สงกรานต์นี้พับแผน หรือไปต่อ เสียงสะท้อนเงื่อนไข‘รายจ่าย’สูง
แต่ ณ วันที่ราคาน้ำมันแพง ค่าแรงไม่ขึ้น ซ้ำค่าครองชีพสูง อาจทำหลายคนต้องพับแผน…
“ทีมข่าวอาชญากรรม” ลงพื้นที่สำรวจเสียงแรงงานเมืองหลวง ผลพวงรายจ่ายรอบทิศจะตัดสินใจกลับ-ไม่กลับอย่างไร เริ่มจากน.ส.บุบผา(สงวนนามสกุล) อายุ 52 ปี อาชีพแม่บ้านดูแลความสะอาดห้องน้ำที่สถานีขนส่งหมอชิต บ้านเกิดอยู่ จ.เชียงราย ระบุ ตนเลือกไม่เดินทางกลับช่วงเทศกาล ปัจจุบันขอเน้นไปที่ทำงานหาเงินก่อน เพราะเงินทองหายาก ตนมีอายุมากแล้ว จึงต้องให้ความสำคัญกับงานประจำเป็นอันดับหนึ่ง
แต่หากถามผลกระทบจากค่าครองชีพและค่าตั๋วโดยสารที่สูงขึ้น ยอมรับว่ากระทบแน่นอน การใช้ชีวิตในเมืองกรุงตนต้องพยายามประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนตัวให้ได้มากที่สุด
“หากพิจารณาจากสภาวะเศรษฐกิจที่น้ำมันแพงและค่าครองชีพสูงขึ้น ตนมองว่าการกลับบ้านในช่วงสงกรานต์สำหรับตนเองนั้นอาจจะไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด เพราะเลือกที่จะกลับในช่วงหลังเทศกาลที่คนน้อยกว่า ซึ่งจะมีความสะดวกในการเดินทางมากกว่า”
ทั้งนี้ ในฐานะประชาชนธรรมดาคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดี จึงอยากให้รัฐบาลหาวิธีการจัดการที่ถูกต้องเพื่อช่วยเหลือประชาชน แม้ว่าตนเองอาจจะพูดอะไรมากไม่ได้ในฐานะประชาชนตัวเล็ก ๆ ก็ตาม
ด้านนายวินทกร(สงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เป็นอีกคนที่ตัดสินใจไม่เดินทางกลับช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพราะผลพวงเศรษฐกิจที่ราคาสินค้าและค่าครองชีพทุกอย่างพุ่งสูงขึ้น สถานการณ์ช่วงปีที่ผ่านมาก็แย่อยู่แล้ว เข้าสู่ต้นปีนี้กลับแย่ซ้ำเติมลงไปอีก ตนจึงตัดสินใจไม่กลับบ้าน ทั้งที่ปกติมักกลับช่วงวันหยุดยาว
“ปีที่แล้วยังสามารถเดินทางกลับได้ ปัจจุบันในการใช้ชีวิตประจำวันตนใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะหลักเดินทางมาทำงาน ซึ่งแม้ว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ตนก็มองว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะจำเป็นต้องใช้งาน สิ่งที่ทำได้ในระดับบุคคล คือพยายามหารายได้เพิ่ม ชดเชยค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นนี้”
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองพนักงานบริษัท ยอมรับได้รับผลกระทบกับข้าวของที่ใช้ในชีวิตประชาชนอย่างเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกันก็เข้าใจว่าบริษัทก็มีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมัน แต่ก็อยากให้บริษัทเข้าใจภาระค่าครองชีพของพนักงานเพื่อวางแผนอนาคต หากสถานการณ์ค่าเดินทางและเศรษฐกิจยังคงแย่ต่อเนื่องถึงสิ้นปี
เบื้องต้นตนมองว่าอาจต้องปรับเปลี่ยนแผนการท่องเที่ยวหรือการกลับไปพบปะครอบครัว เนื่องจากประเมินว่าค่าใช้จ่ายในการรวมตัวกินข้าวร่วมกันอาจสูงขึ้นถึง 20% อาจเก็บตัวอยู่กับที่สัก 1-2 ปี เพื่อรอให้สภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศลงตัวมากกว่านี้ เพราะแต่ละคนมีเงินสำรองไม่เท่ากัน และไม่รู้ว่าสถานการณ์ในไตรมาสที่ 3 หรือ 4 ของปีนี้จะรุนแรงกว่าที่เป็นอยู่หรือไม่
สำหรับการบริหารจัดการพลังงาน ตนไม่ได้มีการสำรองหรือกักตุนน้ำมันไว้เนื่องจากราคามีความผันผวน ซึ่งในส่วนของรถจักรยานยนต์ส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้นประมาณ 5-10% ยังเป็นระดับที่พอรับได้ แต่หากเป็นผู้ที่ใช้รถยนต์อาจจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องการสำรองน้ำมันมากกว่านี้
“รู้สึกเสียดายมากที่ปีนี้ไม่ได้กลับบ้านไปอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาครอบครัวช่วงเทศกาล แม้เทคโนโลยีสมัยนี้จะช่วยให้ติดต่อสื่อสารหรือเห็นหน้ากันผ่านทางออนไลน์ได้ แต่ก็ไม่สามารถทดแทนบรรยากาศจริงที่นาน ๆ ครั้งจะได้หยุดยาวพร้อมกันได้”
ขณะที่นายถาวร (สงวนนามสกุล) อายุ 57 ปี อาชีพคนขับรถสามล้อรับจ้าง เผยยังคงแผนเดินทางกลับภูมิลำเนาช่วงสงกรานต์ ด้วยเหตุผลหลักคือเป็นประเพณีสำคัญที่ชาวบ้านในพื้นที่จะมารวมตัวทำกิจกรรม ก่อนสงกรานต์ตนจึงเร่งทำมาหากินเก็บเงินให้ได้มากที่สุด สำหรับการเดินทางไม่ได้เปรียบเทียบรถทัวร์ รถไฟ หรือเครื่องบิน เพราะเพื่อนฝูงและญาติพี่น้องคนบ้านเดียวกัน จะขับรถกลับพร้อมกันในลักษณะ“แชร์ค่าน้ำมัน”
“แม้ปัจจุบันราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นมาก แต่ทุกคนเข้าใจสถานการณ์ตรงกัน จึงตกลงช่วยกันออกค่าใช้จ่ายตามความเหมาะสมและตามกำลัง วิธีนี้ช่วยให้การเดินทางสะดวกและประหยัดกว่าการใช้บริการรถสาธารณะประเภทอื่น”
ส่วนแผนปีหน้าหากค่าครองชีพยังสูงต่อเนื่อง ยืนยันว่าจะยังกลับบ้านตามปกติ เพราะถือเป็นสิ่งที่ทำเป็นประจำ รูปแบบการเดินทางคนที่ทำงานประจำก็ต้องรีบเดินทางกลับในช่วงวันหยุดยาวที่กำหนดไว้ แต่อาชีพอิสระอย่างตน หรือผู้ใช้แรงงานบางส่วนมักเลือกทำงานสร้างรายได้ให้เพียงพอก่อน จึงค่อยทยอยเดินทางกลับช่วงคนเริ่มซา สะท้อนให้เห็นว่าการกลับบ้านยังคงเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ของคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในเมืองกรุง
ข้างต้นนี่เป็นเพียงเสียงสะท้อนบางส่วน แต่ก็ชัดเจนว่า“รายจ่าย”ที่เพิ่มขึ้นเป็นเงื่อนไขสำคัญในการตัดสินใจเช่นกัน.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน