โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดร่างนโยบายหนู โวไทยตั้งตัวได้/เลิกMOU44/เกษตรกรคนละครึ่ง

ไทยโพสต์

อัพเดต 6 เมษายน 2569 เวลา 4.13 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เปิดร่างนโยบายรัฐบาล “อนุทิน” แบ่งเป็น 5 ด้าน “เศรษฐกิจ-ต่างประเทศ-สังคม-ภัยพิบัติ-บริหารภาครัฐ” นายกฯ ลุยบูรณาการแบบคลัสเตอร์ เดินหน้ายุคดิจิทัล ลั่นทำทุกวิถีทางแก้ปัญหาปากท้องประชาชน ขับเคลื่อนประเทศมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ พร้อมผุด “คนละครึ่งเกษตรกร” ไม่มีเอ่ยเรื่องเปิดด่านเขมร เตรียมเลิกเอ็มโอยู 44 พร้อมลุยทหารอาสา 1 แสนนาย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน 2569 มีการเผยแพร่ร่างคำแถลงนโยบายคณะรัฐมนตรีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะใช้ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 9-10 เม.ย. โดยมีทั้งสิ้น 21 หน้า

สำหรับเนื้อหาของร่างคำแถลงนโยบาย นายอนุทินเริ่มต้นระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้บริหารราชการแผ่นดินภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนรอบด้านทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์ของโลก โดยได้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน Quick Big Win ก่อนระบุว่า รัฐบาลจะเร่งดำเนินการตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชน โดยบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะต่อไป

นายอนุทินระบุอีกว่า ประเทศไทยวันนี้อยู่ในจุดที่กำลังเผชิญกับภัยที่ล้วนเป็นแรงกดดัน และบั่นทอนศักยภาพการเติบโตให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเป็นภัยด้านเศรษฐกิจ ภัยด้านสังคม ภัยด้านสิ่งแวดล้อม ภัยด้านความมั่นคง การเข้ารับหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินในวาระนี้ รัฐบาลจะมุ่งดำเนินการต่อยอดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยรัฐบาลจะปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็น "ระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (คลัสเตอร์)" และรัฐบาลจะทำหน้าที่รวมพลังภาคเอกชนและประชาชน พร้อมทั้งปรับบทบาทภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และเร่งรัดต่อยอดการพัฒนาระบบดิจิทัลของภาครัฐ

ทั้งนี้ คำแถลงนโยบายของรัฐบาลจะแบ่งเป็น 5 ด้าน ประกอบด้วย นโยบายด้านเศรษฐกิจ, นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง, นโยบายด้านสังคม, นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และนโยบายด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย

โดยด้านเศรษฐกิจประกอบด้วย 1.สร้างโอกาสการเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้แก่ทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้คนไทย ซึ่งประกอบด้วยนโยบาย 4 ด้าน 2.ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพการเติบโตของประเทศให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ซึ่งมีทั้งสิ้น 5 ด้าน 3.ด้านการค้า เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า ประกอบด้วย 3 ด้าน 4.ด้านการเกษตร เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลาดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งมี 3 ด้าน 5.ด้านการท่องเที่ยว สร้างไทยเป็นจุดหมายของการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง ประกอบด้วย 5 มาตรการ

ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง มีทั้ง 1.เร่งส่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก 2.เสริมสร้างเสถียรภาพ 3.ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยผ่านการบูรณาการการทำงานในลักษณะทีมประเทศไทย 4.ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ไขปัญหาพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค ซึ่งมีการกล่าวถึงปัญหาไทย-กัมพูชาด้วย โดยระบุว่าจะมุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รวมถึงการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ที่ระบุว่าจะบูรณาการการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิดและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง และปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างเข้มข้น ปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายเพื่อขจัดยาเสพติดอย่างจริงจัง ทบทวนนโยบายการตรวจลงตราเข้าเมือง เพื่อตัดช่องทางการเงินของเครือข่ายสแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบ รวมถึงการฟอกเงินและทุนเทา

ทั้งนี้ ยังเอ่ยถึงการพัฒนาระบบป้องกันประเทศและพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้มีความพร้อม เหมาะสมและสอดคล้อง โดยจะมีระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร

ด้านสังคม ประกอบด้วย 1.เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา โดยมี 3 ด้าน 2.พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที ก็มี 3 ด้านเช่นกัน 3.สร้างเสริมสถาบันครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคมและสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย โดยมี 3 มาตรการ

ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย 1.บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ 2.พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ 3.ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2593 ซึ่งมีทั้งสิ้น 5 มาตรการ และ 4.การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล

ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย ประกอบด้วย 1.ราชการทันใจ มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ ผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ซึ่งเป็นระบบหลักให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน และเร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดจากกฎหมายที่ล้าสมัยให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี 2.การปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยการเงินการคลังของรัฐ 3.การพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งมีทั้งสิ้น 6 ด้าน และ 4.แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

ในร่างคำแถลงนโยบายยังมีการระบุด้วยว่า รัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามหน้าที่ของแนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 162 และเพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริงพูดแล้วทำ โดยรัฐบาลได้กำหนดให้มีกลไกบริหารราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ ซึ่งในระยะเริ่มต้นจะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้ 1.ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 2.ด้านการผลิต การค้า และบริการ 3.ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4.ด้านสังคมและสวัสดิการ 5.ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

ตอนท้ายร่างคำแถลงนโยบายยังระบุด้วยว่า “กระผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย"

สำหรับความเคลื่อนไหวของนายอนุทินในวันที่ 6 เม.ย. เวลา 19.00 น. นายกฯ จะนำ ครม.เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต จากนั้นเวลา 20.00 น. นายกฯ เป็นประธานการประชุม ครม.นัดพิเศษ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยวาระสำคัญๆ คือ การพิจารณานโยบายของรัฐบาลที่จะมีการแถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 9-10 เม.ย.ที่ ครม.ต้องเห็นชอบ และจัดตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ใหม่แทนชุดเดิมที่จะสิ้นสุดไปพร้อม ครม.เดิม

น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. กล่าวถึงความพร้อมในการอภิปรายแถลงนโยบายของรัฐบาลว่า วุฒิสภาได้แจ้งเพียงให้สมาชิกลงชื่ออภิปราย แต่ยังไม่ได้แจ้งว่าจะให้เวลาเท่าไหร่ ซึ่งที่ผ่านมาให้เวลาน้อยมากประมาณ 4 นาที ทำให้แทบพูดอะไรกันไม่ได้เลย จึงอยากเรียกร้องให้ทางคณะกรรมการประสานงานในสภาผู้แทนราษฎร (วิป) ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) พิจารณาเรื่องการจัดสรรเวลาให้ดี เพราะนี่ถือเป็นการอภิปรายนโยบายใหญ่ เนื่องจากหากจะอยู่กันไปครบเทอมคือ 4 ปี ก็ควรที่จะให้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...