โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นายกฯตั้ง ‘ปกรณ์’ ประธาน ฯรื้อสัญญาซื้อไฟ-ค่าพร้อมจ่าย-ครม.โละบอร์ดสรรหา กกพ.พบมีปัญหาคุณสมบัติ

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ครม. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

  • นายกฯตั้ง ‘ปกรณ์’ ประธาน ฯรื้อสัญญาซื้อไฟ-ค่าพร้อมจ่าย
  • มั่นใจ ‘พ.ร.ก.เงินกู้’ ไม่ขัด รธน.
  • ย้ำไม่มั่นใจ-ไม่ออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน
  • สั่งกรมประชาสัมพันธ์-กสทช.ซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก
  • เผย ‘ทนาย-บัญชี’ บางราย กุนซือ ‘นอมินี’ ต่างชาติ สั่ง ปปง.ตรวจเส้นเงิน
  • มติ ครม.โละบอร์ดสรรหา กกพ. พบมีปัญหาคุณสมบัติ
  • ยกเลิกใบอนุญาตประกอบกิจการคนต่างด้าว 8 ธุรกิจ
  • ตั้ง ‘ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร’ รองโฆษกฯรัฐบาล

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ครม. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม นายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล และมอบหมายให้ ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานข้อสั่งการ

มั่นใจ ‘พ.ร.ก.เงินกู้’ ไม่ขัด รธน.

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ฝ่ายค้านยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดย นายอนุทิน ตอบว่า “ฝ่ายบริหาร คือ ฝ่ายรัฐบาล ในฐานะที่บริหารราชการแผ่นดินก็เห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน และเป็นประโยชน์ต่อประชาชน”

ถามต่อว่า การยื่นเรื่องของฝ่ายค้านจะทำให้โครงการที่รัฐบาลวางไว้สะดุดหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ไม่ครับ” และเสริมว่า “พ.ร.ก. มีผลบังคับใช้และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เพียงแต่ที่มันล่าช้าไปบ้างคือ เมื่อสมาชิกรัฐสภาจำนวน 1 ใน 5 ส่งเรื่องมา ทำให้ประธานสภาบรรจุวาระนี้เพื่อเข้าไปพิจารณาเป็นวาระแรก…ยังทำไม่ได้”

“แต่ก็คนละซอยกัน ซอยทำงานให้กับประชาชน กับซอยเอาเงินทั้งหลายไปช่วยเหลือความเดือดร้อนพี่น้องประชาชน” นายอนุทิน กล่าว

ย้ำไม่มั่นใจ-ไม่ออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน

ถามต่อว่า นายกฯ เตรียม worst case อย่างไร หากศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าขัดรัฐธรรมนูญ นายอนุทิน ตอบว่า “รัฐบาลก็ทำหน้าที่ที่รัฐบาลจะต้องทำ คือช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร”

เมื่อถามย้ำว่ามีแผน 2 หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “มีแผนเดียวคือแผนช่วยเหลือพี่น้องประชาชน”

ผู้สื่อข่าวบอกว่า กรณีนี้เกี่ยวข้องกับตำแหน่งของ ครม. จึงตั้งคำถามเรื่องแผนสำรองหากศาลตีความเป็นอย่างอื่น โดย นายอนุทิน ตอบว่า “มาถึงจุดนี้แล้ว ถ้าไม่มั่นใจ ก็อย่าออก พ.ร.ก. เท่านั้นเอง”

สั่งกรมประชาสัมพันธ์-กสทช.ซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก

ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ให้ประชาชนดูฟรี นายอนุทิน ตอบว่า “พยายามทำให้ดีที่สุด ครม. ก็ได้รับทราบ ให้กรมประชาสัมพันธ์ประสานงานกับ กสทช. และผู้ที่เกี่ยวข้อง…ให้มันเกิดขึ้นให้ได้ เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา”

ถามต่อว่ารัฐบาลจะซื้อลิขสิทธิ์หรือให้เอกชนเป็นผู้รับสัมปทาน นายอนุทิน ตอบว่า “รายละเอียดเดี๋ยวให้ผู้ที่รับผิดชอบดำเนินการ”

สุดท้ายถามว่า คนไทยจะได้ดูฟุตบอลโลกฟรีหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ต้องฟรีสิ”

จี้ คกก.นโยบายที่ดินเร่งรับรอง ‘โฉนดชุมชน’

ด้าน ดร.รัชดา รายงานว่า “ที่ทำกินเป็นนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งมั่นให้เกษตรกรและประชาชนมีที่ดินทำกินเป็นของตัวเองเพื่อความมั่นคงในการดำเนินชีวิต แต่ในสัปดาห์ก่อนหน้าได้มีการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยโฉนดชุมชน เพราะปัจจุบันมีกฎหมายที่มีอำนาจและหน้าที่ให้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เพราะฉะนั้นการยกเลิกระเบียบดังกล่าวจึงไม่ได้มีผลอะไร”

ดังนั้น นายกฯ มีข้อสั่งการให้คณะกรรมการนโยบายที่ดิน ดำเนินการเร่งรับรองโฉนดชุมชนตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยโฉนดชุมชนให้เป็นรูปแบบการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมตามมาตรา 10 ของ พ.ร.บ. คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และรับรองสถานะทางกฎหมายของโฉนดชุมชนดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน

ชี้ ‘ทนาย-บัญชี’ บางราย ‘กุนซือ’ นอมินีต่างชาติ สั่ง ปปง.ตรวจเส้นเงิน

ดร.รัชดา กล่าวถึงนโยบายการปราบปรามนอมินีของรัฐบาลว่า “ที่ผ่านมามีผลงานออกมาเป็นระยะและมีกลไกการบูรณาการของหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงยุติธรรม กระทรวงพาณิชย์ ปปง. สตช.”

ดร.รัชดา กล่าวต่อว่า ในที่ประชุม ครม. วันนี้ นายกฯ สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามการใช้นอมินีในการประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ดร.รัชดา กล่าวต่อว่า “หลังจากที่มีนโยบายปราบปรามแล้ว มีข้อมูลรายงานว่ามีผู้ประกอบวิชาชีพทนายและบัญชีบางราย ขอย้ำว่า ‘บางราย’ ให้คำแนะนำหรือดำเนินการให้หลีกเลี่ยงกฎหมาย พูดง่ายๆ สองอาชีพนี้บางคนใช้ความรู้ความสามารถในทางที่ผิด ทำให้เกิดช่องในการทำธุรกิจนอมินีได้”

ดร.รัชดา กล่าวถึงข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ดังนี้

  • มอบหมายให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (ศุภจี สุธรรมพันธ์) หารือร่วมกับสภาทนายความและสภาวิชาชีพบัญชี เพื่อพิจารณาดำเนินการด้านจรรยาบรรณต่อผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง
  • มอบหมายให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินของบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามนอมินีเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.รัชดา กล่าวต่อว่า พรุ่งนี้ (13 พฤษภาคม 2569) นายกฯ มีกำหนดการลงพื้นที่ที่เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดภูเก็ต เพื่อติดตามสถานการณ์และปราบปรามนอมินีในพื้นที่ท่องเที่ยว

“นี่เป็นการย้ำชัดว่ารัฐบาลเดินหน้าตรวจสอบเข้มข้นทั้งประเทศ และจะไม่ปล่อยให้กลุ่มทุนผิดกฎหมายเข้ามาแบ่งอาชีพหรือสร้างผลกระทบกับผู้ประกอบการไทยอย่างเด็ดขาด” ดร.รัชดา กล่าว

ตั้ง ‘ปกรณ์’ ประธาน ฯรื้อสัญญาซื้อไฟ-ค่าพร้อมจ่าย

ดร.รัชดา กล่าวต่อว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาราคาไฟฟ้าในเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะประเด็นต้นทุนจากสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญทั้งค่าความพร้อมจ่าย หรือ Availability Payment (AP) และค่าพลังงานไฟฟ้า หรือ Energy Payment (EP) ที่ถูกหยิบยกเป็นข้อห่วงกังวลจากประชาชน และภาคเอกชนในช่วงค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2569 นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน โดยมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นรองประธาน และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ กระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย อัยการสูงสุด เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการสภาพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงาน กกพ. และผู้แทนภาคประชาชน

ดร.รัชดา กล่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาความไม่สอดคล้องกับธรรมเนียมการทำสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชน ทั้งในส่วนค่าความพร้อมจ่ายและค่าพลังงานไฟฟ้า รวมถึงทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อให้การแก้ไขเป็นไปตามกฎหมาย เป็นธรรมแก่คู่สัญญาทุกฝ่าย และสอดคล้องกับภาระต้นทุนที่ประชาชนต้องรับผิดชอบ

การดำเนินการดังกล่าว รัฐบาลมีความเข้าใจว่าค่าไฟฟ้าเป็นต้นทุนสำคัญของครัวเรือนและภาคธุรกิจ แต่การแก้ไขปัญหาจะต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ไม่ใช้เพียงมาตรการเฉพาะหน้า เพราะระบบไฟฟ้าเกี่ยวข้องกับความมั่นคงพลังงาน การลงทุนระยะยาว และความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ รัฐบาลต้องใช้กระบวนการที่โปร่งใส ดึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมวิเคราะห์ปัญหาและหาทางออก ด้วยเป้าหมายหลักคือทำให้ระบบพลังงานไทยมีความมั่นคง โปร่งใส แข่งขันได้ และประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด โดยจะเดินหน้าแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าอย่างจริงจัง บนหลักกฎหมาย ความเป็นธรรม และการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

“ในช่วงที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตพลังงาน รัฐบาลไทยไม่ได้มองเพียงการประคองสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาสทบทวนโครงสร้างค่าไฟให้เป็นธรรมขึ้น ประชาชนต้องได้รับการดูแล ขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องตามกฎหมายต้องอยู่ได้ มีแรงจูงใจลงทุนและพัฒนาระบบไฟฟ้าไทยต่อไป” ดร.รัชดา กล่าว

มติ ครม.มีดังนี้

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกฯ , นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ และ ร้อยเอกหญิง ดร.ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกฯ ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

โละบอร์ดสรรหา กกพ. พบมีปัญหาคุณสมบัติ

ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเดิมเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 ที่เคยอนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหากรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) รวมถึงยกเลิกการกำหนดค่าตอบแทน และค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการชุดดังกล่าวด้วย

สาเหตุการยกเลิกนั้น ทางกระทรวงพลังงานแจ้งว่า เนื่องจากยังมีปัญหาบางประกาศเกี่ยวกับ “องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา” ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ในส่วน :

  • กรรมการผู้แทนอธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ
  • กรรมการผู้แทนสภาอุตสาหกรรม ที่ไม่เป็นผู้ประกอบกิจการพลังงาน

ทั้งนี้ จากการยกเลิกมติดังกล่าว เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

เยียวยาทหาร 91 นาย ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะไทย-กัมพูชา 452 ล้าน

ดร.รัชดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นให้กับกองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก และกองทัพเรือ วงเงินรวมทั้งสิ้น 452,350,000 บาท (สี่ร้อยห้าสิบสองล้านสามแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ เพื่อบรรเทาและเยียวยากำลังพล จำนวน 91 นาย ที่ได้รับผลกระทบทั้งทางร่างกาย และจิตใจจากเหตุการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา

แจ้งสภาฯเดินหน้าผ่านร่าง พ.ร.บ. 3 ฉบับ

ดร.รัชดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติให้พิจารณาการร้องขอต่อรัฐสภา เพื่อให้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบ ตามมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบด้วย

การร้องขอต่อรัฐสภาเพื่อให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ดังนี้

1. ร่าง พ.ร.บ. ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. …. (นางสาวสารี อ๋องสมหวัง กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 21,111 คน เป็นผู้เสนอ)

2. ร่าง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

3.ร่าง พ.ร.บ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เสนอ)

จัดงบกลาง 1,667 ล้าน ให้กองทุน ‘บัตรคนจน’

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น (งบกลางฯ) จำนวน 1,667.68 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ (ผู้มีสิทธิฯ) ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (โครงการฯ) ปี 2565 อย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามที่คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม (คณะกรรมการฯ) เสนอ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง สำหรับกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 1,667,680,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการ แก่ผู้ผ่านคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 โดยเบิกจ่ายในงบรายจ่ายอื่น ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม (กองทุนฯ) มีการจัดสรรสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิฯ ตามโครงการฯ ปี 2565 จำนวน 13.33 ล้านคน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เป็นต้นมา

เห็นชอบ จนท.อุปสมบทถวายสมเด็จพระสังฆราช -ไม่ถือเป็นวันลา

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทถวายพระกุศล เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 26 มิถุนายน 2569 โดยไม่ถือเป็นวันลา ระหว่างวันที่ 13 – 29 มิถุนายน 2569 (รวม 17 วัน) ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เสนอ

ทั้งนี้ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเจริญพระชนมายุ 99 พรรษา ในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และกระทรวงคมนาคม ร่วมกับวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร จึงได้ดำเนินโครงการบรรพชาอุปสมบทเพื่อถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 26 มิถุนายน 2569 โดยกำหนดเป้าหมายผู้เข้าร่วมบรรพชาอุปสมบท ประกอบด้วย ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ จากหน่วยงานราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชน จำนวน 100 รูป ระหว่างวันที่ 13 – 29 มิถุนายน 2569 รวม 17 วัน ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร และสถาบันกรรมฐานศึกษาสมเด็จพระสังฆราช ในพระสังฆราชูปถัมภ์ จังหวัดปทุมธานี เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ได้ร่วมฉลองพระเดชพระคุณและถวายพระกุศล ศึกษา เรียนรู้หลักธรรมคำสอนพระพุทธศาสนา รวมทั้งเป็นการส่งเสริมและสืบสานพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไปในแดนพุทธภูมิ โดยใช้งบประมาณของ สปน. (สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ) ในการดำเนินโครงการฯ รวมทั้งสิ้น 3.5 ล้านบาท

จัด ครม.สัญจร สงขลา 9 มิ.ย.นี้

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบเรื่องการจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569 ตามที่นายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบกำหนดการจัดการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จังหวัดสงขลา ในวันอังคารที่ 9 มิถุนายน 2569 และติดตามการตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ระหว่างวันที่ 8-9 มิถุนายน 2569 ซึ่งมีประเด็นการตรวจราชการสำคัญ ประกอบด้วย (1) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ (2) การยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวและบริการ (3) การขับเคลื่อนการแปรรูปสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรเพื่อการส่งออก และ (4) การบริหารจัดการน้ำและการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของเมืองเพื่อการระบายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยนายกรัฐมนตรี มีบัญชามอบหมายภารกิจ อาทิเช่น

การลงพื้นที่เพื่อติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ มอบหมายคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่ เพื่อติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่และให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รวบรวมข้อมูลการลงพื้นที่ของคณะรัฐมนตรี การประชุมบูรณาการการพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ร่วมกับส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมอบหมายรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ซึ่งกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่ดังกล่าวประธานการประชุมบูรณาการพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยร่วมกับส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอประเด็นและวาระการพัฒนากลุ่มจังหวัดต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และให้ สศช. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) สำนักงบประมาณ เละกระทรวงมหาดไทย (มท.) เป็นฝ่ายเลขานุการ

เห็นชอบแถลงการณ์ร่วมเอเปคด้านสตรี-เศรษฐกิจ

ร้อยเอกหญิง ดร.ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบในหลักการต่อร่างแถลงการณ์ร่วมเอเปคด้านสตรีและเศรษฐกิจ ประจำปี 2569 (ร่างแถลงการณ์ฯ) (2026 APEC Women and the Economy Forum Joint Statement) และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองร่างแถลงการณ์ฯ ในการประชุมระดับสูงสำหรับผู้กำหนดนโยบายด้านสตรีและเศรษฐกิจ (High -Level Policy Dialogue on Women and the Economy: HLPDWE) ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้หัวข้อ “การเสริมพลังสตรีในทางเศรษฐกิจ เพื่อความรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Promoting Women’s Economic Empowerment to Prosper Together in the Asia-Pacific)”

โดยในวาระการประชุม HLPDWE ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 จะเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรี ซึ่งจะมีการรับรองร่างแถลงการณ์ฯ เพื่อเป็นเอกสารผลลัพธ์ของการประชุม โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

(1) การเสริมพลังสตรีในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่อเอเชียแปซิฟิกที่มีนวัตกรรม

(2) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสตรีในการพัฒนาสีเขียว และคาร์บอนต่ำ เพื่อเอเชียแปซิฟิกที่ยั่งยืน

(3) การส่งเสริมการจ้างงานและการเป็นผู้ประกอบการของสตรี เพื่อเอเชียแปซิฟิกที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ ร่างแถลงการณ์ฯ มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับนโยบายและผลประโยชน์ของประเทศไทย เป็นการย้ำเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศและการเสริมพลังสตรีในทางเศรษฐกิจให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีแก่ประเทศในเวทีระหว่างประเทศ อันจะทำให้ได้รับการยอมรับและความเชื่อมั่นจากนานาประเทศและส่งผลดีต่อภาคเศรษฐกิจ สังคม การค้า และการลงทุน

เห็นชอบถ้อยแถลง รมต.-กรอบความร่วมมือการค้าดิจิทัล ‘เอเปค’

ร้อยเอกหญิง ดร.ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างถ้อยแถลงรัฐมนตรีการค้าเอเปคประจำปี 2569 (ร่างถ้อยแถลงฯ) และร่างกรอบความร่วมมือว่าด้วยการทำให้การค้าเป็นดิจิทัลของเปค (พ.ศ. 2569 – 2573) (ร่างกรอบความร่วมมือด้านการค้าดิจิทัลฯ) ซึ่งมีกำหนดรับรองเอกสารทั้ง 2 ฉบับ ดังกล่าว ในการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC Ministers Responsible for trade Meeting: MRT) ประจำปี 2569 ในวันที่ 22 – 23 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองซูโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน

โดยร่างถ้อยแถลงฯ มีสาระสำคัญเป็นการยกระดับความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจให้เกิดผลเป็นรูปธรรมใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ (1) การส่งเสริมบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาคที่เปิดกว้างและสอดคล้องกัน เช่น สนับสนุนการหารือร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาห่วงโซ่อุปทาน (2) การสนับสนุนองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) เช่น สนับสนุนการเจรจาแบบพหุภาคีภายใต้ WTO โดยเฉพาะความร่วมมือในรูปแบบแถลงการณ์ร่วม (3) การเสริมสร้างความร่วมมือด้านดิจิทัลที่มีพลวัต เช่น ส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อเศรษฐกิจดิจิทัล และ (4) การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวที่สร้างสรรค์ เช่น ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการกับความท้าทายสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกัน ร่างกรอบความร่วมมือด้านดิจิทัลฯ มีสาระสำคัญเป็นการขับเคลื่อนการค้าให้เป็นดิจิทัลผ่านการขยายความร่วมมือภายใต้สาขาความร่วมมือใหม่ในภูมิภาคเอเปค จำนวน 3 เสาหลัก ได้แก่ (1) การส่งเสริมสภาพแวดล้อมเชิงนโยบายที่เอื้อต่อการทำให้การค้าเป็นดิจิทัล เช่น การยืนยันตัวตน และลายมือชื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ (2) การเสริมสร้างการประสานนโยบาย เช่น ความร่วมมือด้านการจัดการข้อมูล และ (3) การใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับการอำนวยความสะดวกทางการค้า เช่น การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์

ยกเลิกใบอนุญาตประกอบกิจการคนต่างด้าว 8 ธุรกิจ

ร้อยเอกหญิง ดร.ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาแก้ไขประเภทธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. รวมทั้ง อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ….

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ร่างพระราชกฤษฎีกาแก้ไขประเภทธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขประเภทธุรกิจการค้าภายในเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือผลิตผลทางการเกษตรพื้นเมืองที่ยังไม่มีกฎหมายห้ามไว้ ยกเว้นการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทยโดยไม่มีการส่งมอบหรือรับมอบสินค้าเกษตรภายในประเทศไทย ซึ่งเป็นธุรกิจตามบัญชีสาม (13) ท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาแก้ไขประเภทธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 พ.ศ. 2556 โดยยกเว้นให้ธุรกิจซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีการส่งมอบ หรือรับมอบสินค้าเกษตรในคลังสินค้าที่ศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากำหนดเป็นธุรกิจที่ได้รับยกเว้นไม่อยู่ใน (13) ของบัญชีสาม ท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งคนต่างด้าวประกอบธุรกิจได้โดยไม่ต้องขออนุญาตตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ขณะที่ร่างกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. …. มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้การประกอบกิจการตัวแทนประเภทอื่นตาม (11) (ง) และธุรกิจบริการอื่นตาม (21) ท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 8 ธุรกิจ ได้แก่ 1) ธุรกิจบริการโทรคมนาคม 2) ธุรกิจศูนย์บริหารเงิน 3) ธุรกิจบริการบริหารจัดการงานด้านธุรการ ด้านทรัพยากรบุคคลและด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ 4) ธุรกิจบริการรับค้ำประกันหนี้เฉพาะภายในประเทศ 5) ธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่บางส่วน เพื่อติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการให้บริการทางการเงินและเครื่องจำหน่ายสินค้าหรือบริการอัตโนมัติ เพื่อให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่พนักงานบริษัท 6) ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม 7) ธุรกิจอื่นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และ 8) ธุรกิจการให้บริการเป็นตัวแทน ผู้ค้า ที่ปรึกษา หรือผู้จัดการเงินทุน สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ที่สินค้าหรือตัวแปรอ้างอิงไม่ได้อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 เป็นธุรกิจที่คนต่างด้าวสามารถประกอบธุรกิจได้โดยไม่ต้องขออนุญาต

เห็นชอบซื้อที่ดินสร้างทำเนียบเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ใหม่

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ว่าด้วยการขอซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อใช้เป็นทำเนียบเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทยแห่งใหม่

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ได้แจ้งความประสงค์ขอซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 2 แปลง รวมเนื้อที่ 3 งาน 75.2 ตารางวา ตั้งอยู่ซอยร่วมฤดี แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เพื่อใช้เป็นทำเนียบเอกอัครราชทูตแห่งใหม่ ให้เหมาะสมกับการปฏิบัติภารกิจทางการทูตในปัจจุบัน

ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในประเทศไทยเกินกว่า 15 ไร่แล้ว การซื้อที่ดินเพิ่มเติมจึงต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเป็นรายกรณี ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีเคยกำหนดไว้

สาระสำคัญของร่างหนังสือแลกเปลี่ยนฯ เป็นการกำหนดสิทธิในการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดิน อาคาร และห้องชุด เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยหรือที่ทำการของสถานเอกอัครราชทูตและ/หรือสถานกงสุลของแต่ละฝ่าย พร้อมการยกเว้นภาษีอากร ค่าธรรมเนียม และค่าบริการที่เกี่ยวข้อง บนพื้นฐานของหลักปฏิบัติต่างตอบแทน

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมธนารักษ์ กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมที่ดิน กรมการปกครอง กรุงเทพมหานคร และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิจารณาแล้วไม่ขัดข้อง โดยเห็นว่าสถานที่ดังกล่าวมีความเหมาะสมสำหรับใช้เป็นทำเนียบเอกอัครราชทูต มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ดี และไม่พบข้อขัดข้องสำคัญด้านกรรมสิทธิ์หรือภาระผูกพันในที่ดิน

นางสาวลลิดากล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้จะช่วยให้สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์สามารถปรับการใช้สถานที่ให้สอดคล้องกับภารกิจทางการทูต ขณะเดียวกันประเทศไทยจะได้รับสิทธิประโยชน์ตามหลักต่างตอบแทน หากมีความประสงค์ถือครองอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติมในเนเธอร์แลนด์ในอนาคต

“นี่คือการดำเนินงานทางการทูตที่ยึดหลักกฎหมาย ความเหมาะสม และผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ สะท้อนความสัมพันธ์ไทย–เนเธอร์แลนด์ที่เดินหน้าอย่างมั่นคง บนพื้นฐานของความไว้วางใจ และหลักปฏิบัติต่างตอบแทน” นางสาวลลิดากล่าว

ไฟเขียวเนเธอร์แลนด์ขายที่ดินสถานทูตเดิม

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบต่อร่างหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ว่าด้วยการขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย และทำเนียบเอกอัครราชทูต บริเวณถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ฝ่ายเนเธอร์แลนด์ได้แจ้งความประสงค์ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว เนื้อที่ประมาณ 19 ไร่ 3 งาน เพื่อนำรายได้ไปจัดหาที่ดินสำหรับทำเนียบเอกอัครราชทูตแห่งใหม่ และเช่าอาคารสำนักงานเพื่อใช้เป็นที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตทดแทนของเดิม ให้สอดคล้องกับขนาดคณะผู้แทนและสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน

สาระสำคัญของร่างหนังสือแลกเปลี่ยนฯ เป็นการกำหนดเรื่องการยกเว้นภาษี อากร และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ตามหลักปฏิบัติต่างตอบแทน โดยฝ่ายเนเธอร์แลนด์ยืนยันว่า หากประเทศไทยประสงค์จะขายที่ดินของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ซึ่งใช้เป็นที่ทำการและทำเนียบเอกอัครราชทูตไทย ก็จะได้รับการยกเว้นในลักษณะเดียวกัน

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นสอดคล้องกันว่า ร่างหนังสือแลกเปลี่ยนฯ เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่ไม่เข้าลักษณะที่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา โดยจะมีผลใช้บังคับเมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลงนาม

นางสาวลลิดากล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักปฏิบัติต่างตอบแทน ช่วยรักษามาตรฐานการปฏิบัติต่อคณะผู้แทนทางการทูต พร้อมเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับเนเธอร์แลนด์ให้มีความคล่องตัวและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

“เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการบริหารจัดการทรัพย์สินของสถานทูต แต่คือการรักษาหลักปฏิบัติทางการทูตที่เป็นธรรม เคารพซึ่งกันและกัน และสะท้อนภาพลักษณ์ของไทยในฐานะประเทศเจ้าบ้านที่ยึดมั่นมาตรฐานสากล” นางสาวลลิดา กล่าว

มอบ “สิทธิบัตรทองฮีโร่” ให้ครอบครัวทหารกล้า

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.wfhพิจารณาแนวทางดูแลครอบครัวของข้าราชการทหารที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อให้ยังคงได้รับสิทธิด้านการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง แม้เจ้าของสิทธิจะเสียชีวิตลง

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จากกรณีข้าราชการทหารเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่บริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชา จำนวน 27 ราย ส่งผลให้บุคคลในครอบครัวจำนวน 40 ราย สิ้นสุดสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และต้องกลับไปใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการดูแลครอบครัวของผู้เสียสละให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสมและสมศักดิ์ศรี

สาระสำคัญคือ มอบหมายให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติดำเนินการให้บุคคลในครอบครัวของข้าราชการทหารที่เสียชีวิตดังกล่าว ได้รับ “สิทธิบัตรทองฮีโร่” หรือ UC Heroes โดยสามารถใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในขอบเขตเทียบเท่าสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ

สิทธิดังกล่าวจะคงอยู่จนกว่าผู้มีสิทธิจะได้รับสิทธิรักษาพยาบาลอื่นตามกฎหมาย และในกรณีบุตรของผู้เสียชีวิต ให้ได้รับสิทธิต่อเนื่องจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ โดย สปสช. จะเป็นหน่วยงานบริหารจัดการระบบและดูแลการใช้สิทธิให้เป็นไปตามแนวทางที่กำหนด

ทั้งนี้ สปสช. ประมาณการงบประมาณในการดำเนินการไว้ปีละ 780,040 บาท โดยในปีงบประมาณ 2569 จะขอรับจัดสรรจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น และในปีงบประมาณต่อไปจะเสนอขอรับจัดสรรตามกระบวนการงบประมาณประจำปี

นางสาวลลิดากล่าวว่า รัฐบาลตระหนักดีว่ากำลังพลและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน คือผู้เสียสละอย่างสูงสุด การดูแลครอบครัวของผู้เสียชีวิตจึงไม่ใช่เพียงสวัสดิการ แต่คือความรับผิดชอบของรัฐที่ต้องยืนเคียงข้างครอบครัวของผู้กล้าอย่างต่อเนื่อง“ผู้เสียสละเพื่อชาติ ไม่ควรถูกจดจำเพียงในวันที่จากไป แต่ครอบครัวของเขาต้องได้รับการดูแลอย่างสมเกียรติ นี่คือการส่งต่อความมั่นคงจากแนวหน้า สู่ความมั่นใจของครอบครัวที่อยู่ข้างหลัง” นางสาวลลิดา กล่าว

สหรัฐ ฯ ซื้อบ้านพร้อมที่ดินในเชียงใหม่ ทำบ้านพักกงสุลใหญ่

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาซื้อบ้านพร้อมที่ดินในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อใช้เป็นบ้านพักกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา ณ จังหวัดเชียงใหม่ หลังใหม่ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

บ้านพร้อมที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่ที่ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ มีเนื้อที่ 1 ไร่ 87.6 ตารางวา พร้อมอาคารพักอาศัย 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประมาณ 725 ตารางเมตร โดยไม่มีภาระจำนองหรือภาระผูกพันอื่นใด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาแล้วว่า มีความเหมาะสมและปลอดภัยสำหรับใช้เป็นบ้านพักกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การพิจารณาครั้งนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์เดิมของคณะรัฐมนตรีที่กำหนดว่า หากรัฐบาลต่างประเทศถือครองที่ดินในประเทศไทยเกิน 15 ไร่ และประสงค์จะซื้อเพิ่มเติม ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเป็นรายกรณี โดยกรณีนี้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในประเทศไทยเกินหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว จึงต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนดำเนินการซื้อและโอนกรรมสิทธิ์

ทั้งนี้ รัฐบาลไทยและรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเคยมีความตกลงในรูปแบบหนังสือแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการได้มาซึ่งที่ดินและอาคารเพื่อใช้เป็นสถานที่ทางการทูตหรือกงสุล จึงครอบคลุมการซื้อบ้านพร้อมที่ดินในครั้งนี้ โดยไม่ต้องจัดทำหนังสือแลกเปลี่ยนฉบับใหม่ และผู้ซื้อจะได้รับการยกเว้นภาษีอากรและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องตามกรอบความตกลงเดิม

นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า สหรัฐอเมริกาเป็นพันธมิตรสำคัญของไทย ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความร่วมมือระดับภูมิภาค ความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ มีความแน่นแฟ้นยาวนานกว่า 190 ปี การจัดหาบ้านพักกงสุลใหญ่แห่งใหม่ในจังหวัดเชียงใหม่จึงสะท้อนความสำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะบทบาทของเชียงใหม่และภาคเหนือตอนบน ในฐานะพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ

“การดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องการจัดหาสถานที่พักอาศัยทางกงสุล แต่เป็นอีกหนึ่งสัญญาณของความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะช่วยสนับสนุนภารกิจทางกงสุล การดูแลประชาชน และการขับเคลื่อนความร่วมมือในพื้นที่ภาคเหนือให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น” นางสาวลลิดา กล่าว

ร้อยเอกหญิง ดร.ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ตั้ง ‘ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร’ รองโฆษกฯรัฐบาล

1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ แต่งตั้ง นางศิริลักษณ์ มีมาก ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาวิชาการพัฒนาสังคม (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และเป็นวันที่ตำแหน่งว่างเนื่องจากผู้ครองตำแหน่งเดิมเกษียณอายุราชการ ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

2. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงศึกษาธิการ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอ แต่งตั้ง นายอิทธิกร ช่างสากล ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์ (ผู้อำนวยการสูง) ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีระบบสารสนเทศ (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

3. เรื่อง การบรรจุและแต่งตั้งบุคคลผู้มีความรู้ ความสามารถ และความชำนาญงานสูง เข้ารับราชการในตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอบรรจุ นายประมา ศาสตระรุจิ ซึ่งเป็นบุคคลผู้มีความรู้ ความสามารถ และชำนาญงานสูง เข้ารับราชการในตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านระบบวิจัย (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

4. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเสนอ แต่งตั้งนายต่อ ศรลัมพ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง กงสุลใหญ่ สถานกงสุลใหญ่ ฌ นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับ ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

5. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงแรงงาน)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเสนอ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงแรงงาน ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

1. นายมงคล สงคราม รองอธิบดีกรมการจัดหางาน ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

2. นายวิชิต อินทรเจริญ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

6. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงศึกษาธิการ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอ แต่งตั้งข้าราชการการมือง จำนวน 3 ราย ดังนี้

1. นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

2. นายวัลลภ รุจิรากร ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

3. นายภาควัต ศรีสุรพล ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ [ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์)]

ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเป็นต้นไป ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

7. เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (กระทรวงวัฒนธรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จำนวน 2 ราย ดังนี้

1. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวศุภมาส อิศรภักดี)

2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (นายไชยชนก ชิดชอบ)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

8. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 4 ราย ดังนี้

1. ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร ตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

2. พลตำรวจตรี ไพศาล วงศ์วัชรมงคล ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

3. นายเสฏฐนันท์ ราฟาเอล เตชะวิบูลย์ ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

4. นายธนากร รัตนากร ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

9. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้

1. นางสาวประเมิน รักนาค แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

2. นายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

10. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ แต่งตั้ง นายษฐา ขาวขำ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

11. เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงวัฒนธรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ตำแหน่ง ดังนี้

1. นายปารเมศ โพธารากุล ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

2. นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

12. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี จำนวน 4 ราย ดังนี้

1. พลเอก อัฏฐพล ลัดใหม่กุลวัฒน์

2. พลโท วรพรต แก้ววิจิตร

3. นางสาวชนก จันทาทอง

4. นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

13. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง นางสาวพลอยลภัสร์ สิงห์โตทอง ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

14. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการต่างประเทศ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอแต่งตั้ง นายอรรถยุทธ์ ศรีสมุทร เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

15. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี จำนวน 2 ราย ดังนี้

1. นายเอกภพ เพียรพิเศษ

2. นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

อ่านมติ ครม.ประจำวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...