โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หวานหยด ชดช้อย ไปกับ ‘Rococo’ ย้อนเวลาความงดงาม และการกลับมาทวงบัลลังก์ในปัจจุบัน

The MATTER

อัพเดต 09 เม.ย. เวลา 06.51 น. • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • Art & Design

ช่วงที่ผ่านมามีหลากหลายแบรนด์แฟชั่นเริ่มหันกลับไปหยิบความคลาสสิกจากยุคก่อนๆ มานำเสนอในรูปแบบร่วมสมัยมากขึ้น ‘ยุคโรโกโก (Rococo)’ คือหนึ่งในยุคสมัยที่ค่อยๆ ไต่เต้าจากอดีตกลับขึ้นมาสู่สปอตไลท์ และเริ่มกลายมาเป็นกระแสหลักของแฟชั่นในยุคปัจจุบันมากขึ้น

เราจะได้เห็นองค์ประกอบของงานศิลปะยุคนี้ถูกนำเสนอผ่านหลากหลายแบรนด์แฟชั่น ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ซิโมน โรชา (Simone Rocha) กับ คอลเล็กชั่น Spring/Summer 2026 หรือหลุยส์ วิตตอง (Louis Vuitton) ในคอลเล็กชั่น Spring/Summer 2026 ซึ่งต่างหยิบเอาอัตลักษณ์ที่สะท้อนความเป็นโรโกโก มาเสริมเติมแต่งเพิ่มความสมบูรณ์แบบในเสื้อผ้าของพวกเขา

แม้กระทั่งในโลกของเสียงเพลงเอง ก็มีการหยิบเอาความเป็นโรโกโกมาพูดถึงด้วยเช่นกัน ในอัลบั้มใหม่ของโอลิเวีย โรดิโกร (Olivia Rodigro) บนปกอัลบั้มมีภาพเธอกำลังโหนชิงช้าในชุดชุมพูตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าใส หลายคนก็เห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกันว่าภาพนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก The Swing ภาพวาดของ ฌ็อง-ออนอเร ฟรากอนาร์ (Jean-Honoré Fragonard) ผู้เป็นศิลปินดังจากยุคโรโกโก

ช่วงนี้มองไปทางไหนก็ให้เห็นแต่โรโกโกเต็มไปหมด The MATTER เลยขอพาทุกคนย้อนเวลากลับไปรู้จักยุคสมัยทางศิลปะนี้กันสักหน่อย ว่ายุคโรโกโกมีอะไร ทำไมโลกสมัยใหม่ถึงเริ่มหันกลับมาให้ความสนใจกันเยอะขึ้น

โลกศิลปะสไตล์โรโกโกเป็นอย่างไร

เมื่อพูดถึงคำว่า ‘โรโกโก’ ทุกคนจะนึกอะไรกันบ้าง? ภาพวาดสีสันพาสเทลสดใส งานออกแบบที่โค้งมนอ่อนช้อย หรือเฟอร์นิเจอร์ที่งามหยดย้อยไปด้วยวัสดุอันแสนวิจิตร ไม่ว่าจะนึกถึงอะไรทำนองนี้ ก็ถูกต้องทั้งหมด

โรโกโก หรือที่หลายคนมักเรียกว่าเป็นคลื่นลูกสุดท้ายของกระแสศิลปะบาโรก (Baroque) คือยุคสมัยหนึ่งทางศิลปะที่มีอัตลักษณ์ในตัวเองค่อนข้างชัดเจน โดยจะให้ความสำคัญกับความหรูหราที่โดดเด่น นำเสนอด้วยโทนสีขาวและสีพาสเทล มีการเน้นไปที่เส้นสายโค้งเว้าที่นุ่มนวลและชดช้อย ทำให้ศิลปะโรโกโกมักถ่ายทอดถึงความเยาว์วัย ความรัก ธรรมชาติ และการเคลื่อนไหวที่ซ่อนเร้นไปด้วยความเข้มข้นทางอารมณ์

โดย Rococo มาจากคำภาษาฝรั่งเศสว่า ‘rocaille’ แปลว่า เปลือกหอยหรือเศษก้อนกรวด ซึ่งมาจากการใช้วัสดุเหล่านี้ในการประดับประดาตกแต่งเครื่องเรือน เฟอร์นิเจอร์ หรือสถาปัตยกรรมต่างๆ อีกทั้ง rocaille ยังใช้อธิบายถึงลักษณะของเส้นโค้งคดเคี้ยวที่มักพบในศิลปะโรโกโกอีกด้วย

สำหรับจุดเริ่มต้นของกระแสศิลปะนี้ เริ่มปรากฏขึ้นครั้งแรกในฝรั่งเศสราวทศวรรษ 1730 โดยเป็นผลพวงมาจากการสิ้นพระชนม์ของ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 (Louis XIV) ราชสำนักและเหล่าขุนนางเริ่มโยกย้ายออกมาจากพระราชวังแวร์ซายกลับมายังคฤหาสน์เดิมในปารีส และเริ่มตกแต่งบ้านใหม่ด้วยงานออกแบบที่อ่อนโยนลงและใช้วัสดุที่เรียบง่ายกว่าสไตล์บาโรกที่เน้นความยิ่งใหญ่ของพระองค์

ไม่ใช่ว่าชนชั้นสูงพวกนี้จะหยุดทำตัวฟุ้งเฟ้อแต่อย่างใด เพียงแค่พวกเขาลดทอนรายละเอียดบางอย่างลง เช่น โลหะหรือการใช้สีสันที่เข้มจัดจ้านกระตุ้นอารมณ์ แล้วหันมาใช้การตกแต่งที่มอบความรู้สึกเบาสบายมากขึ้น ผ่านการตกแต่งด้วยปูนปั้น (stucco) งานไม้แกะสลัก (boiserie) และกระจกเงา โดยไม่พยายามให้ทุกสิ่งดูสมมาตรจนเกินไป พร้อมใช้เส้นโค้งมาช่วยถ่ายทอดความสง่างาม ซึ่งแม้พวกเขาจะบอกว่า ลดนู่นลง เติมนี้แทนแล้ว ถึงอย่างนั้น ในภาพรวมโรโกโกก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราในราชสำนักฝรั่งเศสอยู่ดี

ด้วยความที่วิถีชีวิตของราชสำนักและเหล่าขุนนาง ตลอดจนชนชั้นสูงทั้งหลายเต็มไปด้วยความหรูหราฟู่ฟ่า งานจิตรกรรมทั้งหลายที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาในยุคนี้ จึงไม่ได้ถ่ายทอดอะไรที่ไกลตัว แต่เป็นชีวิตประจำวันของพวกเขาเองนี่แหละ ทั้งภาพการรวมตัวตั้งวงสนทนา ฟังดนตรีในวันสบายๆ กระทั่งชีวิตรักของผู้คน ที่สะท้อนโลกของความบันเทิง ความรื่นรมย์ และความสัมพันธ์ที่ถูกทำให้สวยงามตามสายตาของชนชั้นสูง

หากจะยกตัวอย่างงานจิตรกรรมสักชิ้นที่สามารถแสดงให้เห็นถึงอัตลักษณ์ความเป็นโรโกโกได้อย่างชัดเจนที่สุด คงต้องขอยกให้กับ Fête galante ของฌอง อองตวน วัตโต (Jean Antoine Watteau) ผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นบิดาแห่งจิตรกรรมโรโกโก เป็นภาพวาดที่ถ่ายทอดวิถีชีวิตของราชสำนักในสมัยนั้น ที่วนเวียนอยู่กับการจัดงานเลี้ยง แต่งกายด้วยชุดราตรีหรือชุดแฟนซีสุดหรูหรา เต้นรำอย่างสนุกสนาน และเกี้ยวพาราสี

หรือกระทั่ง The Swing ของ ฌ็อง-ออนอเร ฟรากอนาร์ก็บ่งบอกความเป็นโรโกโกได้เป็นอย่างดี หากพิจารณาเพียงผิวเผิน หลายคนอาจเห็นแค่หญิงสาวในชุดฟูฟ่องนั่งเล่นชิงช้าอย่างสนุกสนานภายใต้โทนสีชมพูพาสเทลชวนให้ฝันหวาน ทว่าความจริงแล้ว ภาพนี้กลับเป็นภาพที่แฝงไปด้วยกามารมณ์อย่างโจ้งแจ้ง ทั้งการที่มีชายหนุ่มเฝ้ามองใต้ร่มผ้าอยู่ด้านล่างภาพ และรองเท้าที่ปลิดปลิวลอยไปบนฟ้า ทั้ง 2 องค์ประกอบนี้ต่างแสดงออกถึงการเปิดเผยเรือนร่าง ที่เป็นเรื่องไม่เหมาะสมและผิดกาลเทศะสำหรับยุคนั้น และหากพิจารณาภาพนี้โดยละเอียด ก็อาจพบองค์ประกอบอื่นๆ ที่บ่งชี้สัญลักษณ์ความเย้ายวนเพิ่มเติมอีกเช่นกัน

และถ้าถามว่ายุคสมัยให้แห่งความฟุ้งเฟ้อนี้สิ้นสุดลงอย่างไร? ก็อยากให้ทุกคนลองนึกถึงเ มื่อภาพความหรูหรานี้แพร่กระจายออกไปท่ามกลางยุคสมัยที่คนนอกวังจนลงทุกวัน ประกอบกับแนวคิดเรืองปัญญาต่างๆ ของเหล่านักปรัชญาเริ่มกลายเป็นสาระสำคัญของสังคม นักปรัชญาจำนวนไม่น้อยเริ่มวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามต่อความงดงามแบบผิวเผินลักษณะนี้ ยุคโรโกโกจึงได้เริ่มเสื่อมถอยลงไปในที่สุด ราวทศวรรษที่ 1780

จากความคลาสสิกสู่ปัจจุบัน

หลายคนคงพอเห็นภาพรวมและอัตลักษณ์ความเป็นโรโกโกที่ถูกถ่ายทอดผ่านศิลปะและงานออกแบบต่างๆ กันไม่มากก็น้อย ถึงอย่างนั้น ก็น่าตั้งคำถามกันต่อว่า แล้วโรโกโกมีอะไร ทำไมโลกยุคใหม่ถึงนิยมหันกลับไปหยิบมาปัดฝุ่นกัน?

หนึ่งในเหตุผลที่น่าสนใจจาก ELLE นิตยสารด้านแฟชั่นชั้นนำ มองว่า ปัจจุบันเสื้อผ้าที่ได้รับความนิยมส่วนใหญ่มักเป็นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่มีความมินิมอล (Minimalism) และสไตล์เรียบหรูแต่ไม่แสดงออก (Quiet Luxury) ที่ไม่ได้มีลวดลายหรือสีสันที่ฉูดฉาด พอผู้คนเห็นภาพความเรียบง่ายนี้บ่อยตาเข้าก็อาจรู้สึกเบื่อหน่ายกับความเรียบนี้ จึงเริ่มมองหาความเยอะแบบตะโกน ทั้งด้านสี รายละเอียด และองค์ประกอบอื่นๆ บนเสื้อผ้า

อัตลักษณ์ความเป็นโรโกโก ซึ่งจัดเต็มไปด้วยความฟูฟ่องของเสื้อผ้า สีสันพาสเทลชวนสะดุดตา ประกอบกับยุคสมัยนี้ที่เสื้อผ้าล้วนหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ความประณีตและประดิษฐ์ประดอยของโรโกโก ทั้งงานปัก งานตัดเย็บ หรือกระทั่งการประสานความเป็นงานฝีมือลงไปร่วมด้วย จึงเป็นจุดสำคัญที่ผู้คนในยุคสมัยใหม่โหยหาและต้องการ

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของสไตล์ศิลปะนี้อันน่าจะเป็นเหตุผลให้หลายคนนำมากลับมาใช้อีกครั้งคือ การที่โรโกโกเป็นภาพแทนของความเป็นหญิงอย่างชัดเจน หรืออาจบอกได้ว่ามีความเป็นหญิงแบบเข้มข้น (hyper-femininity) เลยเสียด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นความโค้งมน ความอ่อนช้อย หรือกระทั่งความหวานเลี่ยน ซึ่งล้วนเป็นภาพลักษณ์ที่ควรค่าแก่การหยิบมาตีความให้เข้ากับยุคสมัยใหม่เป็นอย่างมาก

ปัจจุบันบทบาทของผู้หญิงเปลี่ยนไปอย่างมาก ไม่ใช่เพียงไม้ประดับ หรือเกิดมาเพื่อแต่งตัวสะสวย แล้วรอให้ใครสักคนมาเกี้ยวพาราสีด้วย แต่ผู้หญิงทุกคนล้วนมีชีวิตเป็นของตัวเอง มีอำนาจและพลังในการลิขิตเรื่องราวของตัวเอง การหยิบเอาขนบเก่าคร่ำครึและการตีตราเรื่องความงามของผู้หญิงมาใช้ จึงเป็นความท้าทายที่ชวนให้จับตามองว่า แต่ละคนจะตีความโรโกโกนี้ให้ออกมาเป็นอย่างไร และจะทลายกรอบความเป็นหญิงที่มาคู่กับความชดช้อยหรือความหวานได้อย่างไรบ้าง

หนึ่งในตัวอย่างแบรนด์ที่สะท้อนการหยิบเอาความเป็นหญิงและโรโกโกมาตีความใหม่ได้อย่างลงตัวคือ ดิออร์ (Dior) ในคอลเล็กชั่น Autumn/Winter 2026 ที่ผ่านมา โดยดิออร์ได้นำเสนอความเป็น hyper-femininity ของเสื้อผ้าสไตล์โรโกโกผ่านมุมมองการนิยามความเป็นหญิงในแบบของตัวเอง บนพื้นฐานแนวคิดที่ว่า ผู้หญิงสมัยใหม่มีสิทธิในการเลือกสวมใส่เสื้อผ้าแบบเสรีภาพ หรือก็คือ ถ้าพวกเธออยากหวานแต่ไม่สุดก็ย่อมทำได้ หรือจะผสานความเท่ร่วมด้วยก็ทำได้อีกเช่นกัน

ฉะนั้นแล้ว การกลับมาของยุคโรโกโกจึงเป็นอีกหนึ่งกระแสที่น่าจับตามอง เพราะตลอดทั้งปีนี้เราอาจได้เห็นแบรนด์แฟชั่น ตลอดจนวงการอื่นๆ ทั่วโลก หยิบเอาอัตลักษณ์ของยุคนี้กลับมาใช้ให้เห็นและร่วมกันตีความในรูปแบบใหม่ๆ อีกไม่น้อย

แล้วทุกคนอยากเห็นยุคสมัยศิลปะไหนกลับมาโลดแล่นในปัจจุบันกันอีกบ้าง?

อ้างอิงจาก

dior.com

elle.com

vam.ac.uk

artnet.com

whowhatwear.com

Graphic Designer: Manita Boonyong
Editorial Staff: Runchana Siripraphasuk

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...