โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

น้ำมันพุ่ง คนแห่เปลี่ยนรถ ยอดจอง EV คึกคักทั่วเอเชีย

TODAY

อัพเดต 20 มี.ค. เวลา 06.17 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. เวลา 06.17 น. • TODAY

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางสั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลกผ่านราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่วิกฤตนี้กลับกลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในเอเชีย ขยับตัวเร็วขึ้น หรืออาจพูดได้ว่าน้ำมันพุ่งยิ่งดันคนให้ซื้อรถไฟฟ้า

บลูมเบิร์ก รายงานว่า ภาพที่เกิดขึ้นในหลายประเทศสะท้อนแนวโน้มเดียวกันอย่างชัดเจน ที่โชว์รูมของ BYD ในย่านการเงินของกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าพุ่งขึ้นจนมียอดสั่งซื้อเทียบเท่าหนึ่งเดือนภายในเวลาเพียงสองสัปดาห์

พนักงานขายระบุว่าลูกค้าจำนวนมากตัดสินใจเปลี่ยนจากรถใช้น้ำมันมาเป็น EV โดยตรง เพราะไม่ต้องการแบกรับต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น

สถานการณ์เดียวกันเกิดขึ้นในเวียดนาม ที่โชว์รูมของ VinFast ในกรุงฮานอยต้องเพิ่มพนักงานรองรับลูกค้าที่หลั่งไหลเข้ามามากขึ้นถึง 4 เท่า ภายในระยะเวลาเพียงสามสัปดาห์หลังเกิดความขัดแย้ง ยอดขายรถไฟฟ้าแตะระดับ 250 คัน หรือเฉลี่ยมากกว่า 80 คันต่อสัปดาห์ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจน ผู้บริโภคให้เหตุผลตรงไปตรงมาว่า การเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้าช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในประเทศไทยสัญญาณการเปลี่ยนผ่านเริ่มชัดเจนขึ้นเช่นกัน ผู้ประกอบการโชว์รูมรถยนต์ในจังหวัดนครราชสีมาระบุว่ายอดขาย EV เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20% นับตั้งแต่เกิดวิกฤต ขณะที่ลูกค้าหลายรายพร้อมตัดสินใจซื้อทันทีเพื่อลดความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่ผันผวน แม้ยังต้องพึ่งพานโยบายสนับสนุนจากภาครัฐบางส่วน

แรงกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นไม่ได้เป็นเพียงภาระของผู้บริโภค แต่กำลังกลายเป็นแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่เร่งให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกเกิดขึ้นเร็วขึ้น

[ เอเชียขึ้นแท่นภูมิภาค EV ]

นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) มองว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมักเป็นตัวเร่งให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจหันมาใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น เพราะต้นทุนรวมในระยะยาวเริ่มเห็นความคุ้มค่าชัดเจนขึ้น

โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาพลังงานยิ่งตึงตัวมากขึ้น ปรากฏการณ์นี้ส่งผลให้ในหลายประเทศเกิดภาพคิวปั๊มน้ำมันยาวขึ้น หรือแม้แต่การจำกัดการซื้อเชื้อเพลิง ซึ่งยิ่งตอกย้ำความน่าสนใจของรถไฟฟ้าในฐานะทางเลือกใหม่

[ EV โต แต่ยังติดอุปสรรคใหญ่ ]

แม้กระแสความต้องการ EV จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การเติบโตในระยะยาวยังคงเผชิญข้อจำกัดสำคัญ ทั้งราคาซื้อเริ่มต้นที่ยังสูงกว่ารถยนต์ทั่วไป และโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จที่ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ

นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence ชี้ว่า 2 ปัจจัยนี้ยังเป็นคอขวดสำคัญของอุตสาหกรรม แม้ต้นทุนการใช้งานโดยรวมจะเริ่มสมดุลมากขึ้นจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นก็ตาม

ภาพรวมของเอเชียยังคงเป็นภูมิภาคที่ EV เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ก่อนหน้าวิกฤตราคาน้ำมัน อัตราการใช้งานรถไฟฟ้าในหลายประเทศก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องอยู่แล้ว โดยจีนมีสัดส่วนยอดขายรถ EV และ Plug-in Hybrid มากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดรถทั้งหมด ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอัตราการใช้งานราว 40% ซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับหลายภูมิภาคในโลก

ในระดับภูมิภาค หลายประเทศเริ่มใช้มาตรการเชิงนโยบายเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่าน ตัวอย่างเช่น ลาวที่ปรับลดค่าธรรมเนียมรถไฟฟ้าลง 30% และเพิ่มต้นทุนรถใช้น้ำมันในสัดส่วนเดียวกัน ขณะที่นิวซีแลนด์รายงานว่ายอดขายรถไฟฟ้าและไฮบริดเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าในบางช่วงเวลา สะท้อนแรงตอบสนองของผู้บริโภคต่อราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน โดยเฉพาะ BYD มีแนวโน้มได้รับประโยชน์มากที่สุดในฐานะผู้นำตลาดโลก ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมบางรายกลับเผชิญความท้าทายจากการปรับตัวที่ล่าช้า รวมถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายในสหรัฐฯ ที่ลดแรงจูงใจด้าน EV ลง

วิกฤตราคาน้ำมันครั้งนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงความท้าทายด้านพลังงาน แต่กำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่เร่งให้ผู้บริโภคและอุตสาหกรรมยานยนต์ขยับเข้าสู่ยุคไฟฟ้าเร็วขึ้น จากเดิมที่ EV เป็นเพียงทางเลือก วันนี้กำลังกลายเป็นทางออกที่จับต้องได้มากขึ้นในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วเอเชีย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...