จ่อเติม 100 บ.บัตรคนจน คลังชง ครม. 11 เม.ย. นี้ ช่วยกลุ่มขนส่งสู้ราคาพลังงาน
คลัง ชง ครม. 11 เม.ย. นี้ อัดงบ 2.9 พันล้าน เติมเงินบัตรสวัสดิการฯ 100 บาท - อุดหนุมกลุ่มขนส่ง สู้วิกฤตพลังงาน คาดโอน 13 เม.ย. ให้ทันใช้ช่วงสงกรานต์ ยัน คนละครึ่งพลัส รอบใหม่เริ่ม พ.ค. นี้ ขยายสิทธิ์มากกว่า 20 ล้านคน
7 เม.ย. 2569 - นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า วันที่ 11 เม.ย. 2569 กระทรวงการคลังจะมีการเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขออนุมัติงบประมาณสำหรับมาตรการเร่งด่วนที่มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษได้เห็นชอบในหลักการไปก่อนหน้านี้แล้ว ได้แก่ การเติมเงินช่วยค่าพลังงานสำหรับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านราย วงเงินรวม 1,300 ล้านบาท และ มาตรการช่วยกลุ่มขนส่งและสาธารณะ ซึ่งได้รับลดผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นโดยตรง โดยมีวงเงินช่วยเหลือรวมประมาณ 1,600 ล้านบาท ทั้งนี้รวมวงเงินอยู่ที่ประมาณ 2,900 ล้านบาทโดยจะใช้เงินจากงบกลาง
“หากได้รับอนุมัติจาก ครม. ในวันที่ 11 เม.ย. จะพยายามเร่งรัดกระบวนการเพื่อให้เงินเข้าบัตรสวัสดิการฯ ภายในสัปดาห์หน้า หรืออย่างเร็วที่สุดคือวันที่ 13 เม.ย. เพื่อให้ทันใช้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์”
นายลวรณ เปิดเผยต่อว่าสำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส รอบใหม่ ยืนยันว่าประชาชนจะได้เริ่มใช้ในเดือน พ.ค. 2569 แน่นอน โดยขณะนี้ทางกระทรวงการคลังได้ทำการบ้านเพื่อเตรียมความพร้อมไว้ให้รัฐบาลตัดสินใจในเรื่องนโยบายและรายละเอียด
“คาดว่าผู้ได้รับสิทธิคนละครึ่งพลัสจะมากกว่าเดิมที่จำกัดไว้ที่ 20 ล้านคน เพื่อให้ครอบคลุมประชาชนที่เดือดร้อนในวงกว้าง แต่คงไม่ถึง 50 ล้านคนตามที่มีกระแสข่าวออกมาก่อนหน้านี้ เนื่องจากต้องพิจารณาตามความเป็นจริงของจำนวนประชากรที่หักกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุออกไป รวมถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณด้วย โดยจะเร่งนำโครงการคนละครึ่งพลัสให้เร็วที่สุด ยืนยันว่าจะเริ่มใช้ได้ในเดือน พ.ค. นี้ และคาดว่าจะชง ครม. ได้ 21 เม.ย.นี้ ส่วนรายละเอียดต้องรอให้รัฐบาลตัดสินใจ”
สำหรับการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อรองรับมาตรการช่วยประชาชนจากวิกฤตพลังงาน นายลวรณ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่ามีงบประมาณจากโครงการที่ยังไม่ได้เบิกจ่ายหรือไม่ได้ดำเนินการตามเป้าหมายหรือปงบระมาณที่ยังไม่ผูกพันอยู่ประมาณ 84,000 ล้านบาท
โดยรัฐบาลอาจพิจารณาออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) โอนงบประมาณเพื่อนำเงินส่วนนี้มาใช้ดูแลประชาชน เนื่องจากกระบวนการออก พ.ร.ก. จะมีความรวดเร็วกว่าการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โดยเมื่อ ครม. อนุมัติจะมีผลบังคับใช้ทันที และค่อยไปชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรในภายหลัง
“วันนี้รวมๆ แล้วมีงบฯ ที่ยังไม่ได้ใช้และยังไม่ได้ผูกพันอยู่ 84,000 ล้านบาท แต่ในแต่ละวันงบส่วนนี้ก็จะลดไปเรื่อยๆ เพราะมีการทำโครงการเพิ่มขึ้น เราก็คิดว่าตัดงบส่วนนี้ออกมาได้เร็วสุดก็ดีสุดเพื่อจะได้นำเงินมาเยียวยาประชาชน ส่วนคนละครึ่งพลัสจะใช้งบทั้งหมด 84,000 ล้านบาทหรือไม่ก็อยู่ที่รัฐบาลตัดสินใจว่าจะนำไปใช้ในโครงการไหนบ้าง”
ส่วนการพิจารณากลไกในการดูแลเสถียรภาพราคาน้ำมัน นายลวรณ เปิดเผยว่า ปัจจุบันกองทุนน้ำมันติดลบอยู่ประมาณ 50,000 ล้านบาท จากพ.ร.ก. ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันกองทุนที่ 150,000 ล้านบาท จึงยังเหลือวงเงินอีกประมาณ 100,000 ล้านบาทในการบริหารจัดการได้ นอกจากนี้การลดค่าการกลั่น 2 บาท จะช่วยให้เงินไหลออกจากกองทุนน้อยลง โดยคาดว่า พ.ร.ก. ดังกล่าวจะเข้าสู่การพิจาณาของครม. ในวันที่ 11 เม.ย. 2569 เช่นกัน
ขณะที่การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน จะเข้าสู่การพิจารณาของครม. ในวันที่ 11 เม.ย. นี้หรือไม่ นายลวรณ เปิดเผยว่า ปัจจุบันกองทุนน้ำมันยังรองรับได้จึงยังใช้กลไกกองทุนน้ำมันเป็นหลักก่อน
“ไม่ว่าจะลดภาษี 1 บาท หรือใช้กองทุนรองรับ 1 บาท ผลลัพธ์ที่เกิดกับประชาชนก็เท่ากัน ต้องอย่ามองว่าภาษีเป็นยาวิเศษเพราะในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันการจัดเก็บรายได้ก็ทำได้ยาก วันนี้มีวิกฤตพลังงานอยู่แล้วอยากให้ลามไปเป็นวิกฤตการคลัง”