เปิดคำสั่งเข้ม! แก้ไข-ป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง
21 มีนาคม 2569 – เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ ๓/๒๕๖๙ เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พ.ศ. ๒๕๖๙
โดยที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นและไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงได้โดยง่าย ส่งผลกระทบต่อทั้งการผลิตและส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องจากตะวันออกกลางอันเป็นแหล่งผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าชธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องที่สำคัญของโลก ปริมาณสินค้าดังกล่าวที่ลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยซึ่งนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าชธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก จึงได้รับผลกระทบนี้โดยตรง อีกทั้งปรากฏว่าในห้วงเวลาที่ผ่านมา สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและคลังน้ำมันจำนวนมากไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงจำหน่าย เกิดความเดือดร้อนแก่การดำรงชีวิตของประชาชนและการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการจำนวนมาก จึงเป็นกรณีที่มีความฉุกเฉินและจำเป็นโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ที่จะต้องกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเกิดขึ้นจากสถานการณ์ดังกล่าว
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓ แห่งพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๑๖ นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๒ ให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๔๓ ดำเนินการตามมาตรการ ดังต่อไปนี้
(๑) ปฏิบัติตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ ๒/๒๕๖๙ เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ลงวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๙
(๒) ติดประกาศราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ ณ สถานประกอบการของผู้ค้าน้ำมันแต่ละรายในลักษณะที่สามารถมองเห็นได้ทั่วไป และรายงานให้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานทราบทุกครั้งที่มีการปรับราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง
(๓) ให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นโรงกลั่นน้ำมัน รายงานปริมาณการผลิต ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีอยู่ในครอบครอง และปริมาณ การจำหน่าย และรายชื่อลูกค้าและปริมาณที่ชายให้แก่ลูกค้าแต่ละราย ต่ออธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ภายในเวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา ของทุกวัน
(๔) ให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งมิได้เป็นโรงกลั่นน้ำมัน รายงานการจำหน่ายเป็นรายลูกค้าและรายชื่อลูกค้าซึ่งซื้อเกินรายละ ๓,๐๐๐ ลิตร ต่อครั้ง ต่ออธิบดีกรมธุรกิจพลังงานภายในเวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา ของทุกวัน
(๕) การรายงานตาม (๒) (๓) และ (๔) ให้เป็นไปตามรูปแบบที่อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานกำหนดและส่งไปที่โปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ dataomo@doebonline.doeb.go.th
ข้อ ๓ ให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๔๓ ดำเนินการตามข้อ ๒ (๒) (๓) (๔) และ (๕) ด้วย
ข้อ ๔ มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมสอบสวบสวนคดีพิเศษและอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของผู้ค้าน้ำมันตามข้อ ๒ และข้อ ๓ ให้เป็นไปตามคำสั่งนี้โดยเคร่งครัด
เพื่อประโยชน์ในการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ให้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานแจ้งข้อมูลตามข้อ ๒ และข้อ ๓ ให้แก่บุคคลตามวรรคหนึ่ง ทราบทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ด้วย
ข้อ ๕ ให้รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๑๖ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำสั่งนี้
สั่ง ณ วันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๙
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี