ราคาน้ำมันดิบร่วงแรง หลังทรัมป์ส่งสัญญาณเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านคืบหน้า
ราคาน้ำมันดิบปรับลดลง หลังทรัมป์เผยการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านมีความคืบหน้า และสั่งเลื่อนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอิหร่าน 5 วัน ขณะ Goldman Sachs ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันปี 2569
ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบต่างประเทศประจำวันที่ 24 มี.ค. 2569 มีการเปลี่ยนแปลงตามชนิดที่อ้างอิง ดังนี้
- เวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ 88.13 ดอลลาร์/บาร์เรล -10.19 ดอลลาร์
- เบรนท์ (Brent) อยู่ที่ 99.94 ดอลลาร์/บาร์เรล -12.25 ดอลลาร์
นักวิเคราะห์จากบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง หลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความคืบหน้า
หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่กดดันราคาน้ำมันมาจากการที่ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social ว่า สหรัฐฯ และอิหร่านได้มีการเจรจาอย่างสร้างสรรค์และมีพัฒนาการเชิงบวกตลอดช่วง 2 วันที่ผ่านมา เกี่ยวกับความพยายามยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ การเจรจาจะเดินหน้าต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์ พร้อมกันนี้ ทรัมป์ยังระบุว่า ได้สั่งเลื่อนการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านออกไปอีก 5 วัน อย่างไรก็ตาม หลังจากสหรัฐฯ ส่งสัญญาณดังกล่าว ทางอิหร่านได้ออกแถลงการณ์โต้แย้งว่า ไม่ได้มีการหารือกับสหรัฐฯ แต่อย่างใด
สำหรับราคาน้ำมันดิบเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 พบว่า น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) อยู่ที่ 88.13 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 10.19 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่น้ำมันดิบเบรนต์อยู่ที่ 99.94 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 12.25 ดอลลาร์สหรัฐ
ด้าน Goldman Sachs ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในปี 2569 โดยประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนต์จะเฉลี่ยอยู่ที่ 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสจะอยู่ที่ 79 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สูงกว่าประมาณการครั้งก่อนที่ 77 ดอลลาร์สหรัฐ และ 72 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ตามลำดับ
การปรับเพิ่มคาดการณ์ดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ปริมาณการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะเหลือเพียง 5% ของระดับปกติเป็นเวลา 6 สัปดาห์ และจะใช้เวลาราว 1 เดือนในการฟื้นตัว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันดิบประมาณ 800 ล้านบาร์เรล
ขณะเดียวกัน นายฟาติห์ บีรอล ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เปิดเผยว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานมากกว่า 40 แห่งในตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็นแหล่งผลิตน้ำมัน โรงกลั่นน้ำมัน และท่อส่งน้ำมัน ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากความขัดแย้งที่ยังดำเนินอยู่ และจำเป็นต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู ก่อนจะกลับมาเดินเครื่องได้ตามปกติ