ลุยต่อจัดโปรลดค่าครองชีพช่วยคนไทยคุมต้นทุนเกษตรกร
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่ากระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมมาตรการลดค่าครองชีพ ควบคู่กับการดูแลต้นทุนภาคการเกษตร ซึ่งเป็นการต่อยอดจากสิ่งที่ได้แถลงในรัฐสภา ควบคู่กับการดูแลต้นทุนภาคการเกษตรในระยะสั้น ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการรายเล็ก รายใหญ่ รวมถึงค้าปลีกค้าส่งทั่วประเทศอย่างน้อย 300 ราย ในการจัดจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ซึ่งเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นทางเลือกในราคาประหยัด ลดสูงสุดถึง 58% รวมกว่า 3,000 รายการ และได้กระจายไปแล้วทั่วทั้ง 77 จังหวัด
สำหรับระยะต่อไปครม.ได้อนุมัติงบประมาณเพื่อดำเนินการเพิ่มเติม โดยจะขยายไปสู่สินค้าเอสเอ็มอีทั่วประเทศ นำผู้ประกอบการรายเล็กเข้าสู่ระบบ หากสินค้ามีคุณภาพและพร้อมจำหน่ายจะสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่เครือข่ายร้านค้าทั่วประเทศได้ทันที
ส่วนสินค้าที่ต้องพัฒนา จะมีการทำงานร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมในเรื่องมาตรฐาน มอก. และกระทรวงสาธารณสุข ในเรื่อง อย. เป็นต้น เพื่อยกระดับสินค้าให้สามารถจำหน่ายได้ทั่วประเทศ เป็นการดำเนินการต่อเนื่องตลอดทั้งปี ควบคู่กับการดูแลสินค้าราคาประหยัดและสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการรายเล็ก
นอกจากนี้ครม.ได้อนุมัติงบประมาณเพื่อสนับสนุนการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์มอย่างน้อย 5 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Thailand Postmart, NexGen, Shopee, TikTok และ LINE ซึ่งจะไม่คิดค่าธรรมเนียม (GP) ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จะช่วยสนับสนุนค่าขนส่ง รวมถึงจัดทำคูปองส่วนลดจำนวน 500,000 ใบ มูลค่าใบละ 100 บาท ให้กับผู้ซื้อ
ทั้งนี้จะคัดเลือกผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นผู้ผลิตจริง มีมาตรฐาน และมีความพร้อมในการจำหน่ายออนไลน์ จำนวน 2,000 ราย เข้าสู่แพลตฟอร์มดังกล่าว โดยผู้ขายไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม และผู้ซื้อไม่ต้องเสียค่าขนส่ง พร้อมได้รับคูปองส่วนลด เพื่อกระตุ้นให้เกิดการทดลองใช้สินค้าเอสเอ็มอี และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ โดยมีเป้าหมายขยายไม่ต่ำกว่า 10,000 ราย ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ในระยะต่อไป
ขณะเดียวกันยังมีการส่งเสริมการตลาดร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์และ KOLs เพื่อช่วยสร้างแบรนด์และเพิ่มยอดขายสินค้าเอสเอ็มอี
สำหรับการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางและพื้นที่ห่างไกล จะมีโครงการธงฟ้ากว่า 500 จุดทั่วประเทศ รวมถึงการจัดจำหน่ายสินค้าด้านการศึกษา เช่น ชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน โดยร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ เปิดจุดจำหน่ายกว่า 1,000 แห่ง เพื่อช่วยลดภาระผู้ปกครองก่อนเปิดภาคเรียนในเดือนพฤษภาคม
นอกจากนี้ยังได้บูรณาการความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงพลังงาน ในการจัดตลาดนัดกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงใช้พื้นที่สถานีบริการน้ำมันเป็นจุดจำหน่ายสินค้าเกษตรและสินค้าชุมชน เพื่อให้ผู้ซื้อและผู้ขายได้พบกันโดยตรง
ส่วนสินค้าเกษตรบางรายการที่มีแนวโน้มราคาตกต่ำจะมีมาตรการ“ซื้อนำตลาด” โดยภาครัฐจะรับซื้อจากเกษตรกรในราคานำตลาด แล้วกระจายต่อให้หน่วยงาน เช่น ราชทัณฑ์ และทหาร รวมถึงนำไปจำหน่ายทั่วประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดภาระงบประมาณจากการเก็บสต๊อก โดยในพื้นที่ห่างไกลที่เข้าถึงยาก จะใช้โครงการ “ธงฟ้าเคลื่อนที่” และเปิดรับ “รถพุ่มพวง” ซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 2,000 คัน และเปิดรับเพิ่มเป็น 5,000 คัน โดยสนับสนุนค่าน้ำมันและให้ลงทะเบียนรับสินค้าไปจำหน่ายต่อ
สำหรับมาตรการระยะยาวด้านปุ๋ย ได้ดำเนินโครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” โดยบูรณาการร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และสหกรณ์การเกษตร (สกต.) โดยกรมวิชาการเกษตรและกรมพัฒนาที่ดิน ทำหน้าที่ให้ข้อมูลสูตร “แม่ปุ๋ย” ที่เหมาะสมกับสภาพดินในแต่ละพื้นที่
ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ประสานผู้ประกอบการในการจัดหาแม่ปุ๋ย และส่งต่อให้สหกรณ์การเกษตรนำไปจำหน่ายให้เกษตรกรในแต่ละชุมชน พร้อมทั้งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้จาก ธ.ก.ส. โดยได้รับอัตราดอกเบี้ยในระดับครึ่งหนึ่งของอัตราปกติ เพื่อวิเคราะห์ความต้องการปุ๋ยในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากสภาพดินมีความแตกต่างกัน และลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า รวมถึงได้หารือร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อพัฒนางานวิจัยให้มีความแม่นยำมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดด้านปุ๋ยยูเรีย ซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้า โดยมีเรือขนส่งอย่างน้อย 5 ลำติดค้างบริเวณช่องแคบฮอร์มุส นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ อยู่ระหว่างการติดตามการปล่อยเรือดังกล่าว และทางผู้ประกอบการและสมาคมปุ๋ย ได้มีการเร่งหาแหล่งนำเข้าทดแทนได้เพิ่มเติมบ้างแล้วจากแหล่งอื่น เช่น มาเลเซีย และบรูไน ส่งผลให้สถานการณ์ปริมาณปุ๋ยมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่คาดว่าจะเพียงพอถึงเดือนสิงหาคม เหลือเพียงเดือนเมษายน และล่าสุดขยายเป็นเดือนพฤษภาคม
ด้านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมเดินทางไปเจรจาหาแหล่งวัตถุดิบเพิ่มเติม และได้ทำงานร่วมกับสมาคมปุ๋ยในการปรับสูตรปุ๋ย เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอและไม่เกิดภาวะขาดแคลน
อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาค ส่งผลให้ต้นทุนแม่ปุ๋ยยูเรียปรับตัวสูงขึ้น แม้ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์ยังขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้ตรึงราคาไว้ และได้ลงพื้นที่ตรวจสอบกว่า 1,000 แห่ง พบผู้กระทำผิด 48 ราย อยู่ระหว่างดำเนินการตามกฎหมาย และขอความร่วมมือประชาชนหากพบการกระทำความผิดให้แจ้งมาที่จังหวัด ส่วนกลาง หรือสายด่วน 1569 เพื่อที่เราจะได้ลงไปตรวจสอบ
ทั้งนี้ การตรึงราคาดังกล่าวอาจดำเนินการได้ในระยะหนึ่ง กระทรวงพาณิชย์จึงได้ดำเนินโครงการ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านต้นทุนที่มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเพิ่มการสนับสนุนจาก 200 บาท เป็น 300 บาทต่อกระสอบ จำนวน 5 กระสอบ และเพิ่มค่าซื้อเคมีเกษตร 50 บาท รวมเป็น 1,550 บาทต่อครัวเรือน
สำหรับเกษตรกรที่มีเล่มทะเบียนเกษตรกร (เล่มเขียว) และบัตรดินดี จะได้รับสิทธิเพิ่มเป็น 6 กระสอบ พร้อมคูปองปุ๋ยอินทรีย์ 250 บาท รวมสิทธิประโยชน์สูงสุด 2,100 บาทต่อครัวเรือนนอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิตปุ๋ยในการลดราคาหน้าโรงงานกระสอบละ 50 บาท เป้าหมาย 10 ล้านกระสอบ โดยดำเนินการผ่านสถาบันเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนให้เกษตรกร ให้“ไทยช่วยไทย” ทุกภาคส่วนช่วยกันให้ประเทศสามารถผ่านวิกฤตไปได้