โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดเหตุผล ทำไม ‘บวรศักดิ์’ ไม่ได้ไปต่อ เลือกดัน ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ คุมกฎหมายรัฐบาลอนุทิน 2

THE STANDARD

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
เปิดเหตุผล ทำไม ‘บวรศักดิ์’ ไม่ได้ไปต่อ เลือกดัน ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ คุมกฎหมายรัฐบาลอนุทิน 2

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า รัฐบาลสมัยที่ 2 ของอนุทิน ชาญวีรกูล ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย ไม่มี ‘ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ’ หนึ่งในบุคคลที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น ‘บิ๊กโฟร์ปรมาจารย์กฎหมายสายอนุรักษนิยม’ ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายต่อ

แหล่งข่าวระดับสูงจากพรรคภูมิใจไทยยืนยัน THE STANDARD ว่า สาเหตุที่ไม่มีชื่อ ศ.ดร. บวรศักดิ์ ในตำแหน่งดังกล่าว มาจากปัญหาการทำงานร่วมกับข้าราชการประจำ และการประสานงานที่ไม่ราบรื่นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อีกทั้งตลอดระยะเวลา 96 วันที่ผ่านมา ยังไม่ปรากฏผลงานที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน

ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และปกรณ์ นิลประพันธ์ บุคคลผู้ถูกกล่าวถึงในการปรับเปลี่ยนตำแหน่งทีมกฎหมายรัฐบาล 1

ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และอนุทิน ชาญวีรกูล

นอกจากนี้ คดีฮั้ว สว. และคดีที่ดินเขากระโดง อาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยไม่จำเป็นต้องใช้ ศ.ดร. บวรศักดิ์ มาคุมงานด้านกฎหมายต่อ โดยก่อนหน้านี้เจ้าตัวเคยตั้งเงื่อนไข 3 ข้อ ได้แก่ ไม่สมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ไม่แทรกแซงการทำงานขององค์กรอิสระ โดยเฉพาะคดีฮั้ว สว. และคดีที่ดินเขากระโดง และหากมีความเห็นใดจะพูดตามตรง โดยขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีว่าจะนำไปปฏิบัติหรือไม่

ขณะที่ท่าทีของอนุทินนั้น ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนอย่างมีนัยสำคัญว่า ได้พูดคุยกับ ศ.ดร. บวรศักดิ์ แล้ว พร้อมย้ำว่าตำแหน่งรัฐมนตรีมีวาระการทำงานเป็นรายเทอม แม้เทอมนี้และเทอมถัดไปจะมีนายกรัฐมนตรีคนเดิม แต่ถือเป็นคนละคณะ ไม่มีข้อกำหนดว่าจะต้องดำรงตำแหน่งต่อเนื่อง หรือยกชุดเดิมไปทั้งคณะ แม้รัฐบาลจะไม่มี ศ.ดร. บวรศักดิ์ เป็นกำลังหลักด้านกฎหมาย ก็ไม่เป็นปัญหาใดๆ

ขณะเดียว ก็เป็นที่แน่ชัดแล้วเช่นกันว่า พรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำตั้งรัฐบาล ได้เลือก ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาคนปัจจุบัน อายุ 57 ปีมาเข้ามารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ที่คุมงานด้านกฎหมาย

ความเคลื่อนไหวล่าสุด ปกรณ์ได้ส่งประวัติเพื่อตรวจคุณสมบัติทั้ง 8 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ตรวจสอบประวัติอาชญากรรม คดีความ และประวัติการต้องโทษจำคุก สำนักงานศาลยุติธรรม ตรวจสอบข้อมูลการถูกฟ้องร้อง คดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณา และคำพิพากษาของศาลสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบประวัติการถูกชี้มูลความผิดด้านทุจริต การร่ำรวยผิดปกติ และการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง

สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ตรวจสอบว่ามีคำวินิจฉัยที่เกี่ยวข้องกับลักษณะต้องห้ามทางการเมืองหรือไม่ กรมบังคับคดี ตรวจสอบสถานะการเป็นบุคคลล้มละลาย คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบคุณสมบัติการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และข้อห้ามตามกฎหมายเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตรวจสอบการถือครองหุ้นในกิจการต้องห้าม เช่น ธุรกิจสัมปทานรัฐ หรือสื่อมวลชน สำนักงานอัยการสูงสุด ตรวจสอบสถานะการสั่งฟ้องในคดีอาญา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และปกรณ์ นิลประพันธ์ บุคคลผู้ถูกกล่าวถึงในการปรับเปลี่ยนตำแหน่งทีมกฎหมายรัฐบาล 2

ปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

อย่างไรก็ตาม ปกรณ์เป็นข้าราชการสายกฎหมายที่เติบโตมาจากระบบราชการอย่างเต็มตัว และมีประสบการณ์ทำงานใกล้ชิดกับปรมาจารย์กฎหมายสายอนุรักษนิยมของประเทศไทย ทั้ง ‘มีชัย ฤชุพันธุ์’ อดีตประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 และ ‘วิษณุ เครืองาม’ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในหลายรัฐบาลติดต่อกันยาวนาน

เส้นทางชีวิตของปกรณ์นั้น เขาผูกพันกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามาโดยตลอด ก่อนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญในหลายหน่วยงาน อาทิ ผู้อำนวยการสถาบันกฎหมายพัฒนาเศรษฐกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากฎหมาย ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายต่างประเทศ รวมถึงกรรมการร่างกฎหมาย และรองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

นอกจากนี้ ยังมีบทบาทในฝ่ายบริหารนโยบายของรัฐบาล โดยเคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และรองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี รวมถึงผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในสายงาน คือ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

อย่างไรก็ตาม ชื่อของปกรณ์ไม่ได้ปรากฏเพียงในมิติการทำงานเชิงเทคนิคทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเคยอยู่ในจุดตัดทางการเมืองสำคัญ โดยเฉพาะในรัฐบาลเพื่อไทย ภายใต้การนำของเศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร จากกรณีความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับนโยบาย ‘ดิจิทัลวอลเลต’ ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงขอพรรคเพื่อไทยในเวลานั้น ซึ่งระบุเงื่อนไขทางกฎหมายของการกู้เงิน 5 แสนล้านบาทอย่างเคร่งครัด จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงในขณะนั้น

ความเห็นดังกล่าวถูกมองว่า เป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล และเคยสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเส้นทางราชการของปกรณ์ ถึงขั้นมีคำถามเรื่องการต่ออายุราชการ ภายหลังครบวาระ 4 ปี สุดท้ายก็ได้รับการต่ออายุ และดำรงตำแหน่งต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ทำให้การเข้ามามีบทบาทในฐานะกุนซือกฎหมายของรัฐบาลอนุทิน 2 จึงน่าจับตาว่า ด้วยประสบการณ์ทั้งในเชิงกฎหมายและการบริหารนโยบาย ปกรณ์จะสามารถประสานโลกของกฎหมาย กับโลกของการเมือง ให้เดินไปในทิศทางเดียวกันได้มากน้อยเพียงใด ท่ามกลางโจทย์ท้าทายของรัฐบาลชุดใหม่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...