาน เช่น พิซซ่า กาแฟ ช็อกโกแลต รองรับพฤติกรรมชาวเวียดนามที่เปลี่ยนจากการซื้อวัตถุดิบไปทำอาหาร เป็นการซื้ออาหารพร้อมทาน”
ชิงผู้นำออฟไลน์-ออนไลน์
พร้อมกันนี้จะชิงโพซิชั่นผู้นำค้าปลีกทั้งในฝั่งออฟไลน์และออนไลน์ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ยังไม่มีผู้เล่นรายใดครอบครอง ด้วยสานต่อยุทธศาสตร์ 3 ปี New Heights, Next Growth ภายใต้กลยุทธ์ “Innovation in Action”
โดยพัฒนาประสบการณ์หน้าร้านด้วยพนักงานที่พร้อมให้บริการแบบเฉพาะตัว,การปรับปรุงบรรยากาศภายในร้าน, การเพิ่มจุด Self-Checkout, การจัดอีเวนต์ร่วมกันของธุรกิจในเครือ อาทิ เทศกาลสินค้าอิตาลีที่มีทั้งอาหารจากท็อปส์ ร่วมกับแฟชั่น และสินค้าจากบียูอื่น ๆ, เพิ่มพื้นที่ไลฟ์สไตล์มาช่วยดึงดูดทราฟฟิก เช่น โซนอาหาร ร้านกาแฟโซนเกม และแชมเปญบาร์
ขณะที่นำ AI มาช่วยยกระดับการช็อปปิ้งออนไลน์ให้รวดเร็วและง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาสินค้า โปรโมชั่น และคูปอง รวมถึงต่อยอดแพลตฟอร์มออมนิแชนเนลเชื่อมต่อประสบการณ์ระหว่างหน้าร้านและโลกดิจิทัลผ่านบริการ Personal Shopper, Chat & Shop, Click & Collect และ Reserve & Collect เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังอัพเกรดแบรนด์และสินค้าให้ทันสมัย โดยในเวียดนามพัฒนาสินค้าที่วางจำหน่ายในไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! เน้นกลุ่มเบเกอรี่ อาหารพร้อมทาน สินค้าเกี่ยวกับบ้าน และสินค้า Private Label ให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากยิ่งขึ้น
ส่วนในไทยจะเน้นเพิ่มความหลากหลายของแบรนด์สินค้าแฟชั่นชั้นนำจากไทยและเอเชีย พร้อมเร่งเครื่องขยาย KIS & LOOKS Beauty Specialty Stores ปรับรูปแบบสาขาและราคาสินค้าให้เข้าถึงง่ายขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้า Young & Mainstream รับเทรนด์การเติบโตของสินค้าความงามกลุ่มแมสทีจ (Masstige) หรือสินค้าที่หรูหราแต่ราคาจับต้องได้มากกว่าเพรสทีจ (Prestige)
รวมถึงพัฒนา One Data Platform เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลลูกค้าจากทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้เป็นหนึ่งเดียว ซึ่งจะช่วยให้บริษัทเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และสามารถนำเสนอ Omnichannel Coupon ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในทุกช่องทางได้แบบไร้รอยต่อ
“การเป็นผู้นำในทั้ง 2 ฝั่งนี้จะช่วยให้บริษัทมีความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดค้าปลีก ซึ่งปัจจุบันโซเชียลคอมเมิร์ซหรือการค้าขายผ่านโซเชียลมีเดียกำลังมาแรงและเป็นความท้าทายหลัก หลังมีผู้เล่นเกิดใหม่จำนวนมาก ต่างจากค้าปลีกออนไลน์ที่เริ่มนิ่ง เนื่องจากมีผู้เล่นรายใหญ่ชัดเจนแล้ว”
Auto 1 สู่ New Growth Engine
นายสุทธิสารเสริมว่า Auto 1 เป็นเครื่องยนต์สร้างการเติบโตตัวใหม่ของเซ็นทรัล รีเทลฯ โดยตามโรดแมปเชิงรุกสำหรับปี 2569 ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสาขา Auto 1 อีกเท่าตัว หรือเพิ่ม 53 แห่ง ซึ่งจะส่งผลให้มีเครือข่ายรวมทั้งสิ้น 106 สาขาบนทำเลศักยภาพทั่วประเทศ มุ่งตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้รถได้อย่างครอบคลุมและครบวงจร จากเดิมปี’68 ขยายสาขา Auto 1 ไป 13 แห่ง ทำให้มีสาขารวม 53 แห่ง
อาศัยต่อยอดที่ดินของเซ็นทรัล รีเทลฯและฐานข้อมูล The1 มาสนับสนุนการขยายสาขาและการเข้าถึงผู้บริโภค จึงมั่นใจว่าปี’69 นี้รายได้ของ Auto 1 จะทะลุ 1,000 ล้านบาทแน่นอน
ส่วน “ไทวัสดุ” ซึ่งเป็นธุรกิจดาวเด่นที่เติบโตอย่างต่อเนื่องมาตลอด 10 ปี จนปัจจุบันมีเครือข่ายครอบคลุม 89 สาขา ใน 52 จังหวัดทั่วประเทศ ผลักดันยอดขายในปี 2568 ทะยานสู่ 43,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยปีละ 9% พร้อมครองส่วนแบ่งการตลาดถึง 25%
ทั้งนี้ เชื่อว่ายุทธศาสตร์ทั้งในไทยและเวียดนามจะช่วยให้เซ็นทรัล รีเทลฯสามารถบรรลุเป้าหมายสร้างการเติบโตของรายได้ปี 2569 โต 4-5% และ EBITDA โต 5-7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เซ็นทรัลรีเทลหันโฟกัสอาเซียน ทุ่ม 1.8 หมื่นล้าน รุกหนัก ‘เวียดนาม-ไทย’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net