โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กล้องฮับเบิลจับภาพเหตุการณ์หาชมยาก ดาวหางแตกตัวขณะเดินทางออกจากระบบสุริยะ

SPACEMAN

อัพเดต 20 มีนาคม 2569 เวลา 14.38 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • SPACEMAN มนุษย์อวกาศ

กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) ขององค์การนาซา (NASA) และองค์การอวกาศยุโรป (ESA) บันทึกภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่หาชมได้ยาก เมื่อดาวหาง C/2025 K1 (ATLAS) เกิดการแตกตัวออกเป็นชิ้นส่วนอย่างน้อย 4 ชิ้น หลังจากเพิ่งโคจรผ่านจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด ภาพถ่ายชุดนี้ถูกบันทึกไว้ในช่วงวันที่ 8 ถึง 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ซึ่งถือเป็นการค้นพบโดยบังเอิญที่ช่วยให้นักดาราศาสตร์ได้ศึกษาองค์ประกอบดั้งเดิมของระบบสุริยะที่ซ่อนอยู่ภายในดาวหางได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

การค้นพบครั้งนี้ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ Icarus โดยจุดเริ่มต้นมาจากความบังเอิญ เดิมทีทีมนักวิจัยไม่ได้กำหนดให้ดาวหาง C/2025 K1 (ATLAS) หรือเรียกสั้น ๆ ว่าดาวหาง K1 เป็นเป้าหมายหลักในการศึกษา แต่เนื่องจากเป้าหมายเดิมเกิดข้อจำกัดทางเทคนิคบางประการทำให้ไม่สามารถสังเกตการณ์ได้ ทีมวิจัยจึงต้องเปลี่ยนเป้าหมายมากระทบที่ดาวหางดวงนี้แทน

จอห์น นูแนน (John Noonan) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออเบิร์น (Auburn University) สหรัฐอเมริกา กล่าวว่าทันทีที่หันกล้องฮับเบิลไปสังเกตการณ์ ดาวหางดวงนี้ก็เกิดการแตกตัวออกพอดี ซึ่งถือเป็นโอกาสที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่งกว่าการงมเข็มในมหาสมุทร

ดาวหางเปรียบเสมือนแคปซูลกาลเวลาที่เก็บซากวัตถุดิบดั้งเดิมจากยุคกำเนิดระบบสุริยะเอาไว้ เดนนิส โบดวิตส์ (Dennis Bodewits) หัวหน้าทีมนักวิจัย อธิบายว่า โดยปกติแล้วพื้นผิวชั้นนอกของดาวหางจะไม่หลงเหลือสภาพดั้งเดิมแล้ว เนื่องจากถูกแผดเผาด้วยความร้อนจากดวงอาทิตย์และรังสีคอสมิกมาอย่างยาวนาน แต่เมื่อดาวหางเกิดรอยร้าวและแตกออก นักวิทยาศาสตร์จึงมีโอกาสมองทะลุเข้าไปเห็นวัสดุและสสารอันเก่าแก่ที่อยู่ลึกลงไปภายใน ซึ่งยังไม่เคยผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงใด ๆ

ภาพถ่ายจากกล้องฮับเบิลแสดงให้เห็นชิ้นส่วนของดาวหาง K1 อย่างน้อย 4 ชิ้น แต่ละชิ้นถูกห่อหุ้มด้วยโคมา (Coma) ซึ่งเป็นชั้นฝุ่นและแก๊สที่ล้อมรอบนิวเคลียสน้ำแข็งของดาวหางอย่างชัดเจน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งเดือนหลังจากที่ดาวหางเดินทางผ่าน "จุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด" (Perihelion) โดยเฉียดเข้าไปใกล้กว่าวงโคจรของดาวพุธ ซึ่งเป็นช่วงที่ดาวหางต้องรับมือกับความร้อนและแรงเค้นสูงสุด ดาวหางคาบยาว (Long-period comet) อย่าง K1 มักจะมีแนวโน้มที่จะแตกสลายในช่วงเวลานี้ โดยก่อนหน้าที่จะแตกออก คาดว่าดาวหางดวงนี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 8 กิโลเมตร

ความคมชัดระดับสูงของกล้องฮับเบิลยังทำให้นักวิทยาศาสตร์พบกับปริศนาใหม่ นั่นคือความล่าช้าระหว่างช่วงเวลาที่ดาวหางแตกออกกับการเกิดแสงสว่างวาบที่สังเกตเห็นได้จากกล้องโทรทรรศน์บนพื้นโลก ปกติแล้วเมื่อน้ำแข็งบริสุทธิ์ภายในดาวหางสัมผัสกับอวกาศ ควรจะเกิดความสว่างขึ้นแทบจะในทันที นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสันนิษฐานว่า ความสว่างของดาวหางส่วนใหญ่เกิดจากแสงอาทิตย์สะท้อนกับเม็ดฝุ่น จึงอาจต้องใช้เวลาให้ชั้นฝุ่นแห้งก่อตัวขึ้นแล้วถูกพ่นออกมา หรืออาจต้องรอให้ความร้อนแทรกซึมลงไปใต้พื้นผิวเพื่อสะสมแรงดันก่อนจะระเบิดฝุ่นและแก๊สออกมา

ปัจจุบัน เศษซากของดาวหาง K1 กำลังเดินทางอยู่ในกลุ่มดาวปลา (Pisces) ห่างจากโลกประมาณ 400 ล้านกิโลเมตร และกำลังมุ่งหน้าออกนอกระบบสุริยะโดยไม่หวนกลับมาอีก การวิเคราะห์เบื้องต้นจากหอดูดาวภาคพื้นดินชี้ให้เห็นว่าดาวหางดวงนี้มีความผิดปกติทางเคมี โดยมีปริมาณคาร์บอนต่ำกว่าดาวหางทั่วไปมาก หลังจากนี้ทีมวิจัยจะใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางสเปกโทรสโกปี (Spectroscopic analysis) ของฮับเบิลเพื่อเจาะลึกถึงองค์ประกอบทางเคมีที่แท้จริง ซึ่งจะช่วยไขความลับถึงต้นกำเนิดของระบบสุริยะ

ข้อมูลจากการสังเกตการณ์ครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การทำความเข้าใจดาวหาง K1 เท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์โดยตรงต่อภารกิจ "Comet Interceptor" ขององค์การอวกาศยุโรปที่มีกำหนดปล่อยขึ้นสู่อวกาศในช่วงปลายทศวรรษนี้ ศาสตราจารย์คอลิน สน็อดกราสส์ (Colin Snodgrass) จากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ (University of Edinburgh) ระบุว่าภาพการแตกตัวของดาวหางจากฮับเบิลจะช่วยปูทางให้เราเข้าใจพฤติกรรมของดาวหางคาบยาวได้ดียิ่งขึ้น และเป็นข้อมูลสำคัญในการเลือกดาวหางเป้าหมายที่เหมาะสมสำหรับภารกิจส่งยานอวกาศไปเยือนดาวหางในอนาคต

ข้อมูลอ้างอิง: ESA

  • Hubble unexpectedly catches comet breaking up
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...