เปิดร่างนโยบายหนู โวไทยตั้งตัวได้/เลิกMOU44/เกษตรกรคนละครึ่ง
เปิดร่างนโยบายรัฐบาล “อนุทิน” แบ่งเป็น 5 ด้าน “เศรษฐกิจ-ต่างประเทศ-สังคม-ภัยพิบัติ-บริหารภาครัฐ” นายกฯ ลุยบูรณาการแบบคลัสเตอร์ เดินหน้ายุคดิจิทัล ลั่นทำทุกวิถีทางแก้ปัญหาปากท้องประชาชน ขับเคลื่อนประเทศมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ พร้อมผุด “คนละครึ่งเกษตรกร” ไม่มีเอ่ยเรื่องเปิดด่านเขมร เตรียมเลิกเอ็มโอยู 44 พร้อมลุยทหารอาสา 1 แสนนาย
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน 2569 มีการเผยแพร่ร่างคำแถลงนโยบายคณะรัฐมนตรีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะใช้ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 9-10 เม.ย. โดยมีทั้งสิ้น 21 หน้า
สำหรับเนื้อหาของร่างคำแถลงนโยบาย นายอนุทินเริ่มต้นระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้บริหารราชการแผ่นดินภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนรอบด้านทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์ของโลก โดยได้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน Quick Big Win ก่อนระบุว่า รัฐบาลจะเร่งดำเนินการตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชน โดยบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะต่อไป
นายอนุทินระบุอีกว่า ประเทศไทยวันนี้อยู่ในจุดที่กำลังเผชิญกับภัยที่ล้วนเป็นแรงกดดัน และบั่นทอนศักยภาพการเติบโตให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเป็นภัยด้านเศรษฐกิจ ภัยด้านสังคม ภัยด้านสิ่งแวดล้อม ภัยด้านความมั่นคง การเข้ารับหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินในวาระนี้ รัฐบาลจะมุ่งดำเนินการต่อยอดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยรัฐบาลจะปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็น "ระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (คลัสเตอร์)" และรัฐบาลจะทำหน้าที่รวมพลังภาคเอกชนและประชาชน พร้อมทั้งปรับบทบาทภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และเร่งรัดต่อยอดการพัฒนาระบบดิจิทัลของภาครัฐ
ทั้งนี้ คำแถลงนโยบายของรัฐบาลจะแบ่งเป็น 5 ด้าน ประกอบด้วย นโยบายด้านเศรษฐกิจ, นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง, นโยบายด้านสังคม, นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และนโยบายด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย
โดยด้านเศรษฐกิจประกอบด้วย 1.สร้างโอกาสการเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้แก่ทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้คนไทย ซึ่งประกอบด้วยนโยบาย 4 ด้าน 2.ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพการเติบโตของประเทศให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ซึ่งมีทั้งสิ้น 5 ด้าน 3.ด้านการค้า เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า ประกอบด้วย 3 ด้าน 4.ด้านการเกษตร เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลาดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งมี 3 ด้าน 5.ด้านการท่องเที่ยว สร้างไทยเป็นจุดหมายของการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง ประกอบด้วย 5 มาตรการ
ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง มีทั้ง 1.เร่งส่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก 2.เสริมสร้างเสถียรภาพ 3.ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยผ่านการบูรณาการการทำงานในลักษณะทีมประเทศไทย 4.ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ไขปัญหาพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค ซึ่งมีการกล่าวถึงปัญหาไทย-กัมพูชาด้วย โดยระบุว่าจะมุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รวมถึงการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ที่ระบุว่าจะบูรณาการการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิดและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง และปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างเข้มข้น ปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายเพื่อขจัดยาเสพติดอย่างจริงจัง ทบทวนนโยบายการตรวจลงตราเข้าเมือง เพื่อตัดช่องทางการเงินของเครือข่ายสแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบ รวมถึงการฟอกเงินและทุนเทา
ทั้งนี้ ยังเอ่ยถึงการพัฒนาระบบป้องกันประเทศและพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้มีความพร้อม เหมาะสมและสอดคล้อง โดยจะมีระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร
ด้านสังคม ประกอบด้วย 1.เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา โดยมี 3 ด้าน 2.พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที ก็มี 3 ด้านเช่นกัน 3.สร้างเสริมสถาบันครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคมและสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย โดยมี 3 มาตรการ
ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย 1.บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ 2.พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ 3.ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2593 ซึ่งมีทั้งสิ้น 5 มาตรการ และ 4.การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล
ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย ประกอบด้วย 1.ราชการทันใจ มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ ผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ซึ่งเป็นระบบหลักให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน และเร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดจากกฎหมายที่ล้าสมัยให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี 2.การปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยการเงินการคลังของรัฐ 3.การพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งมีทั้งสิ้น 6 ด้าน และ 4.แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง
ในร่างคำแถลงนโยบายยังมีการระบุด้วยว่า รัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามหน้าที่ของแนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 162 และเพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริงพูดแล้วทำ โดยรัฐบาลได้กำหนดให้มีกลไกบริหารราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ ซึ่งในระยะเริ่มต้นจะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้ 1.ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 2.ด้านการผลิต การค้า และบริการ 3.ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4.ด้านสังคมและสวัสดิการ 5.ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง
ตอนท้ายร่างคำแถลงนโยบายยังระบุด้วยว่า “กระผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย"
สำหรับความเคลื่อนไหวของนายอนุทินในวันที่ 6 เม.ย. เวลา 19.00 น. นายกฯ จะนำ ครม.เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต จากนั้นเวลา 20.00 น. นายกฯ เป็นประธานการประชุม ครม.นัดพิเศษ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยวาระสำคัญๆ คือ การพิจารณานโยบายของรัฐบาลที่จะมีการแถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 9-10 เม.ย.ที่ ครม.ต้องเห็นชอบ และจัดตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ใหม่แทนชุดเดิมที่จะสิ้นสุดไปพร้อม ครม.เดิม
น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. กล่าวถึงความพร้อมในการอภิปรายแถลงนโยบายของรัฐบาลว่า วุฒิสภาได้แจ้งเพียงให้สมาชิกลงชื่ออภิปราย แต่ยังไม่ได้แจ้งว่าจะให้เวลาเท่าไหร่ ซึ่งที่ผ่านมาให้เวลาน้อยมากประมาณ 4 นาที ทำให้แทบพูดอะไรกันไม่ได้เลย จึงอยากเรียกร้องให้ทางคณะกรรมการประสานงานในสภาผู้แทนราษฎร (วิป) ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) พิจารณาเรื่องการจัดสรรเวลาให้ดี เพราะนี่ถือเป็นการอภิปรายนโยบายใหญ่ เนื่องจากหากจะอยู่กันไปครบเทอมคือ 4 ปี ก็ควรที่จะให้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง.